ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพบก เปิดคลิปสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

“กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติมาโดยตลอด การที่ กองทัพบก เผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตย

วันที่ 25 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก ทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์คลิปวิดีโอ “เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568” พร้อมระบุข้อความว่า

“ที่ทหารไทยสามารถยึดคืนภูมะเขือ หลังถูกกัมพูชาเปิดฉากโจมตีในเช้ามืดวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนในการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ”.

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพชา: ความกล้าหาญที่ต้องจารึก

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ การสู้รบในพื้นที่ชายแดนนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และจากกำลังของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ทหารไทยยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ได้ การกระทำของพวกเขาเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กองทัพบก กับบทบาทในการปกป้องอธิปไตย

กองทัพบก มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกองทัพบกในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในหน้าที่ของตน และมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง

ความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือ

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของทหาร การให้กำลังใจคนที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในสังคม

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือในการปกป้องประเทศชาติของเรา หากเราทุกคนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่ กองทัพบก นำเหตุการณ์นี้มาเผยแพร่ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ และเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทย

ในท้ายที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารหาญที่เสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ คือสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและตอบแทนความกล้าหาญของพวกเขา

ที่มา – “กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก: ดีต่อชาติยังไง?

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก พร้อม Offset Policy สร้างความฮือฮา! มารู้จักรายละเอียดและความคุ้มค่าของการจัดซื้อครั้งนี้กัน

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 12.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสวีเดน) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามร่วมกับ FMV (องค์การบริหารจัดการยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน) และบริษัท Saab สวีเดน ในส่วนของ Offset Policy ในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน Gripen E/F ในเฟสแรก จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 19,500 ล้านบาท โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของไทย และยังเป็นการผลักดันนโยบาย Offset Policy ที่จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกด้วย

รายละเอียดสัญญาการจัดซื้อ Gripen

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีกริพเพนครั้งนี้ ประกอบด้วยสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่

  • สัญญาจัดซื้อเครื่องบินระหว่าง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กับ นายมิคาเอล กรันโฮล์ม ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยุทโธปกรณ์สวีเดน (FMV)
  • ความตกลง Offset Policy ระหว่าง ผบ.ทอ. กับ นายลาร์ส ทอสส์มันน์ จากบริษัท Saab AB ผู้ผลิต
  • ข้อตกลงภายในของฝ่ายสวีเดน

การจัดซื้อครั้งนี้เป็น 4 ลำแรกจากแผนทั้งหมด 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการมานานกว่า 37 ปี โดยมีกำหนดเริ่มจัดส่งตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป

ทางสวีเดนจะเริ่มจัดส่งเครื่องบินให้ไทยในปี 2572-2577 โดยจะจัดส่งปีละ 2 เครื่อง จนครบ 1 ฝูงบิน

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าวว่า การจัดซื้อครั้งนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับ Offset Policy ซึ่งเป็นนโยบายที่กองทัพอากาศริเริ่มขึ้นมา และเสนอผ่านไปยังรัฐบาล

“เชื่อว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่หลายคนเห็นว่าเราซื้อเครื่องบิน Gripen E/F เฟสแรก สูง 67,000 ล้านบาท แต่มูลค่าทางเครดิตที่กองทัพและประเทศชาติจะได้รับอาจจะถึงแสนล้านก็ไม่ใช่ไกลเกินจริง เราก็จะพิสูจน์ให้เห็นด้วยโครงการกริพเพนว่าเรามีความตั้งใจจริงที่จะให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีประชาชน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่ประเทศ” พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าว

ด้าน นายมาริษ กล่าวว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยในระยะยาว

รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ขณะที่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เล่นหลักในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดนและประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน

การตัดสินใจผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การผลักดันนโยบาย Offset Policy อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาเทคโนโลยีให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ผบ.ทอ. ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ชี้ สร้างมูลค่าเครดิตกองทัพ-ประเทศเป็นแสนล้าน

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา: กต. ซัดใช้เด็กเป็นด่าน

ศบ.ทก. เร่งจ่ายเยียวยา ขออภัยประชาชนล่าช้า เข้มป้องแฮกระบบคอมพิวเตอร์ 24 ชม. ด้าน ก.ต่างประเทศ แจงไทยลุยฟ้องประชาคมโลก ซัดกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นด่านหน้า ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย-ภัยมั่นคง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ชายแดนโดยรวมในห้วงที่ผ่านมาถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังตรึงกำลัง ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของกำลังที่สำคัญ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวตรวจพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดของทหาร BHQ กัมพูชา ในพื้นที่อธิปไตยของไทย แม้ผลักดันกลับไปแล้วแต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงของการประชุม JBC อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาและดูแลสุขภาพจิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งความคืบหน้าในที่ประชุม ศบ.ทก. ว่า สั่งจ่ายเงินเยียวยาประชาชนไปแล้ว โดยวันที่ 26 สิงหาคม 2568 สปน. จะนำงบประมาณสั่งจ่ายไปยังพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดแรก จากนั้นจะเป็น จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ ที่ต่อไป ถ้าประชาชนสามารถยื่นเอกสารได้อย่างครบถ้วน เงินจะถึงท่านได้อย่างเร็ว สปน. เล็งเห็นถึงปัญหาความขัดข้องและความล่าช้าในการสั่งจ่ายงบประมาณไปยังประชาชน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขให้กระบวนการสั่งจ่ายมีความรวดเร็ว ต้องกราบขออภัยประชาชนในโอกาสนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหานี้

ส่วนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการตรวจพบการเข้ามาโจมตีระบบทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยต่างๆ ประชาชนตรวจพบมีการแฮกข้อมูลเข้ามา เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ติดตามสถานการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับ ศบ.ทก. กำหนดท่าทีที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการระหว่างประเทศต่อไปบนข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจน หากมีการตรวจพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนสามารถแจ้งมายังที่ศูนย์ประสานงานการรักษาระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

ทางด้าน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า การดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวที นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีภารกิจเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ นายมาริษ มีกำหนดเข้าพบกับผู้แทนประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นทุ่นระเบิด รวมถึงคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา เพื่อยืนยันหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าไทยยึดมั่นในการเปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโน้มน้าวกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจัง และร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ระเบิดตามแนวชายแดนไทย โดยยังคงยืนหยัดดำเนินการเชิงรุก พร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกสากลทุกขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและจริงใจว่าไทยไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด นอกจากนี้ นายมาริษ ยังกำหนดพบกับสำนักงานใหญ่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอกับทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ผลักดันเด็ก คนชรา และผู้พิการ ให้ออกมาเป็นด่านหน้า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกติกาสากลโดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่าความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครองสูงสุดในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะยังคงร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวาและหลักการสากล โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย พร้อมเร่ง ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน

ขณะที่ น.อ.กฤษณัส กาญจนกุล ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ กองทัพอากาศ ระบุว่า การต่อต้านโดรนผิดกฎหมาย กองทัพอากาศได้บูรณาการทุกเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันยังมีการกำหนดการห้ามบินโดรนในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ทางทหาร หน่วยราชการ และตามแนวชายแดน โดยพื้นที่ที่บินโดรนได้นั้นเป็นไปตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ต้องทำตามข้อกำหนดที่ให้ลงทะเบียนการขึ้นบิน ทำการบินในระยะความสูงไม่เกิน 90 เมตร และสามารถบินได้เฉพาะเวลากลางวัน

โดยหน่วยงานมั่นคงได้บูรณาการขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน ด้วยระบบของทุกหน่วยงานทั้งการค้นหา การสกัดกั้นและทำลาย รวมถึงแลกเปลี่ยนข่าวกรองเพื่อป้องกันและต่อต้านโดรนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อให้การต่อต้านโดรนครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญ การจำกัดโดรนผิดกฎหมายทั้งทหารตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้ผนึกกำลังค้นหาจับกุมผู้ปล่อยโดรนผิดกฎหมายในประเทศไทยอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นการใช้โดรนผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงขอให้แจ้งข้อมูลสำคัญ เช่นวันเวลาที่พบเห็น ลักษณะโดรน รวมถึงภาพถ่าย ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็ว.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเร่งจ่ายเงินเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยและหลักมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน และต้องจับตาดูว่า ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน จะมีความคืบหน้าในการช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

“แม่ทัพภาค 2” เผยโอกาสปะทะรอบใหม่!

“แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้ พร้อมมองผู้เจรจาต้องทันเกม นึกถึงผลประโยชน์ของชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมของกองทัพ

“แม่ทัพภาค 2” กับมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการเตรียมพร้อมในการตอบโต้หากมีการยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สำหรับการตัดสินใจเข้ารับราชการทหาร พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นทหารตำรวจ เพราะเห็นพ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย และความตั้งใจนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลง แม้ในช่วงที่เป็นนักเรียนอาชีวะ

ความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสินกล่าวถึงความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เกิดจากความต่างของความคิดที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าแผ่นดินเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปะทะกันได้ แต่ยังคงยืนยันว่าพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในส่วนของประเด็นยอดภูมะเขือ พลโทบุญสินกล่าวว่า ในยุคของตนต้องไปเอาคืนมา เพราะมีการเข้าอาศัยของคนกัมพูชามานานหลายสิบปีแล้ว และปัจจุบันภูมะเขือมีบรรยากาศที่ดี สามารถไปวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนได้

เมื่อถามถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน พลโทบุญสินกล่าวว่า การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมาน แต่แม่ทัพต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะการปะทะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับการปะทะที่ผ่านมา พลโทบุญสินเห็นว่าเหมาะสมแล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เริ่มก่อน และในกรณีการปิดตาเมือนธม แม้จะเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาเอกภาพและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

“แม่ทัพภาค 2” ยังกล่าวถึงการเจรจาว่า หากทำแล้วเสียผลประโยชน์ก็จะไม่เจรจา และผู้เจรจาต้องทันเกม รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ

ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับชุมชน พลโทบุญสินกล่าวว่า ทหารไม่ได้มีหน้าที่แค่รบ แต่ยังช่วยพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

สำหรับคำถามที่ว่า จะมีการปะทะกันอีกหรือไม่ และมีโอกาสที่ไทยจะยึดพื้นที่อย่างประสาทตาควายกลับมาได้หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำประเทศของคู่ขัดแย้ง และท่าทีของทหารเขมรที่อยู่ตามแนวชายแดน หากเริ่มก่อนไทยก็มีสิทธิ์ตอบโต้

โดยสรุปแล้ว พลโทบุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่หากถูกรุกรานก่อนก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของผู้นำและท่าทีของทหารตามแนวชายแดนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางในอนาคต ความรอบคอบและการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

“หมอเปรม” นำ สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภาทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 ยันไม่ร่วมสังฆกรรม พ้อ สว.ข้างน้อยยื่นร้องถอดถอน สว. ประธานวุฒิฯ ดึงเช็งรั้งเรื่อง 3 วัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล ร่วมแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543-2544 ของวุฒิสภา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งกลุ่ม สว.อิสระพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อสังเกต คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเสนอญัตตินี้โดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาแบบฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่รับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เหมือนที่ผ่านมาวุฒิสภาเคยตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่รัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้น เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ซึ่งพอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม 2568) ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะ MOU 43 และ 44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดินที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไปเพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมาก ยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญบ่าย แต่ทีเรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ”

เมื่อถามว่าในวันที่ 26 สิงหาคม หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระ จะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุ ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส. และ สว. เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ทางด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว. เมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและ นพ.เปรมศักดิ์ ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก และ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง.

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

สว.อิสระ มองการยกเลิก MOU 43-44 เป็นอย่างไร

จากกรณีที่ สว.อิสระ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่ สว.อิสระออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาในเรื่องการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การที่ สว. ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาได้

การยกเลิก MOU 43-44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภา ทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44

“ภูมิธรรม” หนักใจ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

“ภูมิธรรม” รับหนักใจเวลาตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ยันไทยทำงานเก็บหลักฐานทุกเม็ด ย้ำรักษาผลประโยชน์ประเทศ-อธิปไตย ขออย่ากังวล ผู้ว่าฯ สระแก้ว สื่อสารผิดปมเอกสารสิทธิ์บ้านหนองจาน มีหลักฐานยัน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) วันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขของกองทัพภาคที่ 2 จะเหมือนกองทัพภาคที่ 1 หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ว่า คงไม่มี เป็นประเด็นต่อจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ผ่านมา แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างจากสภาพพื้นที่และสภาพปัญหา โดยพื้นฐานเป็นเรื่องต่อจาก GBC ครั้งที่แล้ว และเป็นเรื่องระดับแม่ทัพไปคุยกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเส้นแดน และทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อสรุปตรงกันมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แนวโน้มน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ ซึ่งมีเรื่องของรั้วลวดหนามที่แตกต่างจากกองทัพภาคที่ 1 นายภูมิธรรม ตอบว่า เรื่องรั้วลวดหนามอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ได้คุยกันมา เพราะเราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เข้าใจว่าทูตทหารที่กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงไปแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาที่เราหนักใจอยู่บ้างคือ เวลาพูดตกลงกันก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทางกัมพูชา ทางโฆษกของเขาชี้แจงก็อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เห็นปรากฏอยู่เสมอๆ ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว เวลานี้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ มีการรวบรวม

ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไปพบกับคณะกรรมการที่เกี่ยวกับอนุสัญญาออตตาวา เอาหลักฐานทั้งหมดไปคุย เราสู้ในทิศทางของเราอยู่แล้วคือ ใจเย็น รักสันติ และไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย ขณะเดียวกันก็รวบรวมพยานหลักฐาน ตนได้สั่งการตลอดว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้เก็บหลักฐาน รายละเอียดต่างๆ เสียงตอบรับต่างประเทศค่อนข้างดี รู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดมีความชัดเจน ส่วนทางกัมพูชาพูดอะไรของเขาก็พูดไป ก็แล้วแต่ เพราะความจริงคือความจริง ต่างประเทศได้เห็น

ส่วนคำถามว่าขณะนี้กัมพูชามีการชุมนุมเรียกร้องให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามา ถึงขั้นจะตั้งชื่อถนนในกัมพูชาเป็นชื่อของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการพูดคุยระดับทวิภาคีของไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เป็นสิทธิของกัมพูชา เราไม่ก้าวล่วง

ในคำถามว่าครบรอบ 1 เดือน สถานการณ์ไทย-กัมพูชามีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และถ้าไปดูประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ประเทศไทย การเจรจาเรื่องเขตแดนไม่เคยจบได้ง่ายๆ บางประเทศเป็นหลายๆ สิบปี หรือบางประเทศเป็นร้อยปีก็มี เพราะฉะนั้นตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นในรอบใหม่ จริงๆ เรามีปัญหามาตลอด แต่ก็จบได้เป็นช่วงๆ อยู่ที่ว่าแต่ละช่วงสถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าไปกังวลใจ ถ้าเรายังอยู่จุดที่เห็นควรว่าไม่ควรทำให้เกิดสงครามถ้าไม่จำเป็น และยังยืนยันที่จะรักษาผลประโยชน์ อธิปไตยของประเทศ เจรจาจบหรือไม่จบมันยังอยู่แค่ตรงนี้ ไม่รุกล้ำไปไหน

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ว่า บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อ้างเป็นพื้นที่ป่า จนทำให้ฝ่ายกัมพูชานำคำพูดดังกล่าวไปแอบอ้างว่า ไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทย ว่า อย่าไปกังวลเรื่องนี้ ผู้ว่าฯ ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด ความจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวมีหนังสือ สค.1 ซึ่งความจริงผู้ว่าฯ อาจหมายถึงโฉนด เรื่องนี้ความจริงก็ความจริง จะไปอ้างอย่างไรก็หยิบความจริงขึ้นมาพูด ถ้าเรามีโฉนด มี สค.1 มีหลักฐาน ไม่ใช่อยู่ๆ มาสร้างตอนนี้ได้ ขออย่าเป็นกังวลกับคำพูดหรือการเคลื่อนไหวทางโซเชียล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าเป็นการพูดต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจะเป็นหลักฐานได้หรือไม่ว่าอาจเป็นการให้ข้อมูลบิดเบือนจากไทย นายภูมิธรรม ตอบว่า จะบิดเบือนได้อย่างไร การพูดตรงนั้นทำให้เราเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อมีหลักฐานมายืนยันและบอกว่าพูดผิด มันก็จบ มนุษย์ก็เป็นแบบนั้น.

“ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

จากกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับบ้านหนองจาน และท่าทีของกัมพูชาที่อาจจะไม่ตรงกับข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้ นายภูมิธรรม ต้องออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด นั้นยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและผลประโยชน์ของชาติ

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยลดความสับสนและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

7 จังหวัดชายแดนปกติ! สมช. ถกโดรน-แรงงาน

รัฐบาลเผยสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ ทหารตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะที่บ่ายนี้ สมช. ประชุมกรณีโดรนรุกล้ำอธิปไตย แรงงานกัมพูชาในไทย-กลับเข้าไทย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ 11 จุด ใน 7 จังหวัดว่ายังคงปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ โดยปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ตามสถานการณ์

สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) จะเป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 30/2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหารือแนวทางการบริหารจัดการแรงงานกัมพูชาในไทย และแรงงานกัมพูชาที่จะเดินกลับเข้าทำงานในประเทศไทย รวมทั้งมาตรการปฏิบัติต่อโดรนที่ยังละเมิดอธิปไตยของไทย และรับทราบความก้าวหน้าการเยียวยาประชาชนและในทุกมิติ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การประชุมของ สมช. ในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการหารือแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน

ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

  • การบริหารจัดการแรงงานกัมพูชา: การดูแลแรงงานข้ามชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิ์และปฏิบัติอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงาน
  • มาตรการต่อโดรนรุกล้ำ: การที่โดรนบินรุกล้ำอธิปไตยของไทยถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง การกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันการกระทำดังกล่าวในอนาคต
  • การเยียวยาประชาชน: การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

ความสำคัญของสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

การที่สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติมีความสงบเรียบร้อยนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายแดน รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การรักษาความสงบและความมั่นคงจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงนั้น เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างงานสร้างรายได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและสงบเรียบร้อย การมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานงานในการแก้ไขปัญหา และการร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน

ความต่อเนื่องในการดำเนินงานและนโยบายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์บริเวณชายแดนมีความละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้ในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม การลงทุนในการพัฒนาระบบข้อมูลและการวิเคราะห์สถานการณ์ จะช่วยให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าการประชุมของ สมช. จะนำไปสู่แนวทางและมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

ที่มา – สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ สมช. จ่อถกปมโดรนรุกล้ำ-แรงงานกัมพูชาในไทย

ทบ. โต้กัมพูชา! ยันไทยไม่ใช้สงครามจิตวิทยา

กองทัพบก (ทบ.) ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง ตรงกันข้าม กัมพูชาต่างหากที่บิดเบือนข้อเท็จจริงมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงผ่านกลไก GBC–RBC และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต่อประชาคมโลก

จากกรณีที่สำนักงาน Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของ นายเพน โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกัมพูชา–ไทย โดยสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก:

  1. ความเป็นเอกภาพอันแน่นแฟ้นของชาวกัมพูชา ทำให้ “สงครามจิตวิทยา” และกลอุบายข้อมูลเท็จที่ฝ่ายไทยพยายามใช้เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
  2. กัมพูชายังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกับไทย ผ่านการประชุม GBC และ RBC ซึ่งมีผลเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี
  3. การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอยู่ภายใต้สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน มาเลเซีย รวมถึงคณะทูตและผู้แทนฝ่ายทหารจากต่างประเทศ
  4. ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชาทั้งในและนอกประเทศ ที่ร่วมกันชูธงชาติและส่งเสียงสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมชื่นชมกองทัพและกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ปกป้องประเทศอย่างแข็งขัน

ทบ. ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา ต่อกัมพูชา ตรงกันข้ามคือฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้ใช้วิธีการดังกล่าว ทั้งในรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง ขณะที่ประเทศไทยยึดมั่นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ไม่เคยใช้วิธีการที่เป็นการบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิด ที่สำคัญไทยมีเสรีในการนำเสนอข่าว พร้อมเปิดให้สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทราบว่าทางกัมพูชาอาจไม่ให้ความสำคัญ โดยดูจากสื่อภายในประเทศกัมพูชาเอง ที่ยังถูกควบคุมและห้ามนำเสนอข่าวข้อเท็จจริงต่อประชาชนกัมพูชา

เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทยได้แสดงความจริงใจและยึดมั่นในทุกข้อตกลงมาโดยตลอด การประชุมผ่านกลไก GBC และ RBC ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ไทยยืนยันพร้อมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามักเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เช่น การเคลื่อนไหวของกำลังทหารในพื้นที่อธิปไตยไทย การลอบวางทุ่นระเบิด และการขัดขวางการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดยังมีการพยายามบิดเบือนผลการประชุม RBC ในวันที่ 22 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจจะปฏิบัติตามที่กล่าวอ้าง

ไทยให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศ

โฆษกกองทัพบกชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไทยเองได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสื่อสารกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ คณะทูต หรือผู้แทนกองทัพจากนานาชาติ โดยไทยนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งนี้ นอกจากฝ่ายไทยจะใช้การสื่อสารด้วยการประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ยังแสดงให้สังคมโลกเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งทุ่นระเบิดที่พบ และพื้นที่พลเรือนที่เสียหาย ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้

โฆษกกองทัพบกขอขอบคุณประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้แสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้าง และให้การสนับสนุนกองทัพ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงรัฐบาล ในรูปแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีลักษณะการแสดงออกในเชิงจัดตั้งขึ้นเพื่อหวังผลในเชิงจิตวิทยาแต่อย่างใด ซึ่งเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงพลังความสามัคคีและความรักชาติของคนไทยอย่างชัดเจน

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความจริงใจและความโปร่งใส การใช้ สงครามจิตวิทยา ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย และการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ทบ. ตอกกลับกัมพูชา ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

Scroll to top