ทีมไทยแลนด์

อนุทิน พา จ๋า ธนนนท์ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งล่าสุดได้สร้างสีสันด้วยการพาภริยาคนสวยอย่าง คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ไปร่วมในภารกิจนี้ด้วย ทำให้ภาพลักษณ์การทำงานดูผ่อนคลายและใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากขึ้นครับ

อนุทิน พา จ๋า ธนนนท์ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทินและคณะได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ ณ นครเฉิงตู โดยไฮไลท์สำคัญคือการที่ทีมงานได้พาคณะไปสัมผัสความน่ารักของน้องแพนด้าที่ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น หลังจากเสร็จสิ้นการชมแพนด้าแล้ว คณะเดินทางยังได้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าสามก๊กและวัดต้าฉือ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งเพื่อเตรียมทำภารกิจใหญ่ในวันถัดไป

เตรียมพบกับผู้นำระดับสูงของจีน

การที่ อนุทิน พา จ๋า ธนนนท์ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ โดยในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีระดับสูง จะเข้าพบ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือถึงความร่วมมือทางนโยบายและนวัตกรรมใหม่ๆ ของทั้งสองประเทศ

โดยคณะรัฐมนตรีที่สมทบภายหลัง ได้แก่:

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีท่านอื่นๆ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญในกรุงปักกิ่งด้วยครับ

สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ คณะของนายกฯ ยังเน้นไปที่การศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก เพราะการเยือนจีนครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดธุรกิจผ่านเครือข่ายระดับโลกอย่าง Huawei และ CP Center ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาประเทศไทยของเรา ถือเป็นภารกิจที่ตึงเครียดแต่ทว่าได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายอย่างแข็งขันจริงๆ ครับ

เรามาคอยลุ้นกันครับว่าผลการหารือระดับผู้นำในวันพรุ่งนี้ จะนำมาซึ่งข่าวดีอะไรบ้างให้กับคนไทย แต่บอกเลยว่าการที่ อนุทิน พา จ๋า ธนนนท์ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า ในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวภารกิจเยือนต่างประเทศได้อย่างนุ่มนวลและเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชนได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียวครับ

ที่มา – “อนุทิน” พา “จ๋า ธนนนท์” เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า ก่อนนำทีมครม. พบนายกฯ จีนพรุ่งนี้

นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงธุรกิจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนผ่านกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ณ นครเฉิงตู ประเทศจีน โดยย้ำว่า นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี อย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี

การเยือนจีนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” แต่ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้ภาคเอกชนไทย โดยมีซีอีโอระดับแถวหน้าของประเทศร่วมเดินทางกว่า 140 คน ทั้งในกลุ่มธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในทุกด้านเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า

ก้าวสำคัญสู่ตลาดโลกด้วยกฎหมายที่โปร่งใส

ในการแถลงวิสัยทัศน์ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าและบริการของไทยสามารถบุกตลาดจีนและตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA กับคู่ค้าทั่วโลก เพื่อสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

  • ผลักดันการเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรางและทางเรือ
  • สร้างมาตรการปราบปราม นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี
  • ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นคือการจัดการปัญหา “พ่อทิพย์” และ “นอมินี” ที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจในไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น รัฐบาลพร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยให้ถึงที่สุด เพื่อให้การค้าขายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ในฐานะทีมไทยแลนด์ รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นคนเปิดทาง ส่วนภาคเอกชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันภายใต้เป้าหมายเดียว ประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจด้านการส่งออกและดึงดูดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับนักลงทุนและผู้ผลิตไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่นานาชาติ

ที่มา – นายกฯ ลั่นรัฐบาลพร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี

ศุภจี บินด่วนเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ดันส่งออกเกษตร

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงนี้ นั่นคือการลงพื้นที่ของ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้นำทีมไทยแลนด์บินตรงสู่กรุงบรัสเซลส์ เพื่อเดินหน้าเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือศุภจี บินตรงกรุงบรัสเซลส์ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้าเกษตรโตระยะยาว ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความคืบหน้าสำคัญ: ศุภจี บินตรงกรุงบรัสเซลส์ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้าเกษตรโตระยะยาว

การเจรจาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยทั่วไป แต่เป็นการปูทางสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน การมีคู่ค้าที่เหนียวแน่นอย่างยุโรปจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรได้รับโอกาสมหาศาล โดยคุณศุภจีได้ย้ำว่าเป้าหมายหลักคือการสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนสำหรับทุกคน

โอกาสทองของสินค้าเกษตรไทยในตลาดยุโรป

เมื่อพูดถึงการส่งออก ภาคการเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญ เราพบว่าการเจรจาศุภจี บินตรงกรุงบรัสเซลส์ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้าเกษตรโตระยะยาว นั้นครอบคลุมประเด็นสำคัญถึง 7 ด้าน เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยัง EU ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเด็นที่ตกลงกันได้แล้ว เช่น เรื่องอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และระบบอาหารที่ยั่งยืน ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามอง

ปัจจุบันประเด็นที่อยู่ระหว่างการเร่งเจรจา ได้แก่:

  • กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า
  • มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)
  • การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
  • การเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่โดยเฉพาะการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทางภาครัฐจึงให้คำมั่นว่าจะเจรจาอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดของยุโรป หรือการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ในอนาคต หากเราสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่จะทำให้สินค้าไทยเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคชาวตะวันตกได้ง่ายขึ้น สำหรับเกษตรกรไทย นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องคุณภาพสินค้าและการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ทันครับ

ที่มา – “ศุภจี” บินตรงกรุงบรัสเซลส์ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ดันส่งออกสินค้าเกษตรโตระยะยาว

สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด

เชื่อว่าเกษตรกรหลายท่านคงกำลังติดตามข่าวสารเรื่องราคาปุ๋ยกันอย่างต่อเนื่องนะครับ ล่าสุดมีข่าวดีออกมาจากทางภาครัฐ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความมั่นใจเกี่ยวกับ สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรไทยสบายใจได้ว่าปีนี้เราจะมีปุ๋ยใช้เพียงพออย่างแน่นอน

สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งทางเรือจนทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ย แต่ล่าสุด สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด โดยมีการประสานงานกับ 3 สมาคมปุ๋ยหลักของประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและกระจายสินค้าเข้าสู่ไทยได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในตลาดมีความมั่นคงมากขึ้น และไม่มีสัญญาณการขาดแคลนในขณะนี้

มาตรการดูแลราคาและลดต้นทุนเกษตรกร

นอกจากเรื่องปริมาณแล้ว ภาครัฐยังได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม ได้แก่:

  • ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ
  • การติดตามสถานการณ์ร้านค้าเพื่อป้องกันการกักตุนหรือจำหน่ายปุ๋ยเกินราคาอย่างเข้มงวด
  • วางแผนระยะกลางผ่านโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” เพื่อใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด
  • ประสานความร่วมมือกับแหล่งผลิตสำคัญอย่างรัสเซียและจีน เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยหากสถานการณ์ตลาดโลกมีความผันผวน

ทางด้านอธิบดีกรมการค้าภายในยังได้ยืนยันว่า ปัจจุบันราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกในไทยค่อยๆ ปรับลดลงตามต้นทุนจริง สอดคล้องกับกลไกการตลาด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่าการที่ภาครัฐและภาคเอกชนทำงานบูรณาการกันแบบนี้เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากครับ เพราะการมีปุ๋ยในราคาที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตรให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดพบร้านค้าจำหน่ายสินค้าเกินราคา สามารถแจ้งร้องเรียนไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไทยทุกคน

ที่มา – “ศุภจี” ชี้ สถานการณ์ปุ๋ยปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น “ทีมไทยแลนด์” เกาะติดสถานการณ์ต่อเนื่อง

สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เน้นเชิงรุก

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญในแวดวงการเมืองไทยกันนะคะ สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 ที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบไร้ระเบียบ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้แชร์วิสัยทัศน์นี้ในการบรรยายที่กระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ท่านเล่าว่าตัวเองเคยคิดว่าจะเกษียณแล้ว แต่กลับมารับตำแหน่งนี้อีกครั้ง และพร้อมนำทีมขับเคลื่อนการทูตเชิงรุก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0

วิสัยทัศน์นี้เน้นการทูตเชิงรุก หรือ Proactive Diplomacy ซึ่งต่างจากการทูตแบบเก่าที่อาจจะรับมือแบบวันต่อวัน ท่านสีหศักดิ์ชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลมีเสถียรภาพจากเลือกตั้งที่มั่นคง ทำให้มีโอกาสดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ดี โลกยุคนี้ไม่แน่นอน ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน วางแผนไปสู่เป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

หลักการ 4 ข้อของการทูตเชิงรุก

มาดูกันว่าการทูตเชิงรุกที่ท่านสีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 มีหลักการอะไรบ้าง เป็นแบบนี้เลยค่ะ:

  • มียุทธศาสตร์ (Strategic): ไม่ใช่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน ต้องมีแผนชัดว่าจะไปทางไหน เป้าหมายอะไร
  • รวดเร็วทันท่วงที: สถานการณ์เปลี่ยนไว เช่น วิกฤตตะวันออกกลาง กระทรวงฯ ตั้งวอร์รูมติดตาม 24 ชม. ดูแลคนไทยและผลกระทบ
  • เอกภาพ: ไม่ใช่กระทรวงฯ อย่างเดียว หลายหน่วยต้องร่วมมือ เช่น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องทีมไทยแลนด์
  • สื่อสารโปร่งใส: ในยุคประชาธิปไตย ต้องบอกประชาชนว่าทำอะไร เกี่ยวข้องยังไงกับชีวิตประจำวัน

ฟังดูดีใช่มั้ยคะ? ท่านเน้นว่าความเป็นจริงของโลกไม่ได้สวยงาม ต้องเจอปัญหาเร่งด่วนทุกวัน แต่ไม่ลืมเข็มทิศระยะยาว

รับมือปัญหาเร่งด่วน: ไทย-กัมพูชา และวิกฤตตะวันออกกลาง

ปัญหาแรกที่ท่านหยิบยกคือชายแดนไทย-กัมพูชา มีหยุดยิงแล้ว แต่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง อยู่ร่วมกันให้ได้ แม้กัมพูชาจะยังไม่พร้อมคุยจริงจัง แต่ไทยพร้อมเสมอ

ส่วนวิกฤตตะวันออกกลาง หลายคนสงสัยว่าทำไมไทยวางตัวเงียบๆ ท่านสีหศักดิ์อธิบายว่าต้องวางตัวพอดี ไม่เยอะเกิน ไม่น้อยเกิน ไทยไม่เห็นด้วยกับสงคราม ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องคำนึงผลประโยชน์ตัวเอง โดยเฉพาะความปลอดภัยคนไทย และตอนนี้ยังมีเรือสินค้าของไทยติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซอีก 6 ลำ เป็นปุ๋ย ปิโตรเลียม และก๊าซ!

จุดยืนไทยคือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ ต้องรักษาสมดุล ดึงทุกฝ่ายมาสร้างสันติภาพ เพิ่มทางเลือกให้ตัวเอง และเสริมบทบาทอาเซียนให้เข้มแข็ง

การทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ ยังเน้นการทูตเศรษฐกิจ การทูตมนุษยธรรม รับมือโรคระบาด ภัยพิบัติ สแกมออนไลน์ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการต่างประเทศมีประโยชน์จริงๆ จับต้องได้ และไทยต้องมีบทบาทในเวทีโลก สร้างระเบียบใหม่ที่ประเทศเล็กมีเสียงด้วย เพื่อคนรุ่นหลัง

สรุปแล้ว สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 คือการทูตครอบคลุมทุกมิติ ทีมไทยแลนด์ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ เพื่อให้ไทยยืนในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยจะรับมือโลกยุคใหม่ได้ดีขึ้น ถ้าทำได้จริงจะช่วยเศรษฐกิจและความมั่นคงของเรามาก ลองคิดดูสิ ถ้าเรามีการทูตเชิงรุกแบบนี้ ปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายเร็วขึ้นแน่ๆ

คุณคิดยังไงกับวิสัยทัศน์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองอัปเดตนะคะ!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เน้นเชิงรุก-วางตัวพอดีกับวิกฤตตะวันออกกลาง

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

“เอกนิติ” ถกทีมไทยแลนด์ เดินหน้าดีลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ ย้ำชัดแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้า คงเป้าเดิมปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่า เมื่อเช้า (17 พ.ย.68) ได้มีการประชุมนอกรอบทีมไทยแลนด์ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจา ยืนยันจะยังคงเดินหน้าการเจรจาตามกรอบเดิม และยังมีเป้าหมายปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและหลักการที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน คาดว่าประเด็นภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้

สำหรับประเด็นสำคัญที่ไทยยืนยันกับสหรัฐฯ คือ “การแยกเรื่องการเมืองออกจากประเด็นการค้าอย่างเด็ดขาด” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องนี้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า การพูดคุยของผู้นำทั้งสองประเทศถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า

“ท่านนายกฯ ได้ย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เรื่องการเมืองและเรื่องการค้าเป็นคนละเรื่องกัน และสหรัฐฯ ก็รับหลักการนี้อย่างชัดเจน” นายเอกนิติกล่าว

ในส่วนของเอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านี้นั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR ในฝั่งของไทย เราจะเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สำหรับการเตรียมแผนสำรอง นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศเป็นอันดับแรก เช่น การกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดี มีคืน” รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ส่วนการขยายตลาดส่งออกใหม่ ไทยยังคงดำเนินการเจรจากับตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ การเจรจาที่เป็นไปในทิศทางบวกกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความตั้งใจที่จะขยายโอกาสทางการค้าร่วมกัน

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

การที่รัฐบาลไทยตั้งเป้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การเจรจาที่แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า ถือเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปิดดีลการค้า ไทย-สหรัฐฯ

การปิดดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การปิดดีลการค้ายังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าได้อย่างราบรื่น

การสนับสนุนจากภาครัฐก็มีความสำคัญเช่นกัน รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาเทคโนโลยี และอบรมบุคลากร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

การที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เกิดข้อตกลง ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา

โดยรวมแล้ว การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 “เอกนิติ” ชี้ผู้นำสหรัฐฯ รับหลักการ “ไม่โยงการเมือง”

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

Scroll to top