ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา ด้วยการผลักดันศูนย์อพยพมาตรฐานและโครงการคลองระบายน้ำสู่ทะเล เพื่อยุติปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ชาวอยุธยาต้องเผชิญมานาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวอยุธยาและคนไทยทุกคนที่กำลังตาม dõiปัญหาน้ำท่วม พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะอำเภอบางบาล มักจะเจอน้ำท่วมหนักทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและป่าสักทะลักเข้าหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ทั้งเสียหายบ้านเรือน ผลผลิตการเกษตร และต้องอพยพไปอยู่ตามวัดหรือริมถนน ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางมาพร้อมอดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชนในพื้นที่ เพื่อพบปะ “อาสาส้ม” หรืออาสาสมัครพรรคสีส้ม และประชาชนในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นหลังการเลือกตั้ง 2569

“ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

นายณัฐพงษ์ กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า วันนี้มาเพื่อเติมความหวังให้พี่น้องชาวอยุธยา รับฟังปัญหาจากทุกคน ถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา และนำเสนอยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน โดยเฉพาะประเด็นน้ำท่วมที่เป็นปัญหาหลัก พรรคมีตัวแทนอย่างนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. อยุธยา เขต 1 ที่คอยขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในบางบาลต่างชื่นชมที่ “ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา อย่างจริงจัง

นายทวิวงศ์ เสนอแนวทางชัดเจน โดยแบ่งเป็นระยะสั้นและยาว เพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้ทันที ปัญหาน้ำท่วมอยุธยาไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เกิดซ้ำซากเพราะระบบระบายน้ำไม่พร้อม ชาวบ้านต้องเตรียมตัวตั้งแต่ต้นปี เพื่อลดความเดือดร้อน

ข้อเสนอระยะสั้น: เตรียมพร้อมรับมือทันที

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้าง ศูนย์อพยพมาตรฐาน ในทุกหมู่บ้าน เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เตียงนอน พื้นที่เก็บเครื่องมือทำมาหากิน ชุดปฐมพยาบาล และโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ชาวบ้านไม่ต้องลำบากนอนเต็นท์ริมถนน นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องขุดลอกคูคลองสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มการไหลของน้ำสายรอง สนับสนุนเกษตรกร โดยรัฐต้องจัดงบต่อเนื่อง

  • จ่ายเงินเยียวยาทุกสิ้นเดือนตั้งแต่เกิดน้ำท่วม ไม่ต้องรอน้ำลด ใช้ดาวเทียมตรวจสอบความเสียหายจริง
  • ชดเชยพื้นที่นาและเกษตรที่ถูกใช้เป็นทุ่งรับน้ำ
  • ตั้งกองทุนยกบ้านสำหรับบ้านนอกคันกั้นน้ำหรือริมแม่น้ำ พร้อมพัฒนาสาธารณูปโภค
นายณัฐพงษ์ พบปะประชาชนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

ข้อเสนอระยะยาว: โครงการใหญ่เปลี่ยนอนาคต

ด้านระยะยาว ที่สำคัญคือการผลักดัน โครงการคลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โดยเริ่มจากปลายน้ำป่าสักไปอ่าวไทย เพื่อระบายน้ำออกทะเลโดยตรง ควบคู่เวนคืนที่ดินและประเมินประสิทธิภาพ พร้อมติดตั้งประตูน้ำอัตโนมัติและท่อส่งน้ำที่ควบคุมได้ระยะไกล เพื่อจัดการน้ำยืดหยุ่นทั้งฤดูน้ำหลากและเตรียมเพาะปลูก นอกจากนี้ เสนอแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเพิ่มอำนาจสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้กำกับทุกหน่วยงานได้เอกภาพ จัดการวิกฤตได้รวดเร็ว

การที่ “ณัฐพงษ์” จับมือ “อาสาส้ม” แก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา แสดงให้เห็นถึงการทำงานเชิงพื้นที่ของพรรคประชาชน ที่ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือจริง ชาวอยุธยาจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับน้ำท่วมอีกต่อไป หากรัฐบาลรับนโยบายนี้ไปทำ นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว นายณัฐพงษ์ยังแวะเวียนเทียนที่วัดใหญ่ชัยมงคลวรวิหาร เนื่องในวันมาฆบูชา สร้างความประทับใจให้ชาวบ้าน

กิจกรรมณัฐพงษ์กับอาสาส้มที่อยุธยา
ภาพเวียนเทียนวันมาฆบูชา

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่พรรคประชาชนมุ่งแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่แค่โพลิติกส์ หากคุณเป็นชาวอยุธยาหรือสนใจเรื่องนี้ ลองแชร์ประสบการณ์น้ำท่วมของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวสารพรรคประชาชนเพื่ออัปเดตความคืบหน้า ชาวบ้านจะได้บ้านที่แห้งเหือดและชีวิตที่ดีขึ้นในไม่ช้า!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ควงอดีต สส.พรรคประชาชน เดินหน้าจับมือ “อาสาส้ม” หาวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากพรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ หลังจากพบความผิดปกติในการนับและรวมคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งต่างๆ โดยนายทวิวงศ์ยืนยันว่าเคารพผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการความโปร่งใสและเที่ยงธรรมสูงสุด เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน

หลักฐานที่ยื่นต่อ กกต.

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่ โดยหลักฐานดังกล่าวประกอบด้วยเอกสารความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น การบันทึกคะแนนที่ไม่ตรงกันระหว่างบัตรลงคะแนนกับผลสรุป รวมถึงกระบวนการรวมคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งที่อาจมีจุดบกพร่อง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายและบันทึกจากพรรคที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องในตัวเลข ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 อยุธยา ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่สำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีประชาชนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง การยื่นขอให้นับคะแนนใหม่นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้สมัครในการรักษาความยุติธรรมในระบบประชาธิปไตยไทย

ความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นหัวใจสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การนับคะแนนที่โปร่งใสช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากมีข้อสงสัยเกิดขึ้น ผู้สมัครมีสิทธิยื่นขอตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 129 ซึ่งอนุญาตให้มีการนับคะแนนใหม่ หากพบหลักฐานชัดเจน

  • หลักฐานภาพถ่าย: แสดงบัตรลงคะแนนที่ไม่ตรงกับผลประกาศ
  • เอกสารสรุปคะแนน: ตัวเลขไม่สอดคล้องระหว่างหน่วยเลือกตั้ง
  • บันทึกกระบวนการ: การรวมคะแนนที่ขาดความโปร่งใส
  • คำร้องจากพรรค: ขอให้ กกต. สอบสวนทันที

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อพิพาทในการนับคะแนน ในอดีตเคยมีหลายเขตที่ต้องนับใหม่ ส่งผลให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง เช่น ในเลือกตั้งปี 2562 ที่มีหลายพื้นที่ต้องตรวจสอบซ้ำ

ผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่นอยุธยา

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่ อาจส่งผลต่อภาพรวมการเมืองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคการเมืองหลายพรรค เขต 1 ครอบคลุมพื้นที่ตัวเมืองอยุธยาและใกล้เคียง ที่มีประชาชนหลากหลายอาชีพ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสูสีสูงระหว่างผู้สมัครหลายคน หากมีการนับใหม่ ผลอาจพลิกผันได้

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ยังได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ผมยืนยันว่า ผมเคารพผลการเลือกตั้งครับ เพียงแต่ต้องการให้มีความโปร่งใสและเที่ยงธรรมสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมปกป้องสิทธิของประชาชนทุกท่านที่ควรจะได้รับการชี้แจงในการใช้สิทธิครับ” คำกล่าวนี้ได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ให้ กกต. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ

บทบาทของ กกต. ในการตรวจสอบ

กกต. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบคำร้องดังกล่าว หากพบว่าหลักฐานเพียงพอ จะสั่งนับคะแนนใหม่ทันที โดยต้องแจ้งให้ผู้สมัครทุกคนทราบและให้ตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขต 1

จากข้อมูลเบื้องต้น เขต 1 อยุธยามีหน่วยเลือกตั้งกว่า 200 หน่วย คะแนนรวมกว่า 100,000 เสียง ทำให้การตรวจสอบต้องละเอียดรอบคอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งชี้ว่า กรณีเช่นนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งไทยให้ดีขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวของนายทวิวงศ์ไม่เพียงปกป้องสิทธิตัวเอง แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้สมัครอื่นๆ ที่พบความผิดปกติ สามารถยื่นหลักฐานต่อ กกต. ได้ทันท่วงที

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือรากฐานของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประชาชนควรติดตามผลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างมีสติ เพื่อให้เสียงของเรามีน้ำหนักจริง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอยุธยา สามารถติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราได้

ที่มา – “ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 บรรยากาศในรัฐสภาไทยร้อนระอุ เมื่อ “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากัญชาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทย การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องโหว่ในนโยบายที่ปล่อยให้กัญชาเสรีลุกลามจนไทยถูกขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งกัญชา” จากสื่อต่างประเทศ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง และคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลายประเด็น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการปิดท้ายของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา พรรคประชาชน ที่โยงตรงไปยังนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย เขาแสดงความเสียใจที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้ในคำแถลงนโยบาย ทั้งที่ 3 ปีที่ผ่านมา การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ที่ออกตามหลังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง แม้แต่การออกใบอนุญาตก็ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมไทย

สส.เต้ ทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า หากมีคนสูบกัญชาจนรบกวนผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงออกคำสั่งเป็นหนังสือเท่านั้น เพราะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง ปัญหาหลักคือการขออนุญาตปลูกกัญชาที่ไม่มีในระบบปัจจุบัน มีเพียงใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ส่งออก และวิจัยเท่านั้น ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทา และอาชญากรข้ามชาติมายึดครองธุรกิจกัญชาในไทย จนกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกยาเสพติดระดับโลก ไทยจึงถูกเรียกว่า “อาณาจักรราชันแห่งกัญชา” ชัดเจน

ข้อเสนอแก้ไขปัญหากัญชาจากสส.ทวิวงศ์

สส.ทวิวงศ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายกรัฐมนตรีว่า จะจัดการนโยบายสาธารณสุขที่สร้างปัญหานี้อย่างไร นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง สุดท้ายกลายเป็นกัญชาเสรีที่ไม่มีขอบเขต เขาเสนอให้รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือนข้างหน้าแก้ไขด่วน 2 ประการหลัก ได้แก่

  • ประกาศดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายและปกป้องสังคม
  • เร่งดัน พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ร่วมกัน ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 40 กว่ามาตรา เพื่อสร้างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ ครอบครัว หรือเกษตรกร

เขาย้ำว่า “แม้จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคยไว้วางใจคุณอนุทินแม้สักวินาทีเดียว แต่ขอให้รีบแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายยับเยินนี้ มันไม่ใช่แค่ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่เป็นการดึงความปลอดภัยคืนสู่ผู้ที่ไม่ใช้กัญชา” การอภิปรายนี้สะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าวต่อนโยบายที่ล้มเหลว

หลังจากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สั่งพักประชุมเวลา 2.07 น. และนัดประชุมใหม่เวลา 9.00 น. ของวันถัดไป การอภิปราย “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว นี้ ได้จุดประกายให้สังคมไทยตื่นตัวต่อปัญหากัญชาที่กำลังบานปลาย หากไม่แก้ไขทันที ผลกระทบอาจยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะนักติดตามข่าวการเมือง คุณคิดว่านโยบายกัญชาควรไปในทิศทางไหน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดสีส้ม อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในหลายประเด็น ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในพื้นที่และการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม

วันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในโอกาสนั้นได้เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ขึ้นเวที และมีคำพูดที่ว่า “เลือกส.ส.เต้ แล้วให้ไปเลือกหนู” ซึ่ง “เท้ง” มองว่าคำพูดดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมนัก และอยากให้นายกรัฐมนตรีระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่ควรใช้เวทีที่มาพบปะประชาชนเพื่อช่วงชิงจังหวะทางการเมือง แต่ควรเน้นแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความมั่นใจในฐานะเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “เท้ง” ยืนยันว่ายังแน่นปึก โดยตัวเขาเองก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ “เต้” ทวิวงศ์ เพื่อติดตามปัญหาน้ำท่วม และเชื่อมั่นว่าการทำงานของส.ส.คนนี้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางย้ายพรรคหรือย้ายพื้นที่แน่นอน โดยเฉพาะ “เต้” ที่ “เท้ง” มั่นใจว่าถ้ากรีดเลือดออกมาก็เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน และส.ส.คนอื่นๆ ในพื้นที่ก็เช่นกัน

ภาพข่าวการเมือง

ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น ตั้งใจตรวจสอบจริง

เตรียมเนื้อหาอภิปรายแบบแน่นปึ้ก

นอกจากประเด็นในพื้นที่ “เท้ง” ยังพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 นี้ โดยระบุว่าได้เตรียมเนื้อหามาอย่างละเอียด หลักๆ จะโฟกัสที่การทำตาม MOU ในการกำหนดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี และนโยบายในช่วง 4 เดือนแรกที่ไม่ควรเป็นประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง โดยเฉพาะเมื่องบประมาณเหลือน้อย ซึ่งอาจเป็นภาระให้ประชาชนในอนาคต “เท้ง” เน้นว่านี่เป็นเพียงกรอบกว้างๆ และทีมส.ส.ที่จะอภิปรายมีจำนวนมาก ด้วยกรอบเวลา 2 วันเต็ม เนื้อหาจะเข้มข้นแน่นอน

เมื่อถูกถามถึงการที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดธีมอภิปราย แต่พรรคประชาชนไม่ได้ตั้งธีมล่วงหน้า บางคนมองว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบ “เท้ง” ชี้แจงชัดว่าพรรคตั้งใจตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ จะรอธีมหน้างานและอภิปรายเต็มที่ นอกจากนี้ ยังไม่กังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะมาอภิปรายพรรคประชาชนเอง เพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านมาตรวจสอบกัน ควรโฟกัสที่รัฐบาลมากกว่า

เชื่อประชาชนพร้อมลงโทษหากพรรคภูมิใจไทยตระบัดสัตย์

ในส่วนของคำแถลงนโยบายที่ไม่มีคำว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน “เท้ง” มองว่ายังมีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชามติ ซึ่งสำคัญกว่าคำสัญญาลายลักษณ์อักษรคือการจับตามองจากประชาชน โดยเฉพาะคำพูดของนายอนุทินในหลายเวทีตั้งแต่โปรดเกล้าฯ จนถึงแถลงนโยบาย หากมีการตระบัดสัตย์ “เท้ง” เชื่อว่าประชาชนพร้อมลงโทษพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของพรรคประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดย “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้ว่าคุณมองอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้

ที่มา – “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวนขึ้นเวทีระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการน้ำท่วมที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนตั้งคำถามว่านายทวิวงศ์กำลังเปลี่ยนขั้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาแจงแล้วว่า ยังคงยืนหยัดในบทบาทฝ่ายค้าน และยืนยันว่าจะเลือก “นายกฯ เท้ง” จากพรรคประชาชน หากได้ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง

นายทวิวงศ์ โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ โดยย้ำว่า การขึ้นเวทีครั้งนี้เป็นเพียงการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมให้รัฐบาลรับทราบ ไม่ใช่การสัญญาหรือเปลี่ยนพรรคการเมือง เขาย้อนถึงเหตุการณ์ในปี 2567 ที่เคยเข้าไปเสนอแนะกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ ส.ส. ที่ต้องเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบางบาลและพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

จากภาพที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงให้นายอนุทิน พูดกับนายทวิวงศ์บนเวทีว่า “เลือกเต้ให้เต้มาเลือกหนู” ซึ่งหลายคนตีความว่าอาจเป็นสัญญาณการรวมพรรคหรือเปลี่ยนฝ่าย แต่ตัวแทนจากพรรคประชาชนยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขายังคงเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นในสภา และหากประชาชนมอบความไว้วางใจให้ลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง เขาจะลงในนามพรรคประชาชนเท่านั้น

นายทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า การเลือก “เต้ ทวิวงศ์” จะได้ “นายกฯ เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน โดยไม่ต้องสงสัย เขาเชื่อว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เลือกนโยบายก้าวหน้าและการแก้ปัญหาจากรากฐานของพรรคประชาชน ซึ่งมุ่งแก้โครงสร้างปัญหาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซาก

ข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

ในฐานะตัวแทนชาวอยุธยา นายทวิวงศ์ ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญน้ำท่วมหนัก โดยข้อเสนอเหล่านี้มาจากการรับฟังปัญหาจริงในพื้นที่ และหวังให้เกิดการปฏิบัติที่รวดเร็วและทั่วถึง

  • การชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย: รัฐบาลควรโอนเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วเหมือนปีที่แล้ว หากอนุมัติงบกลางรายการฉุกเฉินได้ไว จะช่วยลดความทุกข์ทนของประชาชนได้มาก โดยเฉพาะเกษตรกรและครอบครัวที่สูญเสียรายได้
  • จัดสรรน้ำดื่มสะอาด: ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งรถน้ำดื่มไปยังจุดอพยพและตำบลต่างๆ ฟรี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานในช่วงภัยพิบัติ
  • ชดเชยความเสียหายบ้านเรือน: หลังน้ำลด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรลงพื้นที่เก็บข้อมูลความเสียหายจริง และจ่ายค่าชดเชยตามราคาตลาด เพื่อให้ประชาชนซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยงบประมาณและคำสั่งจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยนายทวิวงศ์ ชี้ว่าการรวมพลังทุกฝ่ายในช่วงภัยพิบัติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ประชาชนคือผู้เดือดร้อนที่รอความช่วยเหลือทุกวัน

ในงานแถลงของนายกรัฐมนตรีวันนั้น นายทวิวงศ์ เข้าไปสังเกตการณ์และนำข้อเสนอเสนอต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยยอมขึ้นเวทีตามคำเชิญด้วยมารยาท เพื่อแสดงให้ชาวบางบาลเห็นว่านักการเมืองทุกคนต้องร่วมมือเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมืองส่วนตัว

สุดท้าย นายทวิวงศ์ ขอยืนยันอีกครั้งว่า เขาจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ในสภา แต่เมื่อลงพื้นที่ จะเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยาเสมอ และหากเลือกตั้งครั้งหน้า “เลือก เต้ ทวิวงศ์ ได้ นโยบายแก้ปัญหาเพื่อประชาชน โดยพรรคประชาชน แน่นอนครับ”

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังต้องการความร่วมมือข้ามพรรค โดยเฉพาะในวิกฤตภัยพิบัติ หากนักการเมืองทุกคนมุ่งเน้นประชาชนมากกว่าอำนาจ การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและสนับสนุนนโยบายที่แก้ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่คำพูด ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกคนเลือกพรรคที่มีวิสัยทัศน์ยั่งยืน เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ชวนคุณผู้อ่านแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่มสัมมนา เสี่ยงกินหัวคิว

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” สส.อยุธยา ชำแหรกร่างงบประมาณ 2569 ชี้ งบประมาณ“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง กลับมีงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทุ่มไปกับโครงการอบรมสัมมนา ที่เสี่ยงกลายเป็น งบสำหรับ “กินหัวคิว”

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายในมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ว่าหลายคนอาจสงสัยหรืออาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ ประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณเพื่อ “การต่อต้านทุจริต” ในชื่อว่า แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณและยังมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เข้ามาเสนอของบประมาณกับแผนบูรณาการนี้

แต่ทำไมเรายังคงเห็นข่าวทุจริตอยู่ทุกวัน จากทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ คำตอบนั้นคือ เพราะแผนการใช้งบประมาณที่ เป้าไม่ถึง เป้าไม่ตรง และเป้าดีมีไม่พอ

นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าไม่ถึง คือ เป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ แผนบูรณาการต้านทุจริตนี้ได้ตั้งเอาไว้ โดยตั้ง corruption perception index หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต เรียกง่ายๆ ว่า CPI ซึ่งเป็นดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ทั่วโลกยอมรับกัน

แต่ ป.ป.ช. ตั้งเป้าหมายไว้สูงตลอดแต่ไม่เคยทำให้ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนั้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย อย่างปีล่าสุดที่มีการประเมิน ปี 2567 ตั้งเป้าหมาย ไว้ว่าต้องได้อันดับหนึ่งใน 51 แต่สุดท้ายกลับรั้งอันดับ 107 และหวังจะได้คะแนน 53 คะแนน แต่ทำได้จริงแค่ 34 คะแนน และหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยตลอด

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอย่างคือ ป.ป.ช. ยังใช้ตัวชี้วัดของไทยเราเองอย่าง การประเมิน ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แต่ที่น่าสนใจคือ มีค่าเฉลี่ยดีขึ้นทุกปี สวนทางกันกับการประเมินที่ต่างประเทศยอมรับ และนั่นเป็นเพราะเป้าไม่ตรง ที่เป้าหมายของเราไม่ตรงกับการแก้ปัญหาทุจริตที่ควรจะเป็น เพราะในรายละเอียด งบในแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ นั้น มีทั้งหมดกว่า 961 ล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการอบรมสัมมนา กว่า 52% หรือกว่า 500 ล้านบาท และยังเป็นงบที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวอย่างน่าสนใจ คือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน อบจ. เทศบาล อบต. ต่างๆ แต่งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการการต้านทุจริตฯ กลับมีแต่ “งบอบรมสัมมนาล้วนๆ” กว่า 26 ล้านบาท แค่ค่าอาหารในโครงการอบรมสัมมนา ก็มีมากกว่า 9 ล้านบาท ค่าที่พักอีก 7.5 ล้านบาท

คำถามคือ การอบรมแบบนี้จะช่วยให้ กรณีอย่าง “เสาไฟกินรี” หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่นหรือไม่

นายทวิวงศ์ จึงกล่าวว่า ตนเองขอเสนอ ให้ควรจัดทำเป็น “งบอุดหนุน” ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ทำ “ระบบถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น” เพื่อเปิดเผยข้อมูลในสภาท้องถิ่นว่า นำภาษีของประชาชนไปใช้อะไรบ้าง และยังส่งผลให้ท้องถิ่นไม่ต้องกังวลว่า งบประมาณการเปิดถ่ายทอดสด จะเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่นเอง

ส่วนประเด็นต้องสงสัยมากที่สุด คือ “งบอบรมสัมมนา” ที่เสี่ยงมาก ที่จะเป็น “งบกินหัวคิว” แต่กลับมี งบอบรมกว่า 500 ล้านบาท อยู่ใน งบแผนบูรณาการฯ ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ไม่ใช่ว่างบอบรมปลูกฝังจิตสำนึกไม่ควรมี แต่ถ้ามันมากเกินจน อาจส่งผลให้เป้าที่ดีมีไม่พอ

เพราะเป้าหมายที่ดี ที่ควรจะมี คือ ระบบเปิดเผยข้อมูล และงบทำระบบตรวจสอบ จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องขอเสนอ ปรับลดงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ในส่วนที่เป็นงบฯ อบรมสัมมนา ออกจาก งบประมาณแผนบูรณาการต้านทุจริต

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง

ทำไมงบประมาณต้านโกงถึงกลายเป็นประเด็น “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง

การที่ สส.ทวิวงศ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณต้านโกงนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงจุด และอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง การจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับการอบรมสัมมนา ในขณะที่ระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสได้

การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของการต่อต้านการทุจริต จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นไปอย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นอกจากนี้ การลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล จะช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่ม 500 ล้าน ไปกับโครงการสัมมนา ที่เสี่ยงเป็นงบกินหัวคิว

Scroll to top