ทนายความ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงผู้ใช้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเทคโนโลยีทั่วโลก เมื่อ CEO คนดังของ Meta ต้องมาเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาหนัก ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตเยาวชน เรามาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในศาลลอสแอนเจลิส

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ได้ขึ้นให้การต่อศาล หลังถูกฟ้องร้องจากครอบครัวที่อ้างว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้ลูกหลานเสพติดและมีปัญหาสุขภาพจิต ทนายฝ่ายโจทก์นำอีเมลเก่า ๆ จากปี 2557-2558 มาพิสูจน์ว่าเคยมีนโยบายเพิ่มเวลาใช้งาน (screentime) มากกว่า 10% แต่ซักเคอร์เบิร์กโต้ว่า “บริษัทเปลี่ยนแนวทางไปแล้ว” และปฏิเสธข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสในปี 2567 อย่างหนักแน่น

นี่เป็นครั้งแรกที่มหาเศรษฐีคนนี้ต้องมาให้การในคดีลูกขุนเกี่ยวกับ Instagram และสุขภาพจิตเด็ก ถ้า Meta แพ้ อาจต้องจ่ายค่าเสียหายมหาศาล และอาจเปิดช่องให้คดีอื่น ๆ ตามมาเพียบ

ประวัติคดีและข้อกล่าวหาที่รุนแรง

โจทก์คือหญิงสาวจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มใช้ Instagram และ YouTube ตั้งแต่เด็ก เธออ้างว่าแอปเหล่านี้ถูกออกแบบให้ติดหนึบเพื่อกำไร โดยรู้ว่าทำลายสุขภาพจิต นำไปสู่ซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตาย Meta และ Google ปฏิเสธ โดยยกผลวิจัยจาก NAS ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เอกสารภายในที่รั่วไหลเผยว่า Meta รู้ปัญหา เช่น วัยรุ่นรู้สึกแย่กับรูปร่างจากเนื้อหา

  • อีเมลเก่าของซักเคอร์เบิร์กตั้งเป้าเพิ่ม screentime 10%
  • นักวิจัย Meta พบปัญหาการกินผิดปกติในผู้ใช้ Instagram
  • วัยรุ่นยากลำบากใช้งานแบบนิสัยติด

ทนาย Meta โต้ว่าปัญหามาจากปมชีวิตเด็ก ไม่ใช่แอป แต่แอปช่วยให้เธอแสดงความคิดสร้างสรรค์

กระแสโลกต่อต้านโซเชียลมีเดียกับเด็ก

คดีนี้เป็นตัวอย่างของคลื่นลูกใหญ่ทั่วโลก ออสเตรเลียห้ามเด็กใต้ 16 ปีใช้โซเชียลแล้ว สเปนกำลังตาม รัฐฟลอริดาห้ามเด็กใต้ 14 แต่ถูกอุตสาหกรรมเทคคัดค้าน ในสหรัฐฯ มีคดีพันคดีจากครอบครัว โรงเรียน รัฐ ฟ้อง Meta, Google, Snap, TikTok ว่าเป็นต้นเหตุวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

หัวหน้า Instagram ให้การสัปดาห์ก่อนว่าไม่รู้ผลวิจัยล่าสุดที่บอกการควบคุมผู้ปกครองไม่ได้ช่วยลดการใช้

Meta อ้างพยายามเพิ่มฟีเจอร์ปลอดภัย เช่น การควบคุมเวลาใช้งานสำหรับเยาวชน แต่ฝ่ายโจทก์ชี้ว่าช้าเกินไป

ในไทย เราก็เห็นปัญหาคล้าย ๆ กัน เด็ก ๆ ติด TikTok, IG จนกระทบการเรียนและสุขภาพ ผู้ปกครองควรติดตามใกล้ชิด ใช้เครื่องมือ parental control และพูดคุยเปิดใจ

สุดท้าย แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงเวลาแล้ว แต่คำถามยังค้าง: บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รับผิดชอบได้แค่ไหน? มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ด้วย คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวเทคโนโลยีล่าสุดนะ!

ที่มา – มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

ทนาย”โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

ทนาย “โจ๊ก” บุกสภาร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ อ้างกระบวนการขัดต่อกฎหมาย

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อไต่สวนการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ปปป. และ ป.ป.ช. ในคดีสินบนทองคำแท่ง โดยอ้างว่ากระบวนการที่ผ่านมาขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

นายสัญญาภัชระระบุว่า คดีนี้มีบุคคลที่ถูกกล่าวหารวม 6 คน หนึ่งในนั้นคือกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน และ ป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบพวกเดียวกันเองได้ การดำเนินการที่ผ่านมาจึงส่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยช่องทางที่ถูกต้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือต้องยื่นผ่านประธานรัฐสภา หรือเข้าชื่อ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระที่เป็นกลางมาไต่สวน

เมื่อถูกถามถึงคลิปหลักฐานการให้สินบนทองคำ ทนายความย้ำว่า ภาพจำกับข้อกฎหมายต่างกัน พร้อมปฏิเสธว่าการยื่นเรื่องครั้งนี้ไม่ใช่การแก้เกี้ยวหรือดึงเช็งเพื่อต่อรองคดี แต่เป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นคดีอาจฟาล์วในภายหลัง

นายสัญญาภัชระยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ได้หนี ยังคงอยู่ในประเทศและพบปะพูดคุยเรื่องคดีกับตนทุกวัน เหตุที่ไม่ปรากฏตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ไปมาที่อาจถูกมองว่าเป็นการชี้นำสังคม อย่างไรก็ตามหากการสอบสวนเริ่มต้นโดยหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจ พยานหลักฐานต่างๆ ก็อาจรับฟังไม่ได้ในชั้นศาล การยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ได้รับความเป็นธรรมตามครรลองที่กฎหมายบัญญัติไว้

ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

คดีความที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่นายสัญญาภัชระ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นเรื่องต่อวุฒิสภาเพื่อให้มีการพิจารณาอำนาจของ ปปป. และ ป.ป.ช. ในการสอบสวนคดีดังกล่าว การเคลื่อนไหวนี้จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและความถูกต้องในกระบวนการยุติธรรม

ทำไมทนาย “โจ๊ก” ถึงร้องเรียนเรื่องนี้?

เหตุผลหลักที่ทนาย “โจ๊ก” ยื่นเรื่องร้องเรียนคือความกังวลเกี่ยวกับอำนาจในการสอบสวนคดีของ ปปป. และ ป.ป.ช. โดยอ้างว่าการที่หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์และอาจนำไปสู่การสอบสวนที่ไม่เป็นกลาง นอกจากนี้ ทนายยังชี้ให้เห็นถึงช่องทางตามกฎหมายที่ควรดำเนินการ ซึ่งก็คือการยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภาหรือ สว. เพื่อให้ศาลฎีกาแต่งตั้งกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

  • อำนาจในการสอบสวน: หน่วยงานใดมีอำนาจในการสอบสวนคดีทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย?
  • ความเป็นกลาง: กระบวนการสอบสวนมีความเป็นกลางและโปร่งใสหรือไม่? มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่?
  • หลักฐาน: หลักฐานที่นำมาใช้ในการสอบสวนมีความน่าเชื่อถือและสามารถรับฟังได้ในชั้นศาลหรือไม่?
  • ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม: การดำเนินการที่ผ่านมามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร?

การที่ทนาย “โจ๊ก” ออกมาร้องเรียนในครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นให้สังคมหันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ และการรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าศาลฎีกาจะมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาไต่สวนหรือไม่ และผลการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของคดี และความจำเป็นในการตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

การยื่นเรื่องทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำต่อวุฒิสภา เป็นการแสดงออกถึงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่อาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบด้าน เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – ทนาย “โจ๊ก” ร้อง สว. ชงศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระสอบอำนาจ ปปป.-ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครสั่ง สจ.นนท์ฯ จริงหรือ?

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

เลขาธิการพรรคประชาชนลั่นรับไม่ได้ สจ.นนทบุรี พรรคประชาชนทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาว เตรียมสั่งฟันทางวินัย และส่งทนายช่วยเหลือเหยื่อ ปฏิเสธผู้ใหญ่ในพรรคสั่งไม่ให้ตอบคำถามกับสื่อมวลชน เรื่องนี้ร้อนแรงจนทำให้ ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนทั่วไปว่า “นายธวัช ศรีช่วย ส.อบจ.นนทบุรี เขต 4 อำเภอบางกรวย พรรคประชาชน ทำร้ายอดีตแฟนสาวในบ้านพัก เจ้าตัวปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อ้างคำสั่งผู้ใหญ่” ล่าสุดนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ตนเองในฐานะเลขาธิการพรรค มีความเห็นว่าถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นจริงก็ถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง ซึ่งนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรค จะได้พิจารณาความรับผิดทางวินัยและกำหนดความรับผิดของผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ต่อไป

โดยในระหว่างนี้ ทางพรรคได้มอบหมายให้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นทนายความ เข้าร่วมให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทางด้านข้อกฎหมายต่อผู้เสียหาย

ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนโดยอ้างว่ามี “คำสั่งผู้ใหญ่” ทางเลขาธิการพรรคได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว มีข้อเท็จจริงว่าไม่มีผู้บริหารและสมาชิกพรรคคนใดได้พูดคุยกับผู้ก่อเหตุและมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอเรียนมาเพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบ

ความจริงเบื้องหลัง “ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสงสัยในวงกว้างว่าจริงหรือไม่ที่มีผู้ใหญ่ในพรรคสั่งการให้ สจ.นนทบุรี งดตอบคำถามสื่อมวลชน ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลของนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความตั้งใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพรรค

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิดจริง นอกจากนี้ การส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของพรรคอีกด้วย

การที่ สจ.นนทบุรี อ้างว่ามีคำสั่งผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้วางใจต่อพรรคประชาชน การที่นายศรายุทธิ์ออกมายืนยันว่าไม่มีคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการคลายความสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับหลักการความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินการในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาหลักการดังกล่าว และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อความเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในพรรคการเมือง การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมย่อมต้องได้รับการตรวจสอบและลงโทษ

  • พรรคประชาชนยืนยันความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • พร้อมดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิด
  • ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหาย
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงานการเมือง การกระทำใดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ดังนั้น การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน

ข่าว ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการกระทำของนักการเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนและโปร่งใส จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? การที่พรรคการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – “ศรายุทธิ์” ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ยักยอกเงิน ทนายแจง!

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง หลัง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ถูกกล่าวหายักยอกและฟอกเงิน 12.2 ล้านบาท ทีมทนายออกมาแจงอีกมุม ยืนยันเงินยังอยู่ครบ เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงข่าว พระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวนมากถึง 12.2 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของสีกา และทนายความชื่อดังได้นำข้อมูลบางส่วนมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระรูปนี้ทำการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินหรือไม่ โดยมีหลักฐานเป็นสลิปการโอนเงินที่ได้มาจากสีกาท่านหนึ่งในประเทศเยอรมนี

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

  • ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือทนายกระดูกเหล็ก เปิดข้อมูลพระวัดดังในปทุมธานี ยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน?
  • ทนายได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งในเยอรมนีว่า พระดังระดับเจ้าอาวาสในปทุมธานี มีพฤติกรรมยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน
  • มูลนิธิทนายกองทัพธรรมตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาผ่านธนาคาร 4 ครั้ง รวม 12,200,000 บาท
  • สีกาในเยอรมนีโอนเงินจากธนาคารกรุงไทยไปยังธนาคารในเยอรมนี 27 ครั้ง และโอนในเยอรมนีอีก 2 ครั้ง รวม 29 ครั้ง จากนั้นโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • กลุ่มพระบีบบังคับให้สีกาโอนเงินจากองค์กรเข้าบัญชีส่วนตัวของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • พระใช้องค์กรในเยอรมนีเป็นศูนย์กลางฟอกเงินที่ยักยอกมาจากวัด ทำให้สีกาถูกทางการเยอรมนีกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยฟอกเงิน
  • สีกาเริ่มระแคะระคายและไม่ต้องการทำงานให้พระรูปดังกล่าวอีก ทำให้พระฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาในเยอรมนี
  • พบหลักฐานว่าพระรูปดังได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่เข้าบัญชีวัด
  • พระรูปดังมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสีกาท่านหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา
  • มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิดไปยัง บก.ปปป., ปปช., ปปง. แล้ว

วัดนาป่าพง ตั้งโต๊ะแจงดราม่า

  • ทีมทนาย 4 คนเป็นตัวแทนแถลงข่าว โดยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ร่วมแถลง
  • นันทน อินทนนท์ ตัวแทนทีมทนายแถลงเกี่ยวกับกระแสการยักยอกเงินและการฟอกเงิน
  • ประเด็นพระอาจารย์กับสีกาในทำนองชู้สาวเป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงอยู่นอกกรอบอำนาจของทนายความที่จะชี้แจง
  • ประเด็นพระธรรมวินัยได้เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์แล้ว พระอาจารย์ยินดีชี้แจง

สีกาที่เป็นโยมอุปฐากมีตัวตนและชื่อเสียง

  • สีกาที่มาเป็นโยมอุปฐากคอยปรนนิบัติพระอาจารย์ มีตัวตนชัดเจน มีฐานะ มีชื่อเสียงทางสังคม และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโยมอุปฐากมานาน
  • สีกาคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดทำคำสอนของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเพจ Facebook และ YouTube ที่ใช้ชื่อว่า “พุทธวจนะเรียล”
  • ข้อมูลและวิดีโอตัดต่อต่างๆ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของโยมอุปฐากกับพระอาจารย์ในลักษณะพิเศษ
  • ทนายความเชิญชวนให้ดูข้อมูลเหล่านั้นในโซเชียลและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

แจงปมยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน

  • ปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีเพื่อเป็นองค์กรการกุศลในเยอรมนี
  • ตามกฎหมายเยอรมนีต้องมีแหล่งเงินทุนเบื้องต้น จึงแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจในเยอรมนีเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
  • การโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อจัดตั้งมูลนิธิฯโดยเฉพาะ
  • เดิมพระอาจารย์คึกฤทธิ์แต่งตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีอำนาจเบิกถอนเงินด้วย ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2561
  • มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนในเยอรมนี พระอาจารย์คึกฤทธิ์จึงเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2564
  • ฟ้องร้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลภูมิภาคเดกเกนดอร์ฟ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
  • จัดตั้งมูลนิธิฯ แล้วเสร็จในชื่อ Stiftung Buddhawaiana Germany ซึ่งได้รับการรับรองและอนุญาตจัดตั้งโดยประธานาธิบดี รัฐบาวาเรียตอนล่าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562
  • ปัจจุบันมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเลขที่ 132/110/9000 จากสำนักงานสรรพากรจังหวัดลันทช์ฮูท (Landshut)
  • โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีที่ธนาคาร SozialBank ตั้งแต่จัดตั้งมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว และเงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
  • กรณีนี้จึงไม่มีการยักยอกทรัพย์สินหรือการฟอกเงินตามที่เป็นข่าว

“อาจารย์เบียร์” ยันไม่ปกป้องพระ หากทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย

  • อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม เผยว่าไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
  • ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะปกป้องพระที่กระทำความผิดจนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย
  • ที่ออกมาพูดวันนี้ ในฐานะลูกศิษย์, เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนรับรู้เพียงมุมของคู่กรณีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น
  • หลังฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ มีบางประเด็นที่สงสัยและซักถามไปแล้ว แต่พระอาจารย์สามารถตอบได้ทุกประเด็นจนสิ้นสงสัย
  • ขณะที่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับสีกาคู่กรณี
  • เรื่องที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน
  • ไม่ว่าผลสุดท้าย พระอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือสีกาคู่กรณี กระทำผิดจริง ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  • ดังนั้นอยากให้คนที่มีพยานหลักฐานจริงๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับพนักงานสอบสวน

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ ยังศรัทธาพระอาจารย์คึกฤทธิ์

  • ลูกศิษย์ที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวยังไม่เชื่อในข่าวที่ออกมาก่อนหน้า
  • บอกยังเชื่อมั่นพร้อมทั้งศรัทธาในตัวของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ และไม่เชื่อว่าอาจารย์จะเป็นพระเช่นนั้น

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน และรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับดราม่า วัดนาป่าพง นี้

ที่มา – สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

Scroll to top