ตํารวจไซเบอร์

รวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ตำรวจไซเบอร์และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ด้วยการ รวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในคอนโดหรูย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ ชายหนุ่มวัย 27 ปีชื่อนายโนอาห์ คริสโตเฟอร์ (Noah Christopher) สัญชาติเยอรมัน ถูกจับกุมพร้อมของกลางเพียบ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ไอแพด แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก

รวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ เปิดแพลตฟอร์ม DDoS-as-a-Service

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกับตำรวจไทย โดยนายโนอาห์มีหมายจับติดตัวถึง 74 หมายจากศาลเยอรมนี เขาคือบอสใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง FLUXSTRESS และ NETDOWNER ซึ่งเป็นบริการ DDoS-for-hire หรือที่รู้จักในชื่อ DDoS-as-a-Service บริการเหล่านี้ช่วยให้ใครก็ตามสามารถจ้างโจมตีเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร รัฐบาล หรือธุรกิจทั่วโลกได้ง่ายๆ เพียงจ่ายเงิน ทำให้ระบบล่มไม่สามารถใช้งานได้ สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งทางการเงินและชื่อเสียง

การสั่งการและทีมงานที่เข้าร่วมรวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ

ปฏิบัติการนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ดังนี้

  • พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท.
  • พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท.
  • พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ตอท.
  • พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู รอง ผบก.อก.บช.สอท.
  • และทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์และ ตม. อีกมากมาย

พวกเขาบุกตรวจค้นห้องพักชั้น 7 คอนโดหรูย่านทองหล่อ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา จับกุมนายโนอาห์ได้คาหนังคาเข้าก่อนที่เขาจะหนีรอดไป

DDoS คืออะไร และทำไมแพลตฟอร์มอย่าง Fluxstress ถึงอันตราย

DDoS หรือ Distributed Denial of Service คือการโจมตีที่ใช้บอทเน็ตจำนวนมหาศาลส่งข้อมูลขยะไปยังเซิร์ฟเวอร์เป้าหมาย ทำให้ระบบโอเวอร์โหลด ล้มเหลว ไม่สามารถให้บริการได้ แพลตฟอร์มของนายโนอาห์ทำให้การโจมตีแบบนี้กลายเป็นเรื่องง่าย ลูกค้าสามารถเลือกขนาดการโจมตี จ่ายเงินผ่านคริปโต แล้วกดปุ่มโจมตีได้ทันที สร้างความเดือดร้อนให้องค์กรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร รัฐบาล หรือเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่

นายโนอาห์หลบหนีคดีในเยอรมนีมานานกว่า 2 ปี เดินทางเข้าออกไทยบ่อยครั้ง โดยพักในย่านทองหล่อที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ ตำรวจไทยสืบสวนจนพบที่ซ่อน ก่อนบุกจับและยึดอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อตรวจสอบหลักฐาน

เบื้องต้นผู้ต้องหายังไม่ยอมให้การ แต่เจ้าหน้าที่เพิกถอนวีซ่าแล้ว และกำลังวิเคราะห์ข้อมูลในอุปกรณ์เพื่อขยายผล ก่อนส่งตัวกลับเยอรมนีดำเนินคดี

บทเรียนจากคดีรวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามไซเบอร์ที่ไม่มีพรมแดน การโจมตี DDoS ไม่เพียงทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก แต่ยังอาจนำไปสู่การสูญเสียข้อมูลสำคัญหรือแม้กระทั่งปัญหาความมั่นคง 국가 เพื่อป้องกันตัวเอง องค์กรควรมีระบบป้องกัน DDoS เช่น Firewall ขั้นสูง การใช้ CDN หรือบริการ Cloud Security และอัปเดตซอฟต์แวร์เสมอ นอกจากนี้ การร่วมมือระหว่างประเทศอย่างที่เห็นในคดีนี้คือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน การตื่นตัวต่อภัย DDoS-as-a-Service อย่างแพลตฟอร์ม Fluxstress และ Netdowner เป็นสิ่งจำเป็น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ลองตรวจสอบระบบความปลอดภัยของคุณวันนี้เลย

การจับกุม รวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ ครั้งนี้เป็นชัยชนะของตำรวจไทยและนานาชาติ แสดงให้เห็นว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัยสำหรับอาชญากรไซเบอร์ ติดตามข่าวสารไซเบอร์เพิ่มเติม และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – รวบบอสใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้ต้องหาสำคัญ เปิดแพลตฟอร์มรับจ้างโจมตีเซิร์ฟเวอร์องค์กรทั่วโลก

คุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา “เก่ง ลายพราง” ทำผิดซ้ำ โปรโมทเว็บพนัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังฮือฮาในโลกโซเชียลกันหน่อยนะครับ คือเรื่อง คุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา “เก่ง ลายพราง” ทำผิดซ้ำ โปรโมทเว็บพนัน นี่แหละครับ ช็อกใจแฟนคลับไม่น้อยเลย เพราะเก่ง ลายพราง หรือ นายจิรายุ ยิ้มอำไพ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังวัย 44 ปี ที่หลายคนรู้จักจากคอนเทนต์สนุกๆ และล่าสุดกำลังจะเปิดร้านข้าวแกงย่านรัชดาภิเษก กลับมาทำผิดกฎหมายซ้ำซากอีกแล้ว!

คุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา “เก่ง ลายพราง” ทำผิดซ้ำ โปรโมทเว็บพนัน

เรื่องราวเริ่มต้นจากทีมตำรวจไซเบอร์ หรือ บก.สอท.1 ที่นำโดย พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ พบหลักฐานชัดเจนในปี 2567 ว่าเก่ง ลายพราง โพสต์คลิปวิดีโอลงโซเชียล ชวนแฟนๆ เล่นพนันออนไลน์ผ่านเว็บดัง macua 888 แบบเปิดเผยสุดๆ ไม่เกรงใจกฎหมายเลยครับ สาธิตวิธีสมัคร เล่นเกมพนันให้ดูกันชัดๆ เพื่อล่อใจให้คนเข้าไปเสี่ยงโชค โปรโมทแบบนี้ผิดกฎหมายชัดๆ ตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 ทวิ จัดให้มีการเล่นหรือโฆษณาชักชวนให้เล่นการพนันนั่นเอง

พอตำรวจตามรอย ก็บุกจับตัวเก่ง ลายพราง ที่ร้านข้าวแกงย่านรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 เมษายน โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. สั่งการชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.กฤติน ตปสีโล และ พ.ต.ต.ฤทธิไกร ขุนท้าวเทียม เก่งยอมรับสารภาพทันทีว่าเป็นคนทำคลิปโปรโมทเว็บพนันเอง ก่อนหน้านี้เคยโดนจับครั้งแรกไปแล้ว แต่กลับมาทำซ้ำเพราะ อ้างรายได้ดี เดือนละหลักแสนบาท จากผู้ว่าจ้าง! เงินล่อใจขนาดนี้ ใครๆ ก็ใจอ่อนได้ แต่กฎหมายไม่ยอมนะครับ

กระบวนการสอบสวนและคำพิพากษาศาล

หลังจับกุม ตำรวจนำตัวเก่ง ลายพราง ไปสอบสวนที่ บก.สอท.1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ เก่งเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเองตามหมายเรียก เบื้องต้นให้การรับสารภาพเต็มๆ จากนั้นส่งฟ้องศาลแขวงดอนเมืองทันที

ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่าเก่ง ลายพราง มีประวัติเคยต้องโทษฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 มาก่อน จึงเพิ่มโทษ 1 ใน 3 จากโทษเดิมจำคุก 6 เดือน เป็น 8 เดือน แต่เนื่องจากรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือ จำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา เพราะเป็นการทำผิดซ้ำ ศาลเลยไม่ให้รอ! โหดมากเลยนะครับ

  • เหตุผลที่เพิ่มโทษ: มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน
  • ลดโทษเพราะ: ยอมรับสารภาพและให้ความร่วมมือ
  • ไม่รอลงอาญาเพราะ: ทำผิดซ้ำ ไม่สำนึก

เก่ง ลายพราง โปรโมทเว็บพนันแบบนี้ ไม่ใช่เคสแรกนะครับ ในยุคโซเชียลมีอินฟลูหลายคนหลงเชื่อเงินง่ายๆ จากแก๊งพนันออนไลน์ที่แพร่ระบาดหนัก โดยเฉพาะเว็บตระกูล 888 ที่โฆษณากันดุเดือด แต่รู้มั้ยครับ การพนันออนไลน์ในไทยผิดกฎหมายทั้งหมด โทษหนักทั้งผู้เล่น ผู้โปรโมท และเจ้าของเว็บ รัฐบาลกำลังปราบปรามเต็มที่ ตำรวจไซเบอร์ทำงานเก่งมาก ใช้เทคโนโลยีติดตามจับได้ไม่เว้น!

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ รายได้หลักแสนฟังดูน่าลงทุน แต่เสี่ยงคุกแบบนี้คุ้มเหรอ? หลายคนเสียเงินล้านจากพนันไปแล้ว แถมยังทำลายชื่อเสียงตัวเอง เก่ง ลายพราง ที่เคยดังจากลายพรางสนุกๆ วันนี้กลายเป็นข่าวดำแทน หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้อินฟลูทุกคน คิดให้ดีก่อนรับงานโปรโมท โดยเฉพาะเรื่องผิดกฎหมาย

ส่วนตัวผมคิดว่า สังคมเราต้องตื่นตัวมากขึ้น รายงานเว็บพนันที่เจอได้ที่ 1441 หรือแอปตำรวจไซเบอร์เลยครับ อย่าให้เงินล่อใจมาทำลายอนาคต ใครมีประสบการณ์เจออินฟลูโปรโมทพนัน คอมเมนต์เล่าให้ฟังหน่อยนะ! แชร์โพสต์นี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันด้วย สุขภาพจิตสำคัญที่สุด อย่าเล่นพนันเด็ดขาด!

ที่มา – คุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา “เก่ง ลายพราง” ทำผิดซ้ำ โปรโมทเว็บพนัน อ้างรายได้ดี

ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกเด็ก 1 หมื่นไฟล์

ในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทย เมื่อ ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์ ที่จังหวัดสกลนคร ผู้ต้องหาคนนี้ถูกจับกุมพร้อมของกลางจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนปัญหาสังคมที่รุนแรงเกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดทั้งหมดของคดีนี้กัน

ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจากกองบังคับการเทคโนโลยีอาชญากรรม สอท.3 ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กในพื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ และ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย สั่งการให้ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ นำกำลังเข้าค้นบ้านเลขที่ในหมู่ 4 ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ตามหมายค้นศาลจังหวัดสกลนครที่ ค.21/2569

ผู้ต้องหาคือ นายธีปวัฒน์ พรหมเมือง อายุ 51 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ถูกจับกุมพร้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบคลิปลามกอนาจารเด็กทั้งเด็กชายและเด็กหญิงในลักษณะต่างๆ กว่า 10,000 ไฟล์ นายธีปวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า ชอบความหลากหลายทางเพศ รู้สึกตื่นเต้นเมื่อดูคลิปหรือรูปภาพเปลือยกาย รวมถึงอวัยวะเพศของเด็ก โดยดาวน์โหลดมาจากแอปพลิเคชันไลน์เพื่อสะสมไว้ดูเอง และบางครั้งส่งต่อให้เพื่อน แต่ยืนยันว่าไม่ได้ค้าหรือเปิดกลุ่มลับ

ขั้นตอนการสืบสวนและจับกุมในคดีนี้

ชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้รับข้อมูลเบาะแส จึงลงพื้นที่สืบสวนจนทราบที่อยู่ของผู้ต้องหา รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้น และเข้าจับกุมได้ทันที การทำงานของ สอท. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะสื่อลามกเด็กที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

  • รับเบาะแสการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก
  • สืบสวนยืนยันตัวผู้กระทำผิดและที่อยู่
  • ขอหมายค้นศาลและเข้าจู่โจม
  • ตรวจสอบของกลางพบกว่า 10,000 ไฟล์
  • สอบสวนผู้ต้องหาและดำเนินคดี

ตำรวจดำเนินคดีใน 2 ข้อหาหลัก คือ “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซื้อขายเด็ก พ.ศ. 2546 และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกที่ประชาชนเข้าถึงได้” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ปัญหาสื่อลามกอนาจารเด็กในสังคมไทย

คดี ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์ นี้ไม่ใช่เคสแรก ปัญหานี้แพร่หลายมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแอปอย่างไลน์ เฟซบุ๊ก หรือเว็บมืด สถิติจาก UNICEF ระบุว่า ประเทศไทยมีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กกว่า 1,000 รายต่อปี และสื่อลามกเด็กถูกผลิตและเผยแพร่จำนวนมาก การเข้าถึงง่ายผ่านสมาร์ทโฟนทำให้เสี่ยงสูง

หน่วยงานอย่าง สอท. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีศูนย์รับแจ้งความผิดทางออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนช่วยรายงาน หากพบเห็นควรแจ้งทันทีที่ 1155 หรือ www.thaipoliceonline.com

เหตุการณ์นี้เตือนใจสังคมให้ตื่นตัวมากขึ้น พ่อแม่ต้องดูแลลูกหลานใกล้ชิด สอนให้รู้เท่าทันโลกออนไลน์ และหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย การสะสมสื่อดังกล่าวไม่เพียงทำร้ายเด็กผู้เสียหาย แต่ยังทำลายสังคมทั้งระบบ ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยเข้มแข็งพอที่จะจัดการผู้กระทำผิด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม: หากคุณพบเห็นการเผยแพร่สื่อลามกเด็ก โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อปกป้องอนาคตของเด็กไทย ร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

ที่มา – ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์

ทลายเครือข่ายเว็บพนัน 2,000 สมาชิก 120 ล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเด็ดที่ต้องมาอัปเดตให้ฟังกันเลย นั่นคือเรื่อง ทลายเครือข่ายเว็บพนัน ชื่อดัง “PGLIVE77.168WINPLAY” ที่มีสมาชิกถึง 2,000 ราย เงินหมุนเวียนปีละกว่า 120 ล้านบาท! ตำรวจไซเบอร์บ้านเราสุดยอดมาก ลงมือทลายจนจับผู้ต้องหาได้ 4 ราย แอดมินกับคนเดินบัญชีม้าเลยนะ มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “PGLIVE77.168WINPLAY”

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่กองบัญชาการ สอท. เมืองทองธานี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. และทีมงาน ร่วมแถลงข่าวใหญ่เลยครับ เว็บพนันออนไลน์นี้เปิดบริการมานานกว่า 1 ปี สมาชิกเยอะแยะ 2,000 กว่าคน เงินไหลเวียนเดือนละ 10 ล้าน ปีนึง 120 ล้าน! พวกเขามีเกมพนันครบครัน หวย สล็อต บาคาร่า พนันบอลต่างประเทศ อะไรก็มีหมด

ที่เจ๋งคือระบบโอนเงินอัตโนมัติผ่านบัญชีธนาคาร ถอนเงินก็แจ้งทางเว็บได้เลย มีแอดมินคอยช่วยเหลือ ตั้งแต่สมัครสมาชิก ฝาก-ถอน ไปจนถึงชวนเล่นพนัน เห็นภาพชัดเลยว่าเครือข่ายนี้ใหญ่แค่ไหน

ขั้นตอนการสืบสวนและจับกุมในการทลายเครือข่ายเว็บพนัน

ตำรวจชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 สืบจนเจอฐานที่มั่นใน จ.ภูเก็ต ขออนุมัติศาลสุราษฎร์ธานีออกหมายจับ 8 ราย แต่จับได้ 4 รายก่อน

  • นายอัฒวิทย์ อายุ 30 ปี หัวหน้าแอดมิน จับที่บ้าน ม.3 ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต
  • น.ส.ชลธร อายุ 26 ปี แฟนสาว ทำหน้าที่แอดมินและจัดการบัญชี จับพร้อมกัน ยึดคอมและมือถือ 4 เครื่อง
  • น.ส.วิลาวัลย์ อายุ 23 ปี จับที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดบัญชีม้า
  • นายไท ไว ซู อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา จับที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดบัญชีม้าด้วย

ทั้ง 4 รายให้การรับสารภาพหมดเลยครับ พวกเขาถูกดำเนินคดีฐานจัดให้เล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมฟอกเงิน และยอมให้ใช้บัญชีเงินฝากในทางผิดกฎหมาย หนักเลยนะเนี่ย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ทลายเครือข่ายเว็บพนัน แบบนี้มันช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์ได้เยอะมาก ปัญหาเว็บพนันในไทยตอนนี้เยอะจริงๆ สมาชิกหลงเล่นจนหมดตัว บางคนติดหนี้พนัน ลามไปถึงฟอกเงิน ใช้บัญชีม้าโอนเงินผิดกฎหมาย ตำรวจไซเบอร์ต้องทำงานหนักมากในการติดตาม IP เส้นทางเงิน และข้อมูลแอดมิน

จากสถิติ พบว่าเว็บพนันออนไลน์ในไทยมีมูลค่าหมุนเวียนพันล้านบาทต่อปี การทลายเครือข่ายเว็บพนัน แบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยเตือนสติคนที่คิดจะเล่นพนัน ว่ามันผิดกฎหมายและอันตรายแค่ไหน อย่าหลงกลโฆษณาชวนเชื่อนะครับ

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับป้องกันตัวเอง เช่น ตรวจสอบเว็บก่อนเล่น ถ้าเห็นระบบฝากถอนรวดเร็วผิดปกติ หรือแอดมินชวนเล่นตลอด ก็เลี่ยงไปเลย รายงานตำรวจถ้าพบเห็นได้ที่สายด่วน สอท. 1441

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า ทลายเครือข่ายเว็บพนัน ครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้อาชญากรออนไลน์ลอยนวล ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวติดพนัน ลองหันมาทำงานอดิเรกดีๆ หรือปรึกษานักจิตวิทยาดีกว่า อย่าให้เงินหายไปกับเว็บพวกนี้เลยนะครับ สนับสนุนให้แชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัยกันด้วย!

ที่มา – ทลายเครือข่ายเว็บพนัน สมาชิกประมาณ 2,000 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 120 ล้านต่อปี

ตำรวจทลายโรงงานผลิต “น้ำกระท่อม” รายใหญ่ในชลบุรี

เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจทลายโรงงานผลิต “น้ำกระท่อม” รายใหญ่ในชลบุรี กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะโรงงานลักลอบผลิตน้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ผิดกฎหมายและอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน น้ำกระท่อมหรือน้ำพืชกระท่อม เป็นเครื่องดื่มที่สกัดจากใบกระท่อม มีสารอัลคาลอยด์ที่ทำให้เกิดอาการเมาคล้ายยาเสพติด หากผสมกับยาแก้ไอหรือยาแก้แพ้ที่มีสารออกฤทธิ์จะยิ่งอันตราย อาจนำไปสู่การเสพติดหรือเสียชีวิตได้ การที่ตำรวจบุกทลายครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมที่มอมเมาเยาวชน

ตำรวจทลายโรงงานผลิต “น้ำกระท่อม” รายใหญ่ในชลบุรี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ หรือ ผบช.สอท. ร่วมกับ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านผ่านระบบออนไลน์ ว่ามีโรงงานลับผลิตน้ำกระท่อมในพื้นที่อ.เมืองชลบุรี โดยมีการกระจายสินค้าอย่างเป็นระบบผ่านรถส่งของไปยังร้านค้าต่างๆ เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่สืบสวนทันที พบว่าโรงงานตั้งอยู่ในโกดังไม่มีเลขที่ หมู่ 5 ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี มีรั้วสูงล้อมรอบและติดป้ายปลอมว่าเป็นโรงงานรีไซเคิลเพื่ออำพราง

เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลแขวงชลบุรี ที่ ค.20/2569 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2569 บุกเข้าตรวจค้น พบคนงานกำลังผลิตน้ำกระท่อมอย่างคึกคัก สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทันที นอกจากตำรวจไซเบอร์แล้ว ยังมีเจ้าพนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีและตำรวจชลบุรีเข้าร่วมปฏิบัติการ ทำให้การจับกุมราบรื่นและยึดของกลางได้จำนวนมาก โรงงานแห่งนี้ลอบเปิดมานานกว่า 1 เดือน โดยผลิตน้ำกระท่อมพร้อมดื่มขนาด 1 ลิตร คละกลิ่นต่างๆ จำนวนวันละกว่า 4,000 ขวด ขายส่งให้ร้านค้าที่ราคาขวดละ 35 บาท และร้านค้าขายปลีกที่ 60 บาท

รายละเอียดผู้ต้องหาและของกลางจากการทลายโรงงาน

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมประกอบด้วย นายรัฐพล เหี่ยวขุนทด อายุ 31 ปี, นายอติโรจน์ สถาวร อายุ 33 ปี, นายพีรวัฒน์ ธุระพล อายุ 28 ปี ชาวไทยทั้งหมด และคนงานชาวเมียนมาชายหญิง 20 คน ซึ่งทำหน้าที่ผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ของกลางที่ยึดได้มีจำนวนมหาศาล แสดงให้เห็นว่านี่คือโรงงานรายใหญ่จริงๆ

  • ใบกระท่อมสด 415 กิโลกรัม
  • ยาแก้ไอชนิดน้ำ (ยาอันตราย) หลายยี่ห้อ รวม 724 ขวด
  • ยาแก้แพ้ชนิดน้ำ (ยาอันตราย) 456 ขวด
  • ยาทรามาดอล ไฮโดรคลอไรด์ 250 เม็ด
  • สารกันบูด 24 กิโลกรัม
  • สารแต่งกลิ่น 23 กิโลกรัม
  • น้ำกระท่อมบรรจุขวดพร้อมดื่มขนาด 1 ลิตร คละกลิ่น 5,660 ขวด
  • ขวดเปล่า 23,856 ใบ
  • หม้อต้มขนาดใหญ่ 31 ใบ
  • ชุดเตาแก๊ส 33 เตา
  • สติกเกอร์ S1 SUPER ONE และอุปกรณ์ผลิตอื่นๆ

ผลการสอบสวนและข้อกล่าวหา

จากการสอบสวน นายอติโรจน์ ผู้ดูแลการผลิต ยอมรับว่าทำงานร่วมกับเพื่อนไทยอีก 2 คน รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท โดยมีเจ้าของชื่อ “เจ้” ไม่ทราบนามสกุลจริง เป็นผู้ว่าจ้าง ชาวเมียนมาทำงานผลิตทั้งวันทั้งคืน ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกดำเนินคดีฐาน “ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พรบ.ยา พ.ศ.2510, ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องอาหารห้ามผลิต-จำหน่าย, ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศเรื่องฉลากอาหารตาม พรบ.อาหาร พ.ศ.2522” สำหรับคนงานเมียนมา เพิ่มข้อหาลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ ตำรวจทลายโรงงานผลิต “น้ำกระท่อม” รายใหญ่ในชลบุรี ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งช่วยลดปัญหายาเสพติดในชุมชน น้ำกระท่อมไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในขวดสวยๆ หากประชาชนพบเห็นเบาะแส ควรรายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อปกป้องสังคม

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามเช่นนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพราะโรงงานเหล่านี้อาจผุดขึ้นใหม่ได้ง่าย หากไม่ตัดวงจรการกระจาย คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหาน้ำกระท่อมในพื้นที่ของคุณ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ตำรวจทลายโรงงานผลิต “น้ำกระท่อม” รายใหญ่ในชลบุรี ลอบเปิดมานานกว่า 1 เดือน

ตำรวจไซเบอร์ รวบแก๊งขายปืนเถื่อนทางออนไลน์

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวอาชญากรรมคือ ตำรวจไซเบอร์ รวบแก๊งขายปืนเถื่อนทางออนไลน์ ได้สำเร็จ สมาชิกแก๊งสารภาพว่าทำมานานหลายปีแล้ว การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่หยุดยั้งการแพร่กระจายอาวุธเถื่อนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนออนไลน์

ตำรวจไซเบอร์ รวบแก๊งขายปืนเถื่อนทางออนไลน์

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) ร่วมกับทีมงาน พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.3 ได้สนธิกำลังกับกก.ปพ.บก.สส.ภ.4 บุกจับกุมผู้ต้องหา 3 คน ได้แก่ นายธวัชชัย แพงเพ็ง อายุ 35 ปี, นายธนภัทร พิทักษ์จันทร์กูล อายุ 41 ปี และนายอภิสิทธิ์ ศิริประพันธ์ อายุ 26 ปี

ขั้นตอนการล่อซื้อและจับกุม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากการตรวจพบโพสต์ในเฟซบุ๊กที่ประกาศขายอาวุธปืน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนล่อซื้อปืนสั้น 9 มม. กระบอกละ 12,000 บาท นัดส่งของที่ปั๊มน้ำมันใน ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อถึงเวลานัด นายธวัชชัยขับรถมารับ นายธนภัทรและนายอภิสิทธิ์คอยเฝ้าระวังดูต้นทาง ส่งสัญญาณหากมีตำรวจเข้ามา แต่สุดท้ายถูกจับกุมคาที่พร้อมปืนของกลาง 1 กระบอก

จากการสอบสวน นายธวัชชัยรับสารภาพว่าสั่งปืนเถื่อนมาจากเว็บไซต์ออนไลน์ในราคาถูกเพียง 6,700 บาท แล้วนำมาขายต่อผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กเพื่อกำไร โดยมีเพื่อนคอยช่วยเหลือมานานหลายปี แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกออนไลน์

ของกลางที่ยึดได้จำนวนมาก

หลังจับกุม ชุดสืบสวนบุกค้นห้องพักอพาร์ตเมนต์ของนายธวัชชัยในอ.เมืองขอนแก่น พบอาวุธปืนเพิ่มอีก 7 กระบอก และกระสุนรวม 153 นัด โดยรายละเอียดของกลางมีดังนี้:

  • อาวุธลูกซอง 1 กระบอก
  • อาวุธปืนขนาด 9 มม. 2 กระบอก
  • อาวุธปืนขนาด .38 1 กระบอก
  • อาวุธปืนสั้นดัดแปลงไม่ทราบขนาด 1 กระบอก
  • อาวุธปืนลูกซองสั้น 1 กระบอก
  • อาวุธปืนยาวไม่ทราบขนาด 1 กระบอก
  • กระสุนปืนขนาดต่างๆ รวม 153 นัด

ทั้งหมดนี้ถือเป็นปืนเถื่อนที่ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง

ข้อหาที่ดำเนินคดี

ผู้ต้องหาทั้งสามถูกแจ้งข้อหาหนักหลายกระทง ได้แก่

  • ร่วมกันพยายามจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ร่วมกันมีอาวุธปืนและกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

เหตุการณ์ ตำรวจไซเบอร์ รวบแก๊งขายปืนเถื่อนทางออนไลน์ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการค้าอาวุธผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่อาชญากรรมรุนแรงได้ง่าย

บทเรียนและคำเตือนสำหรับประชาชน

ในยุคดิจิทัล การขายของเถื่อนออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่ ตำรวจไซเบอร์ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถติดตามและจับกุมได้อย่างรวดเร็ว หากคุณพบโพสต์น่าสงสัย เช่น การขายปืน วัตถุระเบิด หรือสิ่งผิดกฎหมาย อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางของตำรวจ เช่น สายด่วน 1155 หรือแอป Thi-Police เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับในการป้องกันตัวเอง เช่น ตรวจสอบผู้ขายให้ดี หลีกเลี่ยงกลุ่มลับที่ขายของผิดกฎหมาย และรายงานทันทีหากสงสัย การกระทำดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในสังคมได้อย่างมาก

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และย้ำเตือนว่ากฎหมายไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใคร แม้จะซ่อนตัวในโลกออนไลน์ก็ตาม หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมอื่นๆ หรืออยากรู้วิธีป้องกันตัวจากภัยไซเบอร์ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ตำรวจไซเบอร์” รวบแก๊งขาย “ปืนเถื่อน” ทางออนไลน์ สารภาพทำมานานหลายปีแล้ว

ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ชายแดนไทย-มาเลย์

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นข่าวดีที่ทำให้ประชาชนโล่งใจ เพราะแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้มักใช้สัญญาณโทรศัพท์ข้ามแดนโทรหลอกลวงให้เราหลงกลโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว การลงมือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องพี่น้องชาวไทยจากภัยคุกคามไซเบอร์

ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) และพล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บังคับการสถานีตำรวจไซเบอร์ 5 (ผบก.สอท.5) พ.ต.อ.กู้เกียรติ วงษ์พันธ์ ผู้กำกับการกลุ่ม 2 บก.สอท.5 ร่วมกับนายสุทิน ทองมาก ผู้อำนวยการกสทช.เขต 41 ตำรวจท้องที่จังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเครือข่าย True, AIS, DTAC ลงพื้นที่ปฏิบัติการใหญ่

เป้าหมายหลักคือการตรวจสอบและปรับปรุงเสาสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย จำนวน 3 จุด เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณล้ำแดนไปเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเริ่มจากการประชุมวางแผนที่ห้องประชุม สภ.สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ก่อนลงพื้นที่วัดรัศมีสัญญาณจริง

จุดตรวจสอบเสาสัญญาณหลัก 3 จุด

  • จุดแรก: พื้นที่เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก (ท่ากอไผ่) – ปรับลดความเข้มสัญญาณและทิศทางแอนเทนนา
  • จุดที่สอง: พื้นที่ชุมชนประปา ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก – ตรวจสอบและแก้ไขให้สัญญาณอยู่ในเขตไทยเท่านั้น
  • จุดที่สาม: เสาสัญญาณของผู้ให้บริการในปท.สุไหงโก-ลก – ปรับองศาและความเข้มของแอนเทนนาให้เป็นไปตามมาตรฐานกสทช.

เจ้าหน้าที่ได้กำชับผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกค่ายให้ปฏิบัติตามมาตรการของกสทช. โดยทำข้อตกลงเพิ่มเติม เช่น ร่วมตรวจข้อมูลซิมบ็อกซ์ในพื้นที่เป้าหมาย เฝ้าระวังสัญญาณล้ำแดน และพร้อมปฏิบัติการร่วมหากพบปัญหา การตัดช่องทางสัญญาณเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้โทรศัพท์จากชายแดนหลอกลวงคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับกุมร้านขายซิมการ์ดผิดกฎหมาย

นอกจากตรวจเสาแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ยังร่วมกับกสทช. กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และสภ.สุไหงโก-ลก ตรวจค้นร้านจำหน่ายซิมการ์ดที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2560 โดยจับกุมผู้กระทำผิดได้ 2 ราย ซึ่งซิมเหล่านี้มักถูกแก๊งสแกมใช้ในการโทรหลอกลวงฉ้อโกง

  • น.ส.โนรฮาฟีซา สะมะแอ อายุ 33 ปี ที่ร้านใน ต.สุไหงโก-ลก ของกลาง: ซิมลงทะเบียน 39 ซิม เงินสด 500 บาท
  • น.ส.สุดารัตน์ ดาโอ๊ะ อายุ 28 ปี ที่ร้านใน ต.สุไหงโก-ลก ของกลาง: ซิมลงทะเบียน 3 ซิม เงินสด 500 บาท

ทั้งคู่ถูกดำเนินคดีฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวเพื่อให้มีการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลงทะเบียนแล้วแต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้ได้” ก่อนส่งพนักงานสอบสวนสภ.สุไหงโก-ลก ดำเนินคดีต่อไป

ทำไมการสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติถึงสำคัญ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะจากชายแดนใต้ มักใช้เสาสัญญาณที่ล้ำแดนและซิมบัตรผิดกฎหมายในการโทรหลอกให้เหยื่อโอนเงิน รายงานพบว่าปีละมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท การที่ ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย จึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยตัดกำลังให้มิจฉาชีพ นอกจากนี้ยังประสานงานกับกสทช. และค่ายมือถือเพื่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถช่วยเหลือได้โดยไม่รับโทรศัพท์จากหมายเลขต้องสงสัย ไม่โอนเงินตามคำสั่ง และรายงานเบาะแสได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 หรือแอป Thairath News เพื่อแจ้งเตือนทันที

การปฏิบัติการครั้งนี้พิสูจน์ว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนคือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ หากทุกคนตื่นตัว ไทยจะปลอดภัยจากสแกมเมอร์มากขึ้นแน่นอน

เรียกร้องให้คุณ: แชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ และญาติให้ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร่วมกันสร้างสังคมปลอดภัยจากภัยออนไลน์!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลุยตรวจเข้มเสาสัญญาณแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ ล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนในคดีอุ้มฆ่าที่สร้างความสะเทือนใจให้สังคมไทย กรณีนี้เกิดขึ้นกับผู้จัดการหนุ่มชื่อนายรุทธ์ ที่ถูกแก๊งอุ้มตัวไปฆ่าเผาศพอย่างโหดร้าย ตำรวจ สน.สุทธิสาร กำลังเร่งสืบสวนและเตรียมดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ละเมิดอำนาจหน้าที่

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ

พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการนครบาล 2 (ผบก.น.2) ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ว่า ตำรวจยังคงรอผลพิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์และการเปรียบเทียบ DNA เพื่อยืนยันตัวผู้เสียชีวิต ก่อนสรุปสำนวนขอหมายจับผู้จ้างวานฆ่า เนื่องจากต้องปราศจากข้อสงสัยและชี้ให้ศาลเห็นหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ ยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับผู้ต้องหาทั้ง 7 คนได้ในขณะนี้

จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากนักสืบเอกชนของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้จ้างวานหลัก หญิงคนนี้มอบข้อมูลทะเบียนรถของนายรุทธ์ให้ โดยติดต่อ จ.ส.ต. สังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อช่วยตรวจสอบเจ้าของรถ ก่อนจะแอบติด GPS ติดตามความเคลื่อนไหวของนายรุทธ์นานกว่า 1 สัปดาห์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการวางแผนอุ้มตัวเหยื่อ

จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ ผิดมาตรา 157

สำหรับ จ่าสิบตำรวจไซเบอร์รายนี้ ตำรวจได้เรียกตัวมาสอบปากคำแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว จะมีความผิดทางกฎหมายชัดเจน พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เตรียมดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใด หรือเพื่อให้ผู้อื่นโดยมิใช่เจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้รายงานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทันที และได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีทั้งวินัยและอาญากับตำรวจคนดังกล่าวโดยไม่เกรงใจ

  • ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้ว: แก๊งอุ้ม 5 คน ถูกขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
  • ผู้ต้องหาที่ประกันตัว: อีก 2 คน จะถูกติดตามตัวมาแจ้งข้อหาเพิ่ม
  • ผู้ร้ายที่หลบหนี: นายอาร์ท อยู่ระหว่างประสานตำรวจ สปป.ลาว เพื่อจับกุม หวั่นถูกตัดตอน

ล่าสุด เมื่อเวลา 19.00 น. ผลตรวจ DNA ศพที่ถูกเผาพบใน จ.ลพบุรี เปรียบเทียบกับ DNA ของแม่นายรุทธ์ พบว่าตรงกัน 100% ยืนยันศพคือผู้เสียหายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพิ่มเติมทันที

คดีนี้ไม่เพียงเปิดโปงการทำงานผิดจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่อาชญากรรมร้ายแรง หากคุณพบเห็นการกระทำน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สน.สุทธิสาร หรือสายด่วนตำรวจ 191

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสุจริตในกระบวนการยุติธรรมสำคัญยิ่งนัก หากเจ้าหน้าที่ละเมิดได้ คงเหลือความเชื่อมั่นอะไรในระบบ? ติดตามอัปเดตคดีนี้และข่าวอาชญากรรมอื่นๆ บนเว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยสังคม

ที่มา – จ่อดำเนินคดี “จ่าสิบตำรวจไซเบอร์” รับงานเช็กทะเบียนรถ เป็นเหตุให้เหยื่อถูกอุ้มหาย

ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกันผ่านออนไลน์ ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนต้องรู้! จากข้อมูลล่าสุดของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พบว่าคดีหลอกลวงให้ทำภารกิจออนไลน์ เช่น กดไลค์ กดแชร์ หรือภารกิจง่ายๆ อื่นๆ พุ่งสูงสุด แซงหน้าคดีหลอกลงทุนที่เคยครองอันดับหนึ่งมานาน สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพปรับกลยุทธ์ใหม่ มุ่งเป้าไปที่คนอยากหาเงินง่ายๆ ทางออนไลน์

ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ว่าสถิติคดีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คดีหลอกทำงานออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะการชักชวนทำภารกิจเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะได้เงินจริง แต่สุดท้ายกลายเป็นกับดักสูญเงินและข้อมูลส่วนตัว ที่ผ่านมา คดีหลอกลงทุนอย่างแชร์ลูกโซ่หรือเทรดเหรียญคริปโตสร้างความเสียหายมหาศาล แต่ตอนนี้รูปแบบใหม่นี้มาแรงกว่า

ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) ได้มอนิเตอร์ข้อมูลธุรกรรม พบว่ามีการใช้สคริปต์สนทนาที่คล้ายคลึงกันในหลายคดี แสดงถึงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ทำงานเป็นทีมใหญ่ โดยเริ่มจากโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ซึ่ง Meta ได้ร่วมมือกับตำรวจไทยในการตรวจสอบและปิดบัญชีต้องสงสัย รวมถึง Instagram และแพลตฟอร์มอื่นๆ

ระวังนัดพบชายแดน! พฤติกรรมหลอกลวงรูปแบบใหม่

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เตือนเพิ่มเติมว่ามิจฉาชีพชอบนัดผู้เสียหายไปพื้นที่ชายแดน เช่น สระแก้ว จันทบุรี ที่ติดกัมพูชา เพื่อหลอกพาไปทำงานสแกมเมอร์ข้ามแดน บางรายถูกหลอกสแกนใบหน้า เปิดบัญชีธนาคาร หรือรับเงินโอน แม้แต่เปิดห้องพักโรงแรมชายแดนมาทำกิจกรรมเหล่านี้แทน

ตำรวจได้ตั้งจุดตรวจสกัด ประสานงานกับตำรวจภูธร ตม. ตชด. และกองทัพ รวมถึงขอความร่วมมือโรงแรม รีสอร์ต ถ้าพบกลุ่มคนเช่าห้องพร้อมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก หรือชาวต่างชาตินำเงินสดมาแลกเยอะๆ ให้แจ้งตำรวจทันที เพราะอาจเป็นขบวนการฟอกเงิน

วิธีป้องกันตัวเองจากคดีหลอกทำงานออนไลน์

  • อย่าหลงเชื่องานง่ายๆ ได้เงินเร็ว: ถ้างานออนไลน์สัญญาเงินดีเกินจริง โดยเฉพาะภารกิจกดไลค์แชร์ มักเป็นหลอกลวง
  • ตรวจสอบก่อนนัดพบ: โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน อย่าไปคนเดียว รายงานคนใกล้ชิด
  • แจ้งเบาะแสทันที: โทรสายด่วน 1441 หรือแจ้งกองทุนยุติธรรม หากสงสัยถูกหลอก
  • ระวังแลกเงิน: ร้านแลกเงินต้องตรวจสอบลูกค้าที่เอาเงินสดจำนวนมากมาแลก โดยเฉพาะต่างชาติ

นอกจากนี้ ตำรวจยังเร่งปิดเว็บพนันออนไลน์ โดยประสานดีอี ขอศาลสั่งปิด และร่วมมือแพลตฟอร์มต่างชาติ สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์พัฒนาเร็วมาก ประชาชนต้องตื่นตัว

สุดท้าย ขอให้ทุกท่านแชร์ข้อมูลนี้เพื่อปกป้องครอบครัวและเพื่อนฝูง หากมีประสบการณ์ถูกหลอก แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันทีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น!

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ เผยสถิติคดีหลอกทำงาน ภารกิจออนไลน์ พุ่งแซงหลอกลงทุน

Scroll to top