ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ควง อิ๊งค์-เอม เดินห้าง หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

ทักษิณ ควง อิ๊งค์-เอม เดินห้าง หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อมีการเผยภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ท่านได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนแบบสบายๆ ภายหลังจากที่มีรายชื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

หากถามว่าทำไมภาพการเดินห้างครั้งนี้ถึงเป็นที่พูดถึง? คำตอบก็คือความอบอุ่นในครอบครัวที่คุณพ่อทักษิณได้ใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาเดินเที่ยวเล่นกับลูกสาวคนเก่งทั้งสองอย่าง คุณอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร และ คุณเอม พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมด้วยหลานๆ ซึ่งภาพที่ถูกแชร์ผ่านสตอรี่อินสตาแกรมของคุณปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของคุณอิ๊งค์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตส่วนตัวที่เรียบง่ายของนายทักษิณ ควง อิ๊งค์-เอม เดินห้าง หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ให้แฟนคลับได้ยิ้มตามกันไป

บรรยากาศสุดประทับใจของครอบครัวชินวัตร

จากภาพในสตอรี่อินสตาแกรม เราจะได้เห็นมุมน่ารักๆ ของทั้ง 3 พ่อลูก เช่น

  • ภาพเดินจูงมือกันอย่างเป็นกันเองภายในห้างสรรพสินค้า
  • คุณทักษิณที่ดูผ่อนคลายและมีความสุขกับการได้ใช้เวลาร่วมกับลูกและหลาน
  • อิริยาบถขณะกำลังลงบันไดเลื่อนที่แสดงถึงความใกล้ชิดของคนในครอบครัว

หลายคนมองว่าการที่ ทักษิณ ควง อิ๊งค์-เอม เดินห้าง หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณความเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดหลังจากที่ท่านได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญตามเกณฑ์การพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าในอนาคตจะมีบทบาททางการเมืองอย่างไร แต่ภาพความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในวันหยุดแบบนี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสำหรับคุณทักษิณแล้ว ครอบครัวคือหัวใจสำคัญที่สุดเสมอ การออกมาเดินห้างกับลูกสาวอย่างอบอุ่นถือเป็นการเริ่มต้นใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา สำหรับใครที่คิดถึงภาพบรรยากาศครอบครัวแบบนี้ การติดตามผ่านโซเชียลมีเดียของคนใกล้ชิดก็เป็นช่องทางที่ทำให้เราได้เห็นแง่มุมชีวิตของบุคคลสำคัญในมุมที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนครับ

ที่มา – “ทักษิณ” ควง “อิ๊งค์-เอม” เดินห้าง ปรากฏตัวหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวร้อนแรงว่า กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากพบว่ามีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลสำคัญอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุด: กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมสรรพากรได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น หนี้ภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินการจัดเก็บให้ครบถ้วน

รายละเอียดการดำเนินการเชิงรุกจากภาครัฐ

ทางด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ได้เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในหลายขั้นตอน ดังนี้:

  • มีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทำการสืบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของนายทักษิณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินจากต่างแดน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหรือดำเนินการตามสิทธิอุทธรณ์ในอดีต แต่เมื่อศาลได้ตัดสินให้เป็นที่ยุติแล้ว กรมสรรพากรจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย ก็เพื่อเป็นแนวทางสุดท้ายหากพบว่ายอดเงินภาษีที่ชำระเข้ามายังไม่เพียงพอต่อยอดการประเมิน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการปฏิบัติกับภาษีอากรในรายอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย หากใครมีหนี้ภาษีต่อแผ่นดินก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีสถานะหรือบทบาทอย่างไรในสังคม สำหรับกรณีนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในขั้นสุดท้ายจะมีการชำระหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามที่ได้มีการประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจน

ที่มา – กรมสรรพากร ขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากชำระภาษีไม่ครบถ้วน

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการก้าวพ้นโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวและสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนเกี่ยวกับกระแสดังกล่าว โดยยืนยันว่า อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ซึ่งเป็นความเห็นที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้อย่างชัดเจนครับ

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล ถึงประเด็นที่นายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษและกำลังจะเข้าสู่กระบวนการพ้นโทษเต็มรูปแบบ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะคนทำงานการเมือง ย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการถอดกำไล EM ต่าง ๆ ก็นับเป็นเรื่องปกติภายใต้ระเบียบของกรมราชทัณฑ์

ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจทางการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า นายทักษิณอาจมีอิทธิพลเหนือคณะรัฐมนตรี นายอนุทินได้แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้ยึดมั่นในการฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก การทำงานแต่ละครั้งผ่านการพิจารณาด้วยเหตุผล และความตั้งใจของนายทักษิณที่จะวางมือทางการเมืองนั้น ตนในฐานะคนที่เคยร่วมงานกับท่านมาก่อน ก็เชื่อมั่นในความตั้งใจนั้นจริง ๆ

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินยังได้ชี้แจงประเด็นการถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งแต่อย่างใด ทุกฝ่ายมีการพูดคุยกันด้วยความเข้าใจอันดี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงราบรื่น
  • ไม่มีอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี
  • เสียงของประชาชนคือเข็มทิศหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะประชาชน คือการเฝ้าดูผลงานของรัฐบาลว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องชาวไทยได้ดีเพียงใด การที่นายอนุทินออกมาสื่อสารในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงเสถียรภาพภายในรัฐบาลที่หลายคนกำลังตั้งคำถามครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ “ทักษิณ” พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล พร้อมเชื่อหากคิดวางมือการเมือง

ทักษิณ พ้นโทษ รับใบบริสุทธิ์ ก่อนปลดกำไล EM สู่ต่างประเทศ

ทักษิณ พ้นโทษ ต้องรับ ใบบริสุทธิ์ ก่อนปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ-ไปต่างประเทศได้

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีคนดังอย่าง คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งล่าสุดได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 เนื่องจากมีโทษเหลืออยู่ไม่เกิน 1 ปี ทำให้สถานะจากเดิมที่อยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ เปลี่ยนไปสู่สถานะผู้ที่กำลังจะได้รับอิสรภาพอย่างสมบูรณ์แบบครับ

หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร? สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ทักษิณ พ้นโทษ ต้องรับ ใบบริสุทธิ์ ก่อนปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ-ไปต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่เคร่งครัดและต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์และสำนักงานคุมประพฤติครับ

ทำไมต้องมีใบบริสุทธิ์ก่อนปลดกำไล EM?

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการจะปลดกำไล EM ถึงต้องรอเอกสารสำคัญที่เรียกว่า “ใบบริสุทธิ์”? คำตอบคือ ใบบริสุทธิ์เป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่สุดสำหรับนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นได้รับการปล่อยตัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือ เอกสารฉบับนี้จะใช้เพื่อปลดชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งมีผลโดยตรงในการขอหนังสือเดินทางและการเดินทางไปต่างประเทศนั่นเองครับ

กระบวนการหลักๆ ที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:

  • การตรวจสอบโดยคณะกรรมการตามมาตรา 21 เพื่อสรุปรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษ
  • การออกหมายปล่อยหรือคำสั่งให้พ้นจากการคุมประพฤติ
  • การรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติเพื่อถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM)
  • การได้รับมอบเอกสารใบบริสุทธิ์อย่างเป็นทางการ

และแน่นอนว่าในช่วงเวลานี้ แม้ ทักษิณ พ้นโทษ ต้องรับ ใบบริสุทธิ์ ก่อนปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ-ไปต่างประเทศได้ นั้น ก็ยังต้องรอให้กระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมายดำเนินการให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งตามกรอบระยะเวลาก็อาจใช้เวลาตามระเบียบที่กำหนดไว้สูงสุด 120 วัน นับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกาครับ

เรียกได้ว่าสถานการณ์บทบาทการเมืองและสิทธิส่วนบุคคลของคุณทักษิณเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เสรีภาพอย่างเต็มตัว ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เราก็คงจะได้เห็นความคืบหน้าในการปลดกำไล EM และการเดินทางไปทำธุระส่วนตัวต่างประเทศในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ทักษิณ” พ้นโทษ ต้องรับ “ใบบริสุทธิ์” ก่อนปลดกำไล EM คืนสู่อิสรภาพ-ไปต่างประเทศได้

อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ วันมงคล

อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ วันมงคล

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทยล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจ คงหนีไม่พ้นกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังทราบข่าวเกี่ยวกับประเด็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะพัดไปทั่วประเทศในเช้าวันนี้

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ณ ท้องสนามหลวงเมื่อเช้านี้ โดยระบุสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า ตนได้รับทราบข่าวดังกล่าวแล้วและขอแสดงความยินดีกับท่าน ซึ่งเมื่อมีการถามเจาะลึกถึงรายละเอียดหรือประเด็นที่คนกำลังจับตามอง นายอนุทินกลับย้ำว่า อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เน้นย้ำว่าเป็นวันมงคล จึงไม่อยากพูดถึงเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากความยินดีนี้

บรรยากาศวันมงคลและการร่วมใจถวายพระพร

นอกจากประเด็นข่าวการเมืองแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้างกุศลและแสดงความจงรักภักดี โดยท่านเชิญชวนให้ประชาชนมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงในเวลา 19.00 น. เพื่อร่วมในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อให้พระองค์ท่านทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สำหรับเหตุการณ์ที่ อนุทิน ยินดี ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการวางตัวท่ามกลางกระแสสังคมที่เปราะบาง โดยนายอนุทินเลือกที่จะโฟกัสไปที่เรื่องความเป็นสิริมงคลของชาติเป็นหลัก มากกว่าที่จะดึงประเด็นการเมืองมาเป็นประเด็นถกเถียงในวันสำคัญเช่นนี้ นอกจากนี้ในวันดังกล่าว นายกรัฐมนตรียังได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4X ทะเบียน จต 32 กรุงเทพมหานคร ในการปฏิบัติภารกิจอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดไปในตัว

  • นายอนุทินแสดงความยินดีกับนายทักษิณ ชินวัตร
  • ย้ำชัดวันนี้เป็นวันมงคล ไม่ควรนำประเด็นอื่นมาเกี่ยวข้อง
  • เชิญชวนประชาชนร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณของการปรับตัวทางการเมืองที่เน้นความประนีประนอมและการเดินหน้าสู่วาระสำคัญของชาติ สิ่งที่เราควรจับตามองต่อไปคือทิศทางนโยบายของรัฐบาลหลังจากช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองนี้ผ่านไป ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อในประเด็นต่างๆ ที่สังคมยังคงตั้งคำถาม การก้าวผ่านความขัดแย้งด้วยท่าทีที่นุ่มนวลเช่นนี้ นับเป็นเรื่องดีที่อาจนำพาความสงบสุขมาสู่การเมืองไทยได้ในระยะยาว

ที่มา – “อนุทิน” ยินดี “ทักษิณ” ได้รับพระราชทานอภัยโทษ บอกวันนี้วันมงคล ไม่พูดเรื่องอื่น

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทานอภัยโทษในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะท่าทีของพี่น้องในพรรคเพื่อไทยที่มีต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า สมาชิกพรรคทุกคนต่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้รับโอกาสนี้ นี่ถือเป็นข่าวดีที่สร้างพลังบวกให้กับคนในพรรคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาของท่านจะส่งผลต่อการบริหารงานภายในพรรคอย่างไร ซึ่งนายประเสริฐได้ย้ำชัดเจนว่า “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา อย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำเรื่องโครงสร้างพรรคที่แข็งแรงอยู่แล้ว

มุมมองจากคนใกล้ชิดและการเดินหน้าพรรคเพื่อไทย

ต้องยอมรับว่า คุณทักษิณเปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคมาโดยตลอด แต่ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น นายประเสริฐได้ชี้แจงว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีกรรมการบริหารพรรคที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือกลไกปกติของการทำงานทางการเมืองที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์มีดังนี้:

  • การปรึกษาเรื่องงานในอนาคต: นายประเสริฐมองว่าการไปขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์สูงอย่างคุณทักษิณเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ทำได้
  • ความเชื่อมั่นในองค์กร: มั่นใจว่าโครงสร้างของพรรคปัจจุบันมีความเข้มแข็งและสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง
  • ความยินดีร่วมกัน: บรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่นหลังจากได้รับทราบข่าวดีนี้

ท้ายที่สุด การที่ “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในฐานะผู้อาวุโส แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพในการแยกบทบาทหน้าที่ให้คนในพรรคได้ทำงานตามกลไกที่ได้วางไว้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์แบบพี่น้องและความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ยึดเหนี่ยวใจคนในพรรคเพื่อไทยไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

“พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ดีใจที่สุดของครอบครัว

“พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ดีใจที่สุดของครอบครัว

เป็นข่าวที่สร้างความตื้นตันใจให้กับครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยทางด้าน น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยอาการน้ำตาคลอถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

เปิดใจ พินทองทา ชินวัตร กับวินาทีได้รับข่าวดี

น.ส.พินทองทา ได้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากทราบข่าวว่า “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ โดยเธอกล่าวว่ารู้สึกดีใจแทนคุณพ่อและดีใจแทนครอบครัวเป็นที่สุด เพราะการได้รับอิสรภาพในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนาน เมื่อถามถึงบรรยากาศในครอบครัว เธอเผยว่าพี่น้องได้มีการพูดคุยกันด้วยความตื้นตันใจ และรู้สึกได้ว่าคุณพ่อมีความสบายใจมากขึ้น ซึ่งสำหรับลูกๆ แล้ว นี่ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดและเป็นที่สุดของครอบครัวแล้วอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากเรื่องของอิสรภาพแล้ว หลายคนยังให้ความสนใจกับชีวิตประจำวันของอดีตนายกฯ ต่อจากนี้ โดย น.ส.พินทองทา ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นอยู่ว่า

  • คุณพ่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านเป็นหลัก
  • มีหลานๆ ทั้ง 7 คนแวะเวียนมาหาอย่างหนาแน่น ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเงียบสงบ
  • ครอบครัวยังคงยึดมั่นในการทำบุญอย่างต่อเนื่อง
  • ในอนาคตคาดว่าจะสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนการเดินทางหรือการฉลองนั้น ทางครอบครัวยังไม่ได้มีการวางแผนอะไรเป็นพิเศษ เพราะต้องการรอขั้นตอนทางกฎหมายให้เรียบร้อยอย่างเป็นทางการก่อน

การที่ “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสายใยความผูกพันที่แน่นแฟ้นของครอบครัวชินวัตรได้เป็นอย่างดี ซึ่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนในครอบครัวไว้ด้วยกันก็คือความรักและความหวังดีที่มีให้กันเสมอมา

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากที่ “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ แล้ว จะมีทิศทางอย่างไรต่อ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความสุขของคนในครอบครัวที่ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว

ที่มา – “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ บอกดีใจกับคุณพ่อ ดีใจกับครอบครัว ที่สุดของลูกๆ แล้ว

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างจับตามอง เมื่อนายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะเดินหน้าติดตามกรณี วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้จะกลับคืนสู่คลังของประเทศไทยตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างถูกต้อง ซึ่งภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ถึงสำคัญต่อภาษีประชาชน?

ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อนายวัชระได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ซึ่งระบุว่าเรื่องการจัดเก็บภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของกรมสรรพากร ทางกระทรวงการคลังจึงได้ส่งเรื่องต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยนายนายวัชระได้แสดงความขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้สั่งการให้มีการตอบหนังสืออย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นายวัชระยังคงยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตามทวงถามความคืบหน้าเรื่อง วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ต่อไปอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องเข้าสู่แผ่นดินให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากกรณีนี้นับเป็นเรื่องของความโปร่งใสในระบบภาษีอากรและกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • ความคืบหน้าจากกรมสรรพากร: ต้องรอฟังผลการพิจารณาว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการติดตามเงินภาษีดังกล่าว
  • การตรวจสอบของภาคประชาชน: บทบาทของนายวัชระถือเป็นตัวแทนในการกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างเต็มที่
  • ความเป็นธรรมตามกฎหมาย: การที่ศาลตัดสินแล้ว ทุกฝ่ายต้องเคารพและดำเนินการตามนั้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ในมุมมองของนักกฎหมายและสังคมทั่วไป มองว่ากรณีนี้เป็นตัวสะท้อนสำคัญถึงความเชื่อมั่นในระบบราชการ หากรัฐบาลสามารถจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นได้ด้วยความโปร่งใส ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอย่างเต็มภาคภูมิ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไม่มีใครที่อยู่เหนือกฎหมายได้ และทุกหยาดเหงื่อของภาษีอากรจะต้องถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดถึงในหน้าสื่อเท่านั้น

ที่มา – “วัชระ” ลั่นจะติดตามทุกเดือน ปมเก็บภาษี “ทักษิณ” จนกว่าประเทศจะได้ครบ 1.7 หมื่นล้าน

รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับกรณีการขอปลดกำไล EM ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ยืนยันชัดเจนว่าสถานะปัจจุบันของนายทักษิณนั้น รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM ตามเกณฑ์ที่กรมราชทัณฑ์กำหนดไว้

รายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาถอดกำไล EM

สำหรับการพิจารณาปลดกำไล EM ของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้น กรมราชทัณฑ์มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน โดยรัฐมนตรีได้อธิบายถึง 3 เงื่อนไขหลักที่ใช้ประกอบการพิจารณา ดังนี้:

  • ความเจ็บป่วย: กรณีที่ผู้ต้องขังมีอาการป่วยที่รุนแรงจนการสวมใส่อุปกรณ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง
  • การประกอบอาชีพ: กรณีที่การสวมกำไล EM เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำมาหากินสุจริตจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ
  • สภาพแวดล้อมทางกายภาพ: กรณีภูมิลำเนาไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือไฟฟ้าสำหรับชาร์จอุปกรณ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หน่วยงานดูแลอย่างเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพลย้ำว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีของนายทักษิณนั้น ยังไม่พบว่ามีสถานะใดที่เข้าข่ายเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อข้างต้น ดังนั้นการดำเนินการในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเท่าเทียมและโปร่งใสที่สุด นอกจากนี้ รัฐมนตรียังได้ยกตัวอย่างเคสที่ผ่านมาว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ได้รับการพิจารณาให้ปลดกำไล EM เนื่องจากสาเหตุเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้จริงตามข้อเท็จจริงในพื้นที่

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจอย่างมาก คำตอบคือเพราะ รุทธพล ยัน ทักษิณ ชินวัตร ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM เป็นการตอกย้ำถึงมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันภายใต้กรอบการดูแลของกระทรวงยุติธรรม โดยทุกขั้นตอนได้รับการพิจารณาผ่านคณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันข้อครหาและการใช้อำนาจที่อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลระดับใด หากไม่เข้าข่ายเกณฑ์การได้รับสิทธิพิเศษ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้อย่างเคร่งครัด นี่จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายไทยยังคงใช้บังคับได้อย่างเสมอภาคกันสำหรับทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ที่มา – “รุทธพล” รมว.ยุติธรรม ชี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เข้า 3 เงื่อนไขถอดกำไล EM

Scroll to top