ทักษิณชินวัตร

ทีมกฎหมายอิ๊งค์ ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เมื่อทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือเรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ากระบวนการยุติธรรมอาจไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 16.15 น. ทีมกฎหมายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่อาจมีข้อบกพร่องทางกฎหมาย

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสราวุธ ทรงวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือในวันเดียวกันนั้นเอง นายปัญญา อุดชาชน กลับเข้าร่วมประชุมพิจารณาในองค์คณะตุลาการ และได้มีส่วนร่วมในการวินิจฉัยในเรื่องพิจารณาที่ 18/2568 การกระทำดังกล่าวจึงนำมาซึ่งข้อสงสัยและความกังวลว่า จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในการพิจารณาและวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน

ด้วยเหตุนี้ ทีมกฎหมายจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยื่นเรื่องในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น เมื่อมีการประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 ซึ่งในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เพิกถอนกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยคดีในวันที่ 20 มีนาคม 2567 และดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

ทำไมต้องยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน?

ทีมกฎหมายเชื่อว่ามีมูลเหตุเพียงพอที่จะนำกรณีตัวอย่างในอดีต มาเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคืออะไร?

  • ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างไร?
  • การพิจารณาจะส่งผลต่อรูปคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อย่างไร?
  • กระบวนการยุติธรรมจะได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนหรือไม่?

การยื่นคำร้องขอให้ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ถือเป็นการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

สถานการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความรัดกุมเพียงใด และมีช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ได้อย่างไร การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการพิจารณาคดีอื่นๆ ในอนาคต และจะเป็นตัวชี้วัดถึงความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมในประเทศไทย ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่เคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ทีมกฎหมาย “อิ๊งค์” ยื่นเพิกถอนกระบวนการถอดถอน ปมตุลาการศาล รธน. นั่งบัลลังก์หลังพ้นวาระ

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

“สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ ย้ำ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

วันที่ 29 ส.ค. 68 ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแล้วนั้น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายเดินทางออกจากศาลโดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ขณะที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 36 ผู้ร้อง ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ โดยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ ว่า คำพิพากษาเป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพูดถึง 2 ครั้งว่า ย่อมรู้ด้วยวิญญูชน เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อไป

ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ชัดเจน คือเป็นการทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง การที่นายกแถลงไต่สวนหรือกล่าวอ้างใดๆ ก็ได้ปรากฏชัดแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วน ตนคิดว่าเป็นคำแถลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะคำร้องนี้ มีการร้อง 2 ประเด็น คือร้องตาม (4) ไม่ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศ มีส่วนได้เสีย ตามที่พวกเราได้รับทราบและพวกตนก็ยืนยันมาตลอด ว่านายกรัฐมนตรีมีความคิดในส่วนนี้

นายสมชาย กล่าวว่า มันมีตั้งแต่กรณีคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งก็ชัดเจน และศาลบรรยายพฤติการณ์ทั้งหลาย ในกรณีที่โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรี มีส่วนได้เสียปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ในเรื่องของคะแนนนิยม เรื่องการถูกไล่ไปเป็นนายกฯ กัมพูชา อยู่แล้ว อันนี้ก็ชัด ในเนื้อหาการเจรจาเราก็เห็นว่า เป็นการยอมรับข้อเสนอของฮุนเซนทั้งนั้น ไม่ได้มีข้อเสนอของฝ่ายไทยเลย

ดังนั้นศาลวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะผูกพันทุกองค์กร ซึ่งคดีที่ค้างอยู่ก็มีเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ ส.ว. ปัจจุบัน ไปร้องผิดจริยธรรม และมีเรื่องที่ตนเองและคณะที่ไปร้อง และมีประชาชนอื่นไปร้อง ตนเชื่อว่าคำวินิจฉัยก็เข้าในประเด็นที่ร้องอยู่แล้ว ป.ป.ช. ก็คงจะเร่งดำเนินการ เรื่องคดีอาญาต่อไป

เมื่อถามว่า หลังเสร็จสิ้นคดีนี้แล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในฐานะกลุ่มรวมพลังแผ่นดินอย่างไรหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้เพราะเขามีการประชุมช่วงเที่ยง ซึ่งตนมาฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ.

สมชายชี้! ป.ป.ช. ลุยคดีอาญา แพทองธาร ต่อแน่

จากกรณีดังกล่าว นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนถึงผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” โดย ป.ป.ช. ในอนาคต โดยนายสมชายได้เน้นย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร รวมถึง ป.ป.ช. ด้วย

ป.ป.ช. เตรียมลุยคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ?

ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ จุดประกายความสนใจไปที่บทบาทของ ป.ป.ช. ว่าจะมีแนวทางการดำเนินการต่ออย่างไร หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ป.ป.ช. จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้หรือไม่ และจะมีการนำข้อมูลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาอย่างไรบ้าง

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้กล่าวถึงคือเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักในการร้องเรียน โดยมองว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อ “แพทองธาร” ได้ในอนาคต การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของประเด็นจริยธรรมในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ นายสมชายยังได้กล่าวถึงกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ถูกนำมาเปรียบเทียบและพิจารณาในแง่ของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายสมชายกล่าวถึงการประชุมของกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ยังคงมีการเคลื่อนไหวและติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม การออกมาให้ความเห็นของนายสมชายจึงเป็นสัญญาณเตือนถึงนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

โดยสรุปแล้ว ความเห็นของนายสมชาย แสวงการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีต่อการดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” และบทบาทของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

การดำเนินงานของ ป.ป.ช. จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาของ “แพทองธาร” อย่างไรต่อไป

ที่มา – “สมชาย” ชี้คำวินิจฉัยชัดเจน เชื่อส่งผลให้ ป.ป.ช.ลุยดำเนินคดีอาญา “แพทองธาร” ต่อ

มวลชนเสื้อแดงโห่! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย มวลชนเสื้อแดงที่ติดตามข่าวต่างแสดงความผิดหวัง แต่ยังคงเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย และพร้อมสนับสนุนต่อไป

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความผิดหวัง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พร้อมคณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ด้วยเหตุผลด้านจริยธรรมร้ายแรงจากคดีคลิปเสียง “ฮุนเซน” ทันทีที่ทราบผล มวลชนที่มารวมตัวกันต่างโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ พร้อมตะโกนให้กำลังใจพรรค “เพื่อไทยสู้ต่อ”

ตัวแทนมวลชนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความผิดหวัง แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นในพรรค และพร้อมสนับสนุนต่อไป “ไม่ต้องตกใจ อย่างน้อยมีนายชัยเกษม นิติสิริ เราคิดอยู่แล้วว่ารูปการจะออกมาเป็นแบบนี้ เราสนับสนุนเพื่อไทยไม่ว่าจะส่งใครลง เราจะยังขอเลือกพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า นายชัยเกษมสามารถเป็นนายกฯ ต่อได้ และเชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ทิ้งกัน

“เราจะเป็นกำลังใจยืนเคียงข้างกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค พรรคเพื่อไทยถูกเลือกมา 12 ล้านเสียง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเรามวลชนคนเสื้อแดงจะยืนเคียงข้างพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า “อย่าให้เผด็จการหรืออีกพรรคที่มีคดีฮั้วสว.อยู่ ได้เป็นรัฐบาล หากได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ประเทศชาติเจ๊งแน่ๆ”

นางสาวไมเรียร์ สิงห์งาม ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอีกท่านหนึ่ง ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หลังทราบคำตัดสิน เธอเปิดเผยว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าประเด็นคลิปเสียงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ และเชื่อว่านายกฯ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย

“ที่ร้องไห้วันนี้ เพราะสงสารท่าน ท่านเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ทำงานเต็มที่แล้ว อยากให้โอกาสท่านได้ทำงานต่อ” เธอกล่าวพร้อมส่งกำลังใจให้ นางสาวแพทองธาร ว่าไม่ต้องเสียใจ และขอให้มุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีต่อบ้านเมืองต่อไป

เธอยังกล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ติดตามการเมือง พรรคเพื่อไทยมักจะต้องเผชิญกับการสูญเสียนายกฯ จากคำตัดสินของศาลหลายครั้ง ในฐานะผู้สนับสนุน ก็ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่ก็เคารพในการตัดสิน และยังคงมีความหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

ถึงแม้ต้องผิดหวังกับคำตัดสิน แต่ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหลายคนยังคงมีความหวัง เพราะพรรคยังมีคุณชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ที่พร้อมจะทำงานต่อได้ทันที และถึงแม้สุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เธอก็ยังอยากเห็นรัฐบาลใหม่อยู่ครบวาระ และทำหน้าที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้

“และถ้าหากนายกฯ คนใหม่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย ก็คงเสียใจอีก แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้ทุกคน ทุกพรรค ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ความเชื่อมั่นใน “ชัยเกษม” หลัง “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หลายคนมองว่านายชัยเกษมมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่องานจาก นางสาวแพทองธาร ได้ทันที ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา

อย่างไรก็ตาม อนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและตัว นายชัยเกษม เอง ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและมีความท้าทายมากมาย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย และการสนับสนุนจากมวลชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

ถึงแม้ความผิดหวังจากการพ้นจากตำแหน่งของ นางสาวแพทองธาร จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเชื่อมั่นและความหวังของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและ นายชัยเกษม ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวเดินต่อไป การรวมพลังและความสามัคคีจะเป็นกุญแจสำคัญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศ

ที่มา – มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อยังมี “ชัยเกษม” พร้อมทำงานต่อ

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์หลังพ้นตำแหน่ง

แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่ส่งผลให้คุณแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและจุดประกายการพูดคุยในวงกว้าง ทำให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องพุ่งติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์

หลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ออกไป ไม่นาน แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของเทรนด์ในทวิตเตอร์ (X) แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อข่าวนี้อย่างมาก นอกจากนี้ แฮชแท็กอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #นายกรัฐมนตรี และ #ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับความนิยมตามไปด้วย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและการเมือง ผู้คนจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อแสดงความคิดเห็น ติดตามข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์อย่างรวดเร็วเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน

ทำไมแฮชแท็กนี้ถึงสำคัญ?

  • แสดงถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมือง
  • เป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์
  • ช่วยกระตุ้นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ

การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

คดีคลิปเสียงและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศและการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ไม่ว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า

อนาคตทางการเมืองของ คุณแพทองธาร ชินวัตร จะเป็นอย่างไรต่อไป? คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร พุ่งติดเทรนด์ หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง

ด่วน! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากเหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประเด็นร้อนแรงก่อนหน้านี้

พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้อง เดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีมอบหมายนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัยแทน

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ แม้ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคลิปเสียงต่างประเทศไม่มีการแปล ศาลเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางในการค้นหาความจริงและยุติข้อกล่าวหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ถูกร้องยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง การฟังคลิปเสียงจึงเป็นการเอื้อต่อระบบยุติธรรมมากกว่า ดังนั้นศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

ส่วนเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นที่ไว้วางใจต่อสาธารณะ และต้องถูกตรวจสอบทุกแง่มุม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีการกระทำอันเป็นเหตุต้องห้าม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้เทคนิคมุ่งหมายลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น และใช้คำว่า “เรา” การที่ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย การกล่าวคำดังกล่าวนั้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งข้าง และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ แสดงความอ่อนแอให้กัมพูชาทราบ เป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้

การใช้คำว่า “ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เขาไล่หลานให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว” เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เป็นการขอร้องให้เห็นใจ แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่มีการตอบโต้ ผู้ถูกร้องยังแสดงตนและจำนนให้สมเด็จฯ ฮุนเซนทราบ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือรักษาจุดยืนของประเทศชาติ และเปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรื่องร้องต่อไทยได้ตามต้องการ ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการประชุม สมช. มีการพิจารณากับกองทัพจากเบาไปหาหนัก และทราบดีว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาคือเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากคำตัดสินต่อรัฐบาล

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเป็นขั้นตอนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร”

ถึงแม้ว่า “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ แต่เส้นทางการเมืองของเธอยังไม่สิ้นสุด การถูกตัดสินในครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอต้องทบทวนบทบาทและแนวทางการทำงานในอนาคต และอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเพื่อกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

  • การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องมีการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

สันติ เข้าภูมิใจไทย ปัดตอบปม ลุ้นคดีนายกฯ

“สันติ พร้อมพัฒน์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โผล่เข้า “พรรคภูมิใจไทย” ทักทายสื่อมวลชน ปัดตอบปมมาลุ้นคดีนายกฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 14.48 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทันทีที่เห็นผู้สื่อข่าวได้ทักทายว่าวันนี้นักข่าวเยอะเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจหรือมายินดีอะไรหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ไม่มีอะไรเลย

เมื่อถามต่อว่า มาวอร์รูมร่วมกับพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เปล่า ไม่ได้มาทำอะไรเลย และเมื่อถามว่า มาลุ้นคดีนายกฯ ด้วยหรือไม่นั้น นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และเดินเข้าไปในลิฟต์ทันที

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา เมื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม นายสันติได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจ

การปรากฏตัวของนายสันติที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่มีวาระพิเศษ แต่การที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น

การเดินทางมา “พรรคภูมิใจไทย” ของนายสันติในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังมีความเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนจึงมีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปยังพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง หรือการรวมตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค

สันติ เดินเข้า พรรคภูมิใจไทย ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจากที่นายสันติเดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารพรรคหรือไม่ และหากมีการพูดคุยเกิดขึ้น เนื้อหาในการสนทนาเป็นเรื่องใด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

ทำไมนายสันติถึงเลือกที่จะมายัง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลานี้

การตัดสินใจของนายสันติในการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ อาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว การหารือเรื่องนโยบาย หรือแม้แต่การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

การที่นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจต้องการหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงและพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจสถานการณ์ทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสันติสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนอาจไม่ได้มีเพียงเหตุผลเดียว แต่เป็นการผสมผสานของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องการเมือง และเรื่องผลประโยชน์

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การที่นายสันติเดินทางมายัง “พรรคภูมิใจไทย” และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เราต้องไม่ลืมว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน

ที่มา – “สันติ” เดินเข้า “พรรคภูมิใจไทย” ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

“แพทองธาร” ยิ้มแย้ม! เข้าทำเนียบฯ ลุ้นศาล รธน.

“นายกฯ อิ๊งค์” “แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อมวลชนอย่างสดใสขณะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีพี่สาว “พินทองทา” เตรียมเดินทางมาให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว เมื่อลงจากรถบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า น.ส.แพทองธาร ได้แสดงสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมโบกมือทักทายสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่มารอติดตามการแถลงข่าวของเธอที่โถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า

สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาวของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาร่วมให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร และร่วมรับฟังคำวินิจฉัยของศาลไปพร้อมกัน การปรากฏตัวของ น.ส.พินทองทา แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการสนับสนุนภายในครอบครัวและพรรคเพื่อไทยในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้

“แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อ เข้าทำเนียบฯ ฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผลคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ และเป็นที่จับตาจากทุกภาคส่วน

แพทองธารทักทายสื่อ
แพทองธารให้สัมภาษณ์
บรรยากาศทำเนียบ
แพทองธาร เดินทาง

การที่ น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างใจเย็นและยิ้มแย้ม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมการรอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญ

การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร และต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากคำวินิจฉัยเป็นผลร้าย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในทางกลับกัน หากคำวินิจฉัยเป็นผลดี ก็จะเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาล และเปิดโอกาสให้สามารถดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับและเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษากฎหมายและระเบียบของประเทศ

ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์ ⁣

ท้ายที่สุดนี้ การเมืองไทยยังคงต้องเดินหน้าต่อไป การตัดสินใจและแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “แพทองธาร” ยิ้มทักทายสื่อ เข้าทำเนียบฯ ฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ถ่ายทอดสด! ลุ้นมติคดี ‘แพทองธาร’ วันนี้

เตรียมเกาะติดถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้! ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาชี้ชะตาคดีคลิปเสียงของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ว่าจะเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงถึงขั้นต้องสิ้นสุดสถานะรัฐมนตรีหรือไม่ คดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 9.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการประชุมเพื่อลงมติในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ โดยมีประเด็นสำคัญคือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. และจะมีการถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน

ถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้

หลังจากที่ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น น.ส.แพทองธาร มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล และหลังจากนั้นจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และกลุ่มผู้สนับสนุนที่ได้นัดหมายกันไว้เพื่อรอให้กำลังใจ

ช่องทางติดตามถ่ายทอดสด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้ ได้ผ่านทางไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี เพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

สถานการณ์ทางการเมืองครั้งนี้เป็นที่จับตาของประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจในรายละเอียดของข้อกฎหมายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรอบด้าน

การถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และติดตามความเป็นไปของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
  • คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรมของนักการเมือง
  • การถ่ายทอดสดจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ที่มา – ถ่ายทอดสด ลุ้นมติผลศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง “แพทองธาร” วันนี้(คลิป)

ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งความ เอาผิดเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวน

ศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งความต่อตำรวจไซเบอร์เพื่อเอาผิดกับเพจที่บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับวันนัดไต่สวนคดีของนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งเป้าไปที่เพจ Facebook ที่ชื่อ The Critics และช่อง YouTube สถาบันทิศทางไทย ที่เผยแพร่คลิปที่บิดเบือนวันนัดไต่สวนในคดีคลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับ “นายกฯ แพทองธาร”

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ตามที่มีข่าวในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (ข่าวที่ 30/2568) เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา พบการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อต่างๆ ที่เป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการไต่สวนของศาล การกระทำดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และ 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และข้อ 10 และ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจึงเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าว

ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ Facebook The Critics และ YouTube สถาบันทิศทางไทย ซึ่งเผยแพร่ข่าวที่เป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งความ เอาผิดเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวน

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงแจ้งความ เอาผิดเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวน?

การแจ้งความดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีของศาล อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของศาล และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบของการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน ขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินของศาล และอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งความ เอาผิดเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวน ถือเป็นการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรมและรักษาความน่าเชื่อถือของศาล การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

การที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นกลางและความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับศาล การดำเนินการนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่อาจมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลหรือเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จ ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการเผยแพร่ และการหลีกเลี่ยงการบิดเบือนข้อมูล เป็นสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงถึง

ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งความ เอาผิดเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร และการปกป้องกระบวนการยุติธรรมจากการบิดเบือนข้อมูล การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคนในการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ

จากกรณีนี้ แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อและแชร์ต่อ มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งความตร.ไซเบอร์ เอาผิดพวกเพจบิดเบือนวันนัดไต่สวนคดีนายกฯ

Scroll to top