ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทหารหรือความมั่นคงชายแดนแบบเดิมๆ แต่ครอบคลุมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รับมือภัยคุกคามในโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบพลังงานที่ยังคงติดกับดักการผูกขาด หรือการมาถึงของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาใช้ในงานด้านความมั่นคง หรือการปรับระบบราชการให้กะทัดรัดและฉับไวขึ้นด้วยการนำ AI มาใช้แทนที่งานซ้ำซาก

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การสร้างทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: การปกป้องระบบไฟฟ้า ประปา และระบบสื่อสารหลัก
  • พลังงานสะอาดและเสรี: การปรับโครงสร้างให้ไฟฟ้ามีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • สังคมผู้สูงวัย: การวางแผนรองรับระบบบำนาญและที่อยู่อาศัยในอนาคต

หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นและนิติธรรม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่คุณทักษิณเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูประเทศคือเรื่องของ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้ได้ การมีกฎหมายที่ล้นเกินและระบบราชการที่อุ้ยอ้ายถือเป็นอุปสรรคใหญ่ การจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับตัวในโลกยุคนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ประเทศต้องทำ การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องขยับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เตือนต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีภาพปรากฏว่าตนได้พบปะพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานศพของคุณเกรียง กัลป์ตินันท์ โดยนายอนุทินยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพนับถือตามปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดทางการเมืองแต่อย่างใด

เหตุผลที่อนุทินแจงพบทักษิณในงานพิธีสำคัญ

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นนัยยะสำคัญทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่าเมื่อเป็นคนรู้จักและมีความเคารพซึ่งกันและกัน ยิ่งในฐานะที่เป็นรัฐบาลเดียวกันด้วยแล้ว การจะพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนแต่อย่างใด

นายอนุทินยังกล่าวเสริมว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นทางการตามงานศพทั่วไป ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษหรือการหารือลับตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยเขาเน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า:

  • เป้าหมายหลักคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องของกาลเทศะ
  • การทำงานร่วมกันในรัฐบาลมีความเหนียวแน่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินได้แสดงความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลว่ามีความเข้มแข็งและพร้อมชี้แจงทุกข้อซักถามจากฝ่ายค้าน เพราะเชื่อมั่นว่าการดำเนินการทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน

นอกจากเรื่อง อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ แล้ว นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะฝ่ายไหนขอให้ยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนให้สำเร็จตามนโยบายที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลชุดนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง การออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนและเป็นกันเองของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ โดยเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน เพื่อลดความสับสนจากข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดียที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้

หากเรามองข้ามเกมการเมืองไปที่ตัวผลงาน รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ของการทำงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” แจงพบ “ทักษิณ” พูดคุยแสดงความเคารพนับถือกันปกติ บอกเป็นรัฐบาลเดียวกันทำไมจะพบไม่ได้

อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตัก บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตัก บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

กลายเป็นภาพที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้ากราบตักนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นการรวมตัวของ 4 นายกรัฐมนตรีในที่เดียว ทั้งนายอนุทิน, นายทักษิณ, นางสาวแพทองธาร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

โดยนายอนุทินได้เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่กลายเป็นประเด็นดังกล่าวว่า อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว เพราะตนเองถือว่าเป็นลูกน้องเก่าที่เคยได้รับความเมตตาจากนายทักษิณในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีเมื่อปี 2547 การแสดงความเคารพในฐานะผู้อาวุโสจึงเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ตนเต็มใจทำอย่างยิ่งโดยไม่มีนัยยะทางการเมืองที่ซับซ้อนแต่อย่างใด

บรรยากาศการรวมตัวของ 4 นายกฯ ที่มีความคุ้นเคยกันดี

นอกจากภาพการกราบตักที่เป็นกระแสแล้ว นายอนุทินยังได้ย้ำว่า การพบปะกับบุคคลสำคัญทางการเมืองเหล่านี้เป็นเรื่องของคนคุ้นเคยกันทั้งสิ้น โดยกล่าวว่า อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว เพราะทุกคนในที่นั้นต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน การเจอกันครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง

ในส่วนของประเด็นการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินได้ให้ความมั่นใจว่าการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้มีความเข้าขากันได้เป็นอย่างดี โดยระบุถึงรายละเอียดการทำงานร่วมกันว่า:

  • มีความร่วมมือที่ดีในระดับรัฐบาล
  • มีการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นตลอดมา
  • มีรัฐมนตรีจากหลายพรรคที่เข้าขากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพ อนุทิน เผยเจอ ทักษิณ ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว จะเป็นเพียงการแสดงออกถึงความเคารพส่วนตัว แต่ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งในทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลย่อมส่งผลบวกต่อเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ สิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองว่าการทำงานของรัฐบาลในยุคนี้จะสามารถสร้างผลงานให้ประชาชนได้ประทับใจมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” เผยเจอ “ทักษิณ” ก็ต้องกราบตักอยู่แล้ว บอก 4 นายกฯ คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองไทยอย่างมาก เมื่อภาพข่าวเหตุการณ์ที่ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน ได้ถูกเผยแพร่ออกไป โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากงานสวดพระอภิธรรมศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของบุคคลสำคัญระดับประเทศหลายท่านในงานเดียว

เบื้องลึกภาพ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารในห้องส่วนตัวกับนายทักษิณ ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง จนกระทั่งถึงเวลาที่นายทักษิณเตรียมตัวเดินทางกลับ ท่าทีของนายอนุทินที่แสดงความเคารพต่อนายทักษิณอย่างเห็นได้ชัดก็กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนที่เฝ้าจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น

ความหมายทางการเมืองของภาพ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่าการที่ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความเคารพส่วนบุคคลตามขนบธรรมเนียมไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้:

  • ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
  • สัญญาณบวกในการประสานงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
  • การให้เกียรติซึ่งกันและกันที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานการเมืองไทย

หลายคนมองว่าภาพลักษณ์เช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดในประเด็นการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีบทบาทหน้าที่ต่างกัน แต่ในฐานะคนทำงานการเมืองที่เคารพนับถือกัน การแสดงออกเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติทางสังคมไทยที่เน้นความอ่อนน้อมถ่อมตนและกตัญญูเป็นที่ตั้ง

สำหรับเหตุการณ์ อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน นี้ ไม่ว่าจะมีนัยยะแอบแฝงทางการเมืองหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกถึงความเคารพแบบไทยๆ ที่เรายังคงเห็นได้ในหมู่ผู้ใหญ่คนสำคัญของบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งท่ามกลางความร้อนแรงของข่าวสารการเมืองในปัจจุบัน คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับภาพความสัมพันธ์นี้? ลองแลกเปลี่ยนมุมมองกันดูนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” กราบตัก “ทักษิณ” ส่งขึ้นรถกลับบ้าน

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

บรรยากาศทางการเมืองในห้วงเวลานี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในงานบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบุคคลระดับวีไอพีของประเทศมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง โดยไฮไลท์ที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ซึ่งถือเป็นภาพที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา งานพิธีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ แกนนำจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่มาร่วมแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สื่อจับตา

การมาร่วมงานของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมาแสดงความเสียใจต่อผู้วายชนม์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระสำคัญที่ทำให้นายทักษิณ ชินวัตร ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยตรงเป็นครั้งแรกหลังจากที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ทำให้บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากผู้ที่อยู่ในงานอย่างมาก

นอกเหนือจากบุคคลสำคัญระดับอดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีรัฐมนตรีและแกนนำพรรคการเมืองชั้นนำมาร่วมงานมากมาย เช่น:

  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ
  • นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย
  • นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • พร้อมด้วย สส. และแกนนำคนสำคัญในพื้นที่ภาคอีสาน

การรวมตัวกันของบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในแง่ของความเป็นพี่น้องทางการเมืองและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย แน่นอนว่าภาพข่าวของ 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง” กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยไปทั่วประเทศ

ในมุมมองของเรา นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองไทยที่แม้จะมีความแตกต่างในเชิงนโยบายหรือสังกัดพรรค แต่เมื่อถึงเวลาของมิตรภาพและความสูญเสีย การรวมพลังและร่วมงานในลักษณะนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในแวดวงการเมืองไทยได้อย่างน่าสนใจครับ

ที่มา – 4 นายกฯ “ทักษิณ-อนุทิน-แพทองธาร-สมชาย” ร่วมงานศพ “เกรียง”

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และจับตามองจากสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ความรู้สึกจากใจของ อนุทิน ต่อการจากไปของ เกรียง

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายอนุทินได้เปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ เนื่องจากตนเองไม่ทราบว่าอาการป่วยของนายเกรียงนั้นอยู่ในขั้นหนัก โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความผูกพันในฐานะที่เคยร่วมงานกันมาว่า นายเกรียงเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่น่ารัก มีน้ำใจ และเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการเคารพในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างดี

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสูญเสียบุคคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่รักของคนในพื้นที่ไป ถือเป็นความสูญเสียที่น่าใจหายสำหรับแวดวงการเมืองไทย

  • ความผูกพันในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานในกระทรวงมหาดไทย
  • ความประทับใจในอัธยาศัยและน้ำใจของนายเกรียง กัลป์ตินันท์
  • มุมมองต่อบทบาทความเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือการพบกันระหว่างนายอนุทินและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในงานศพครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ทางด้านของนายอนุทินได้เลือกที่จะปัดตอบในประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียมากกว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่เจ้าตัวอยากสื่อสารออกมามากกว่าการเมืองในขณะนี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การเดินทางไปร่วมงานศพของบุคคลระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำหน้าที่ตามประเพณีแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบากเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่ซับซ้อนก็ตาม

ที่มา – “อนุทิน” รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม “เกรียง” ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ “ทักษิณ” ในงานศพ

ทักษิณ แสดงความอาลัย จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการเมืองจีน เมื่อมีการรายงานข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของ จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งถือเป็นบุคคลที่สร้างรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจแดนมังกรอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านช่องทางส่วนตัวเพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของรัฐบุรุษผู้นี้ โดยได้ระบุข้อความยกย่องว่า ทักษิณ แสดงความอาลัย จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ในฐานะขุนพลเศรษฐกิจผู้พลิกโฉมประเทศ

ทักษิณ แสดงความอาลัย จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ขุนพลเศรษฐกิจโลก

นายทักษิณได้เล่าย้อนถึงความประทับใจเมื่อครั้งที่มีโอกาสพบกับอดีตนายกฯ จู หรงจี เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย โดยระบุว่าจากเดิมที่มีกำหนดการเข้าพบเพียงสั้นๆ 15 นาที กลับกลายเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กันนานถึง 1 ชั่วโมงเต็มๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา ทักษิณ แสดงความอาลัย จู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน พร้อมทั้งยกย่องถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการผลักดันให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่โลกต้องยอมรับในปัจจุบัน

ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง ไทย-จีน

นอกจากความผูกพันส่วนตัวแล้ว นายทักษิณยังได้ย้อนรำลึกถึงช่วงปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ นายจู หรงจี ได้ให้การสนับสนุนและคำมั่นสัญญาในการช่วยเหลือด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมถึงการช่วยรับซื้อสินค้าจากประเทศไทย ซึ่งถือเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของอดีตนายกฯ ไทยเสมอมา

บทเรียนสำคัญจากท่านจู หรงจี ที่เราควรจดจำ ได้แก่:

  • ความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลก
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
  • การให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อความเจริญรุ่งเรือง
  • การรักษามิตรภาพและความซื่อสัตย์ระหว่างผู้นำประเทศ

การจากไปของ จู หรงจี ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของจีน แต่ยังเป็นการปิดฉากตำนานขุนพลเศรษฐกิจที่โลกต้องจดจำไปตลอดกาล การที่อดีตผู้นำไทยออกมาแสดงความอาลัยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นและเปี่ยมไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ซึ่งหวังว่าบทเรียนการบริหารประเทศของท่านจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้นำรุ่นหลังต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” แสดงความอาลัย “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ยกย่องขุนพลเศรษฐกิจ

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เต็มไปด้วยความโศกเศร้าแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น เมื่อ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” หรือ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดาของ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน โดยการปรากฏตัวของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองตระกูลใหญ่ได้เป็นอย่างดี

“ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” พร้อมแกนนำรัฐบาล

ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยลูกสาว คุณพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และลูกเขย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทยและคณะรัฐมนตรีหลายท่านเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นางสาวจิราพร สินธุไพร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย ที่มาร่วมแสดงความอาลัยแก่ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพรักของครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด

บรรยากาศความผูกพันและมิตรภาพที่ยั่งยืน

การที่ “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเสียใจตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองและมิตรภาพส่วนตัวที่ยั่งยืนระหว่างตระกูลชินวัตรและครอบครัวทวีสิน โดยตลอดทั้งงาน นายเศรษฐา ทวีสิน และ แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ได้คอยต้อนรับแขกเหรื่อและเพื่อนพ้องที่มาร่วมไว้อาลัยด้วยตนเองอย่างเป็นกันเอง

ภายในงานยังมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วม อาทิ:

  • แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง
  • บุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจและการเมือง
  • ตัวแทนสื่อมวลชนระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย นายสราวุธ วัชรพล ผู้บริหารเครือไทยรัฐ

ภาพบรรยากาศภายในงานนับว่ามีความสงบเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด ท่ามกลางความสูญเสียครั้งสำคัญนี้ เราได้เห็นถึงพลังของความร่วมมือและความสามัคคีที่เหนียวแน่นของบรรดาผู้มีเกียรติที่มาร่วมส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิตที่สอนให้เราเห็นค่าของมิตรภาพที่ยั่งยืนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สายใยของความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ

ที่มา – “ทักษิณ” นำทัพเพื่อไทยร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม บิดา “หมออ้อม”

เปิดประวัติ ผกก.หนุ่ย พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติสำคัญในการแต่งตั้งบุคลากรเข้ามาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานหลัก โดยชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. ซึ่งถือเป็นการขยับตำแหน่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ทำความรู้จัก ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป.

หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผกก.หนุ่ย ในฐานะนายตำรวจคนสนิทที่ทำหน้าที่อารักขาครอบครัวชินวัตรมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่คุณทักษิณ ชินวัตร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนมาถึงปัจจุบันในยุคของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร การที่ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. จึงเป็นที่น่าสนใจว่าจะมีทิศทางการทำงานอย่างไรต่อไป

เส้นทางสู่ตำแหน่งสำคัญ

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ พ.ต.อ.วทัญญู ได้ผ่านการโอนย้ายจากข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เมื่อช่วงปลายปี 2568 และล่าสุดจากการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. อย่างเป็นทางการ

หากวิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ป.ย.ป. ถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง การที่ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. จึงเป็นการตอกย้ำถึงความไว้วางใจในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศในช่วงรอยต่อที่สำคัญนี้ โดยภารกิจหลักที่หลายฝ่ายเฝ้ารอคือการพิสูจน์ผลงานในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

  • ประวัติการทำงาน: อดีตนายตำรวจอารักขาคนสนิทครอบครัวชินวัตร
  • บทบาทปัจจุบัน: ผู้อำนวยการ ป.ย.ป.
  • เป้าหมาย: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูต่อไปว่าในบทบาทใหม่นี้ ท่านจะสามารถบริหารจัดการและผลักดันงานในกระทรวงสำคัญได้สำเร็จเพียงใด นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานราชการไทยที่ต้องจับตามองกันต่อไปยาวๆ ครับ

ที่มา – “ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย” นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. หลัง ครม. แต่งตั้ง

Scroll to top