ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก: กัมพูชาต้องทำอะไรบ้าง

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี ปล่อยตัว 18 เชลยศึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำ กัมพูชาต้องดำเนินการตามข้อตกลงให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมเน้นย้ำว่าจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงทั้งหมด นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการปล่อยตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ได้มีการตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, การจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม การเจรจาในระดับพื้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ต้องนำกลับมาหารือในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าไปบ้าง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวเพิ่มเติมว่า รายละเอียดต่างๆ จะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยเฉพาะเรื่องการถอนอาวุธหนักในพื้นที่ต่างๆ เช่น บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ทางกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ทางฝ่ายไทยได้ยืนยันว่าต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเสียก่อน

ปล่อยตัว 18 เชลยศึก

พล.อ.ณัฐพล เน้นย้ำว่า “รูปธรรม” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่หมายถึงการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในถ้อยแถลงแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน เพื่อหารือและดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไทยต้องการให้กัมพูชาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะแรกก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของการเก็บกู้วัตถุระเบิด เดิมทีกัมพูชาเสนอให้เก็บกู้ใน 13 พื้นที่ แต่ภายหลังการเจรจาในระดับพื้นที่ได้ลดลงเหลือ 5 พื้นที่ ซึ่งกัมพูชายินยอมให้เข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ ดังนั้น ทั้งสองประเด็นหลักนี้ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามไว้

เงื่อนไขสำคัญก่อนปล่อยตัว 18 เชลยศึก

รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า ข่าวการปล่อยตัวเชลยศึกในวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเพียงการคาดการณ์ และยังไม่มีการยืนยันวันดังกล่าว เนื่องจากต้องพิจารณาความสำเร็จของเฟสแรกที่วางไว้ ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ทางกัมพูชาแจ้งว่าจะพยายามดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10-12 พฤศจิกายน โดยทางฝ่ายไทยได้แจ้งว่า หากกัมพูชาสามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกให้เร็วขึ้น โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินการตามเงื่อนไข ไม่ใช่จากวันที่ที่กำหนดไว้ หากการถอนจรวดหลายลำกล้องและปืนใหญ่ระยะยิงไกลยังไม่เสร็จสิ้น หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน 5 พื้นที่ที่รับปากไว้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะยังไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึก

ในส่วนของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องสแกมเมอร์ตอนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ และล่าสุดที่มีผู้เสียชีวิตจากคอลเซ็นเตอร์ ทางกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือดีขึ้นมากเป็นรูปธรรม”

สำหรับประเด็นปัญหาพื้นที่ชายแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวที่จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน หลังจากนั้นกรมแผนที่ทหารจะเริ่มดำเนินการปักหมุดชั่วคราว โดยจะมีการปักหมุด 2 แนว คือแนวที่ไทยยึดถือ และแนวที่กัมพูชาอ้างมา ซึ่งได้มีการตกลงกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พิจารณาในรายละเอียดต่อไป

รมว.กลาโหม ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการช่วยอธิบายให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการตามแนวทางของประเทศที่มีวุฒิภาวะ และย้ำว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางที่อารยประเทศปฏิบัติกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับปราสาทตาควาย รมว.กลาโหม กล่าวว่า จะขอให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 5 ประเด็นหลักข้างต้นก่อน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงจะเริ่มเก็บรายละเอียดในส่วนของปราสาทตาควาย ปราสาทคนา และปัญหาทางชำรากต่อไป โดยขอความเห็นใจจากสื่อมวลชนเนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมานานกว่า 15 ปี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการปล่อยตัว 18 เชลยศึก ว่าต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 5 ข้อ หรือเพียงข้อใดข้อหนึ่ง รมว.กลาโหม ย้ำว่า ตามถ้อยแถลงกำหนดไว้ 4 ข้อ แต่ 2 ข้อหลักคือ การถอนอาวุธหนักและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญมาก โดยจะให้หน่วยในพื้นที่หารือและตกลงกันในรายละเอียดเพื่อให้ทั้ง 2 ข้อนี้เป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่สำคัญ ทุกข้อต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หากบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดก็จะพิจารณาเรื่องการปล่อยตัว นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะไม่ดำเนินการจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

การดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ปล่อยตัว 18 เชลยศึก กัมพูชาต้องบรรลุ 2 ข้อก่อน ชี้เรื่องสแกมเมอร์เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: