ถอนอาวุธหนัก

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก: กัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี ปล่อยตัว 18 เชลยศึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำ กัมพูชาต้องดำเนินการตามข้อตกลงให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงทั้งหมด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปล่อยตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้มีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าไปบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักในพื้นที่ต่างๆ เช่น บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ทางกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียก่อน

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล เน้นย้ำว่า “รูปธรรม” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการให้กัมพูชาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของการเก็บกู้วัตถุระเบิด เดิมทีกัมพูชาเสนอให้เก็บกู้ใน 13 พื้นที่ แต่ภายหลังการเจรจาในระดับพื้นที่ได้ลดลงเหลือ 5 พื้นที่ ซึ่งกัมพูชายินยอมให้เข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ ดังนั้น ทั้งสองประเด็นหลักนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

เงื่อนไขสำคัญก่อนปล่อยตัว 18 เชลยศึก

รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเพียงการคาดการณ์ และยังไม่มีการยืนยันวันดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาความสำเร็จของเฟสแรกที่วางไว้ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ทางกัมพูชาแจ้งว่าจะพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10-12 พฤศจิกายน โดยทางฝ่ายไทยได้แจ้งว่า หากกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกให้เร็วขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินการตามเงื่อนไข ไม่ใช่จากวันที่ที่กำหนดไว้ หากการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกลยังไม่เสร็จสิ้น หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 5 พื้นที่ที่รับปากไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะยังไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม”

สำหรับประเด็นปัญหาพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากนั้นกรมแผนที่ทหารจะเริ่มดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยจะมีการปักหมุด 2 แนว คือแนวที่ไทยยึดถือ และแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งได้มีการตกลงกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รมว.กลาโหม ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการช่วยอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามแนวทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางที่อารยประเทศปฏิบัติกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทตาควาย รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะขอให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 5 ประเด็นหลักข้างต้นก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดในส่วนของปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปัญหาทางชำรากต่อไป โดยขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานกว่า 15 ปี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการปล่อยตัว 18 เชลยศึก ว่าต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 5 ข้อ หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม ย้ำว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ แต่ 2 ข้อหลักคือ การถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาก โดยจะให้หน่วยในพื้นที่หารือและตกลงกันในรายละเอียดเพื่อให้ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ทุกข้อต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หากบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะไม่ดำเนินการจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

การดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

GBC ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก ปราบไซเบอร์สแกม

ที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้อง 4 ข้อ ทำ Action Plan ถอนอาวุธหนัก ตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วม 2 ประเทศ ปราบขบวนการไซเบอร์สแกม ภายใน 2 สัปดาห์ เตรียมสำรวจแนวหลักเขต หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ปูทาง วางหมุดชั่วคราว

วันที่ 23 ต.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชา หรือ GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ระดับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

โดยมีคณะผู้แทนไทยร่วมประกอบด้วย พล.อ.ธราพงศ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อุกฤษ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก, นายบุญช่วย หอมยามเย็น ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย, นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร, พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ, พล.อ.อ.อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ, พล.อ.สุระ สายอุบล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม, พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ท.จุมภฏ นุรักษ์เขต เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นต้น

พล.อ.ณัฐพล แถลงข่าวภายหลังการประชุมและลงนามบันทึกการประชุม ว่า การประชุมวันนี้มีความคืบหน้า โดยฝ่ายไทยได้โน้มน้าวให้ฝ่ายกัมพูชายึดถือ 4 ประเด็นเดิม แต่ลงลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นแรก การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย ได้บรรลุข้อตกลง การจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน หรือ TOR สำหรับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ ASEAN Observer Team – AOT และมีการลงนามของผู้แทนทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคณะ AOT จะมีหน้าที่สังเกตความคืบหน้าการถอนอาวุธหนักของแต่ละฝ่าย และกำหนดกรอบเวลา เป้าหมายถอนอาวุธไว้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่จัดทำร่วมกัน โดยมอบหมายให้ แม่ทัพภาคที่ 2 และ ผู้บัญชาการภูมิภาคที่ 4 กัมพูชา ขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ โดยจะหารือขั้นต้น 25 ต.ค.นี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนแนวชายแดน

เนื่องจากอาวุธกัมพูชาส่วนใหญ่ เช่น BM21 เป็นอาวุธที่มีอำนาจการทำลายเป็นวงกว้าง ยากแก่การควบคุมตำบลกระสุนตก จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เช่น บ้านเรือน ร้านค้า ไร่นา โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

ประเด็นที่สอง เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้ง 2 ฝ่าย ประสบความสำเร็จในการจัดทำระเบียบปฏิบัติมาตรฐาน หรือ (Standard Operating Procedure – SOP) สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่ที่มีการกำหนดเขตแดนชัดเจนแล้ว และพื้นที่ที่สองฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน หลังจากนี้ชุดประสานงานของทั้งสองฝ่าย จะสามารถเริ่มปฏิบัติการเก็บกู้ได้ทันที

ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ฝ่ายไทย ไม่สามารถดำเนินการหรือเก็บกู้ได้อย่างเต็มที่เนื่องจากมักถูกขัดขวางจากฝ่ายกัมพูชาหลายครั้ง เมื่อเราเข้าไปใกล้พื้นที่ชายแดน

แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายอมที่จะนำประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดมาพูดคุยในรายละเอียดอย่างจริงจัง ทั้งนี้การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันมาตลอดว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเร่งดำเนินการและไม่นำเรื่องเขตแดนมาเป็นข้อจำกัด

ประเด็นที่สาม การปราบปรามขบวนการไซเบอร์สแกม เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เราได้ความคืบหน้าจากฝ่ายกัมพูชา โดยหน่วยงานตำรวจทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้ง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วม” ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเริ่มกวาดล้างแกนนำหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการไซเบอร์สแกมได้ต่อไป ซึ่งต้องยอมรับว่ามีขบวนการบางส่วนเดินทางไปมาทั้งสองประเทศด้วยวิธีต่างๆ

นอกจากนี้ได้ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขั้นตอนที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หลักฐาน พยาน เหยื่อที่ถูกหลอกลวง และผู้ต้องหา รวมถึงการคุ้มครองพยาน เพื่อทำให้การทำงานของตำรวจรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกคน ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และพื้นที่อื่นๆทั่วโลก

ดังนั้นแผนปฏิบัติการที่ร่วมกันจัดทำขึ้นจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานตำรวจของไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจรวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของประเทศอื่นๆ ที่มีประชาชนของตนตกเป็นเหยื่อของขบวนการไซเบอร์สแกมด้วย

ประเด็นที่สี่ การจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ตามข้อมูลข้างต้นในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC นำโดยกระทรวงการต่างประเทศได้มีผลลัพธ์เชิงบวกสำคัญ ที่สามารถทำให้หน่วยในพื้นที่นำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จัดส่งเจ้าหน้าที่ของตนลงพื้นที่ไปสำรวจแนวเส้นที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ โดยจะทำการสำรวจร่วมจากหลักเขตที่ 42 ถึง 47 ช่วง บ้านหนองจาน และ บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายกัมพูชายินยอมร่วมมือกับฝ่ายไทยในการลงพื้นที่เดินสำรวจแนวเส้นอ้างสิทธิ์และวางหมุดชั่วคราวไว้อย่างแน่ชัดด้วยกัน อันจะทำให้แต่ละฝ่ายยอมรับขอบเขตที่เกิดขึ้น ตามผลการสำรวจและจะนำไปสู่การปักปันการถือครองที่ดินของทั้งสองฝ่ายต่อไป ซึ่งการวางหมุดชั่วคราวนี้เป็นเพื่อการสำรวจเท่านั้น และจะไม่กระทบต่อสิทธิ์ของไทยเรื่องเขตแดนทางบก ทางกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

นอกจากนี้ฝ่ายไทยจะดำเนินการสร้างรั้วชายแดนในบริเวณที่มีความชัดเจนของเส้นเขตแดนแล้ว โดยยืนยันว่ารั้วดังกล่าวอยู่ภายในเขตอธิปไตยของไทยเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและป้องกันภัยคุกคามการข้ามแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยขอยืนยันว่าเราต้องการเห็นความคืบหน้าในทุกเรื่องตามที่กล่าวมาแล้ว จึงจะพิจารณายุติความเป็นปรปักษ์ต่อกัน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและปฏิบัติตามผลประชุม GBC ในครั้งนี้ เพื่อนำสันติสุขกลับสู่ประชาชนทั้งสองประเทศตลอดจนภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม

“ผมขอยืนยันในนามของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและประโยชน์ของชาติ และประชาชน คำนึงถึงเกียรติภูมิของประเทศไทยเป็นสำคัญ”

GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไซเบอร์สแกมที่กำลังเป็นภัยคุกคามระดับโลก ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

ความคืบหน้าล่าสุด GBC ไทย-กัมพูชา

ล่าสุดที่ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ

การดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้มีการลงนามร่วมกันในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การ GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา – GBC ไทย-กัมพูชา ตกลงถอนอาวุธหนัก-ปราบขบวนการไซเบอร์สแกมร่วมกัน

“สีหศักดิ์” มั่นใจ ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมั่นใจว่า “บิ๊กเล็ก” จะได้ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” บนเวทีอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยย้ำว่ามีแผนการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ตามเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ณ พระลานพระราชวังดุสิต นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งทุกประเด็นที่ประเทศไทยให้ความสำคัญนั้นมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีแผนงานและแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน รวมถึงการนำชาวกัมพูชาออกจากดินแดนที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้แล้วเช่นกัน หลังจากนี้จะมีการทำงานและพูดคุยกันต่อไปว่ามีจุดใดบ้างที่มีการรุกล้ำ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น รวมถึงในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะมีความเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีการลงนามบันทึกสรุปการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะสามารถดำเนินการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซียในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงผู้นำชาติสมาชิกอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ความหวังใหม่แห่งชายแดน

นายสีหศักดิ์ยังได้เปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังจากการลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เสร็จสิ้นว่า ในการลงนามครั้งนี้ จะมีแผนการดำเนินการแนบมาด้วย ซึ่งจะระบุถึงขั้นตอนการถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะมีแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่ชัดเจน

ขั้นตอนหลังลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) จะได้พูดคุยกันในรายละเอียดให้ชัดเจน และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

การลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมาอย่างยาวนาน การดำเนินการตามแผนที่วางไว้หลังจากนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

การแก้ไขปัญหาชายแดนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทั้งสองประเทศหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ที่มา – “สีหศักดิ์” เชื่อเวทีอาเซียน ได้ลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

ไทยย้ำเงื่อนไข! “บิ๊กเล็ก” ถก GBC ไร้กังวล

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะเดินทางไปมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวล และไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ ได้เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ครั้งที่ 2/2568 เพื่อหารือถึงสันติภาพร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา สถานการณ์ชายแดน และความร่วมมือด้านต่างๆ

ก่อนการเดินทาง พล.อ.ณัฐพลได้เปิดเผยถึงความคาดหวังในการประชุม GBC ครั้งนี้ โดยกล่าวว่า เท่าที่ทราบจากฝ่ายเลขานุการ ขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปกว่า 90% และจะมีการพูดคุยเพิ่มเติมในรายละเอียดอีกเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังยอมรับว่าจากกรณีที่ประชุม JBC วานนี้มีการปฏิเสธอำนาจในการตัดสินใจสร้างรั้ว ก็จะมีการหยิบยกไปหารือในวง GBC เช่นกัน

พล.อ.ณัฐพลยังระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่น่ากังวล เนื่องจากเหลือรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยกับประธาน GBC ของฝ่ายกัมพูชา แต่ยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมที่ไทยได้เสนอไปก่อนหน้านี้

“บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

รายละเอียด 4 เงื่อนไขที่ไทยย้ำกับกัมพูชาในการประชุม GBC

สำหรับ 4 ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการประชุม GBC เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้แก่

  • 1. การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน
  • 2. การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน
  • 3. ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์
  • 4. การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค การที่ “บิ๊กเล็ก” นำคณะเข้าร่วมการประชุม GBC และยืนยันถึงความคืบหน้าในการเจรจา ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การที่ไทยยังคงย้ำ 4 เงื่อนไขเดิมกับกัมพูชา สะท้อนให้เห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาและหารือกันต่อไปเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการประชุม GBC

การประชุม GBC เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ การหารือในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ไทยยังคงย้ำใน 4 เงื่อนไขเดิมในการประชุม “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความมั่นคงของทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาในการประชุม GBC ดูเหมือนจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่าอาจจะต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย แต่การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในหลักการของการเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

การติดตามความคืบหน้าของการประชุม GBC และการดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำร่วมกัน จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งในอนาคต สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยและกัมพูชาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ก็ตาม ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” พาคณะถก GBC บอกไม่มีอะไรน่ากังวล ไทยยังย้ำ 4 เงื่อนไขกับกัมพูชา

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

Scroll to top