ทําเนียบรัฐบาล

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียม

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียมระดับโลก

ต้อนรับเดือนมิถุนายนที่เป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือ Pride Month อย่างยิ่งใหญ่! ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Road to Bangkok WorldPride 2030 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ โดยนายกฯ ได้ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์และย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเสมอภาคให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม

พลังแห่งความร่วมมือกับ Road to Bangkok WorldPride 2030

ความน่าสนใจของกระแส Road to Bangkok WorldPride 2030 ในปีนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่มีการขยายผลความร่วมมือไปยังระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีจังหวัดเข้าร่วมถึง 57 จังหวัดและอีก 1 เมือง สะท้อนให้เห็นว่ากลไกท้องถิ่นตื่นตัวและพร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกเหนือจากการติดเข็มกลัดเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนแล้ว การเคลื่อนไหวของรัฐบาลผ่านโครงการนี้ยังมุ่งเน้นไปที่:

  • การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกันทุกเพศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกในด้านความตระหนักรู้ถึงความหลากหลาย
  • การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศเพื่อรองรับกิจกรรม Pride Month

การจัดงาน WorldPride ถือเป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม หากเราสามารถทำโครงการ Road to Bangkok WorldPride 2030 ให้ประสบความสำเร็จได้จริง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

ในฐานะประชาชน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้นจากการเปิดใจ ยอมรับความแตกต่าง และสนับสนุนความเท่าเทียมในชีวิตประจำวัน ความหลากหลายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือสีสันที่จะทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและน่าอยู่ขึ้นอย่างแท้จริง มาเป็นกำลังใจให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีระดับโลกในปี 2030 ไปด้วยกันครับ

ที่มา – นายกฯ หนุน “Road to Bangkok WorldPride 2030” ชูพลังความเท่าเทียมทางเพศ

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจในแวดวงการทูต เมื่อคุณแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยทางออสเตรเลียได้ชื่นชมความก้าวหน้าของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด ซึ่งถือเป็นผลงานที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากมิตรประเทศอย่างออสเตรเลีย

ก้าวสำคัญสู่อนาคตพลังงานสะอาด

ประเด็นที่เน้นย้ำเป็นพิเศษจากการที่ ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน คือเรื่อง Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไทยและออสเตรเลียต่างเห็นตรงกันว่านี่คือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปถึงผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ของท่านทูตแอนเจลา ความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียมีความแน่นแฟ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้าน:

  • การกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการฝึกทางทหารรูปแบบใหม่
  • การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการปฏิรูปกฎหมายและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการลงทุน
  • การส่งเสริมมาตรฐานการบริหารประเทศให้เข้าสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ OECD

ท้ายที่สุด การเข้าพบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกล่าวลา แต่มันคือนิมิตหมายอันดีของการสานต่อมิตรภาพที่ยั่งยืน ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปิดประตูโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดที่เป็นเทรนด์โลกอยู่ในขณะนี้ครับ

ที่มา – ทูตออสเตรเลีย เข้าพบ นายกฯ อนุทิน อำลาตำแหน่ง เห็นพ้องร่วมมือด้านพลังงาน

นายกฯ ต้อนรับ ปธน.เวียดนาม นำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ หารือความร่วมมือรอบด้าน

นายกฯ ต้อนรับ ปธน.เวียดนาม นำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ หารือความร่วมมือรอบด้าน

เป็นภาพที่น่ายินดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ให้การต้อนรับ นายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรให้แนบแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

บรรยากาศการเยือนและการหารือความร่วมมือรอบด้าน

สำหรับการเดินทางมาเยือนของผู้นำเวียดนามในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ โดยมีการนำตรวจสอบแถวกองทหารเกียรติยศ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและความสำคัญที่ไทยมอบให้กับพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ นายกฯ ต้อนรับ ปธน.เวียดนาม นำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ หารือความร่วมมือรอบด้าน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ไปจนถึงความมั่นคงในระดับภูมิภาค

นอกเหนือจากพิธีการที่สง่างามแล้ว หัวใจสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการมองไปข้างหน้า โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในระดับโลกและภูมิภาค พร้อมตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ นี่คือกลยุทธ์สำคัญเมื่อ นายกฯ ต้อนรับ ปธน.เวียดนาม นำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ หารือความร่วมมือรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยและเวียดนามจะเติบโตไปพร้อมๆ กันในฐานะคู่ค้าที่แข็งแกร่ง

ในการหารือเต็มคณะครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมมากมาย ทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงของไทย และคณะผู้แทนระดับสูงจากเวียดนาม สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือความตั้งใจที่แน่วแน่ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป้าหมายหลักที่ต้องจับตามองต่อจากนี้มีดังนี้:

  • การขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น
  • การกระชับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
  • การสร้างเครือข่ายความมั่นคงและความร่วมมือในระดับภูมิภาคให้เข้มแข็ง
  • การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเพื่อสานสัมพันธ์ประชาชนกับประชาชน

ท้ายที่สุด การเยือนของประธานาธิบดีเวียดนามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพิธีการ แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวเดินไปพร้อมกับเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุกเช่นนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะคนไทยควรติดตามและสนับสนุนความคืบหน้าของความร่วมมือนี้ต่อไปครับ

ที่มา – นายกฯ ต้อนรับ ปธน.เวียดนาม นำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ หารือความร่วมมือรอบด้าน

นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

เป็นข่าวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมีรายงานว่านายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ในวันที่ 27-28 พฤษภาคมนี้ โดยการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในฐานะเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด

การเยือนไทยของประธานาธิบดีโต เลิม ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการกระชับมิตรภาพทั่วไป แต่เป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ภายใต้วาระพิเศษที่สำคัญมาก นั่นคือการฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการยกระดับความร่วมมือสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership – CSP) อย่างเป็นรูปธรรม

เหตุใดการมาเยือนของผู้นำเวียดนามครั้งนี้จึงพิเศษ?

นับว่าน่าสนใจมากที่ผู้นำเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เดินทางเยือนในฐานะประธานาธิบดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยและเวียดนามให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับภูมิภาคอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราดูจากกำหนดการที่นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมหลายประเด็นร้อนที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าผ่านยุทธศาสตร์ Three Connects
  • การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างสองประเทศ
  • การจัดงาน Thailand – Viet Nam Business Forum ให้ภาคเอกชนร่วมเจรจาหาทางออกและลดอุปสรรคทางธุรกิจ
  • การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน

ทางด้านบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ มีการเตรียมการต้อนรับอย่างสมเกียรติ พร้อมประดับธงชาติไทยและเวียดนามเพื่อต้อนรับท่านประธานาธิบดีและภริยาอย่างอบอุ่น ซึ่งภาพลักษณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะใช้โอกาสนี้นำพาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน การที่นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม ถกการค้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบ Win-Win ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนของทั้งสองชาติได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของบทใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม ที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงคู่ค้าปกติ สู่การเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการหารือในครั้งนี้จะเห็นเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างแน่นอน มาร่วมติดตามการแถลงข่าวร่วมกันได้ที่ทำเนียบรัฐบาลในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – นายกฯ เตรียมต้อนรับ ปธน.เวียดนาม เยือนไทย 27-28 พ.ค. ถกการค้า-ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

เชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันดีว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จหลังจากใช้มาตรการ 3 มิติ เชื่อมโยง SME D Bank เข้ากับผู้ประกอบการ จนส่งผลให้เกิดตัวเลขที่น่าประทับใจภายในเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ของท่านรัฐมนตรีวราวุธ ส่งผลให้บรรดาเอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นมาก โดยตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่ามีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 41,481 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน

รายละเอียดเจาะลึก 3 มิติในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน นั้นมีการทำงานอย่างไรบ้าง เราขอนำสรุปข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจมาฝากครับ:

  • มิติการเข้าถึงแหล่งทุน: เน้นการปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย โดยเฉพาะสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” ที่กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • มิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ใช้มาตรการ “3 ลด” ทั้งลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด เพื่อพยุงกิจการให้ยังคงสถานะต่อไปได้
  • มิติการยกระดับศักยภาพ: มีการจัดอบรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการ Upskill และ Reskill ได้ทันกับโลกยุคใหม่

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมมาตรการนี้ถึงเห็นผลเร็ว คำตอบคือความเข้าใจในปัญหาแบบตรงจุดของ SME D Bank ที่เน้นความผ่อนปรนแต่ยังคงความปลอดภัยทางการเงินเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์น่าสนใจอย่าง สินเชื่อ SME Green Productivity ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรถ EV ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์โลกในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม

ในฐานะผู้ประกอบการ หากคุณกำลังมองหาแหล่งทุนที่พร้อมจะเติบโตและปรับตัวไปกับคุณ ผมแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก SME D Bank เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจไทยยั่งยืนในระยะยาว และหากการสนับสนุนนี้ยังเดินหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – “วราวุธ” ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank เห็นผลในเดือนครึ่ง พาเอสเอ็มอี เข้าถึงทุนทะลุ 9 พันล้านบาท

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทย นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อรับมือกับการย้ายฐานการผลิตเข้าอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่ต้องเร่งดึงดูดนักลงทุนผ่านนโยบายเชิงรุก รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชนในกิจกรรม “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เปิดเผยผลการประชุมที่เห็นพ้องกันว่าวิกฤตนี้คือโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน รับลูกข้อเสนอ 6 ด้าน

นายกรัฐมนตรีรับข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ชุดย่อยในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และดึงดูดการลงทุนมูลค่ามหาศาลเข้าประเทศ ข้อเสนอเหล่านี้ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปราบปรามคอร์รัปชัน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

รายละเอียดข้อเสนอ 6 ด้านจากภาคเอกชน

  • 1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด: เน้นทรัพยากรน้ำรองรับเกษตรกรจากเอลนีโญ พลังงานโซลาร์เซลล์ และ Smart Grid เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
  • 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้วย AI: พัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล Upskilling เพื่อเตรียมพร้อมรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0
  • 3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน: โฟกัส Wellness Tourism ดิจิทัล เกษตรสมัยใหม่ Data Center Cloud และ Semiconductor สนับสนุนธนาคารไทยเป็น Regional Financial Hub ผ่านการควบรวมธุรกิจ
  • 4. ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน: เร่งใบอนุญาต จัดการที่ดินสาธารณะ ชื่นชม BOI Fast Pass ที่ดึงลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทในไตรมาส 4
  • 5. จัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชัน: สร้างความเชื่อมั่นให้ инвесторต่างชาติด้วยมาตรการรูปธรรม
  • 6. ดูแลเงินเฟ้อและ SMEs: ควบคุมราคาและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยจากผลกระทบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 4T ได้แก่ Target (เป้าหมายชัดเจน), Transition (เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด), Transform (ปฏิรูปทักษะมนุษย์) และ Together (รัฐ-เอกชนร่วมมือ) โดยเน้น PPP ที่เอกชนนำ รัฐสนับสนุน รวมถึงพัฒนาท่าเรือระนองและรถไฟ Missing Link ชุมพร-ระนอง เพื่อเสริมจุดแข็งอาเซียน

โอกาสเศรษฐกิจไทยจากนโยบายนี้

นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 โดยเฉพาะการดึง Supply Chain จากจีนและเวียดนามมาที่ไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและแรงงานคุณภาพสูง ในยุคที่ AI และพลังงานสะอาดเป็นเทรนด์โลก รัฐบาลยังไม่ละเลยปัญหาเร่งด่วนอย่างเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และ SMEs ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวเร็ว

การดำเนินการผ่าน กรอ. จะทำให้ข้อเสนอเอกชนกลายเป็นรูปธรรม ลดเวลาลงทุน เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับ GDP การลงทุนในพลังงานสะอาดจะช่วยลดคาร์บอน ตอบโจทย์ ESG ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการ ขณะที่ AI จะสร้างงานใหม่นับล้านตำแหน่ง นี่คือโอกาสที่ไทยไม่ควรพลาด

สุดท้าย การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงเอกชนจริงjัง สร้างความเชื่อมั่นให้ инвестор หากดำเนินต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียนอย่างแท้จริง คุณคิดว่านโยบายไหนจะให้ผลมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเศรษฐกิจล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ สั่งตั้ง กรอ.ชุดย่อย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมรับลูกข้อเสนอ 6 ด้านเอกชน

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เป็นประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนถึงการหารือที่ยาวนานกับเหล่าผู้ประกอบการชั้นนำของไทย การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดา แต่เต็มไปด้วยสาระสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีและผู้ประกอบการภาคเอกชนชั้นนำ ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) หลังจากการหารือเรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยนานกว่า 2 ชั่วโมง นายกฯ เดินลงมาพร้อมนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบรรยากาศการหารือ นายกฯ ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “โอ้โห คิดดูสิ คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” และเมื่อถามย้ำ นายกฯ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “หูชาเลย” คำพูดนี้สะท้อนถึงความเข้มข้นและจริงจังของการสนทนา ที่เหล่าบิ๊ก CEO หรือเจ้าสัวชื่อดังไม่ได้มาเพื่อสุนทรียสนทนา แต่มาพร้อมข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม

รายละเอียดการหารือและแบบสอบถามจากภาคเอกชน

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ โดยถามถึงมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากให้รัฐบาลยุติ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจวางกรอบนโยบายในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อพิเศษคือ หากให้สื่อสารกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว 1 นาที จะบอกอะไร? ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้ภาคเอกชนได้ระบายความในใจอย่างตรงไปตรงมา

ตัวอย่างประเด็นที่อาจถูกหยิบยก เช่น นโยบายภาษีที่ซับซ้อน ระเบียบ行政ที่ล่าช้า หรืออุปสรรคในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฟังเสียงจากภาคเอกชนระดับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงว่ารัฐบาลยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความเห็นจากผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

  • การพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ
  • ข้อเสนอแนะนโยบายที่ควรปรับปรุงหรือยุติ
  • ความเห็นส่วนตัวต่อนายกรัฐมนตรี
  • แนวทางส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรม

หลังการประชุม นายกฯ ยังมีโมเมนต์น่ารักเมื่อเดินกลับตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด โดยปล่อยมุก “ควงสาว” กับผู้สื่อข่าว สร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน

ความสำคัญของการหารือครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจไทย

นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับการรับฟังภาคเอกชน ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 และเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าโลก การนำความเห็นจาก CEO ชั้นนำมาปรับนโยบาย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

จากข้อมูลล่าสุด เศรษฐกิจไทยโต 2.5% ในไตรมาสแรก แต่ยังต้องเร่งเครื่องในด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากรัฐบาลนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริง จะช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การหารือแบบนี้ควรจัดบ่อยๆ เพื่อให้รัฐและเอกชนเดินไปด้วยกัน คุณล่ะคิดอย่างไร? คิดว่านโยบายไหนที่ภาคเอกชนอยากให้ยุติมากที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะ

ที่มา – นายกฯ เผยคุย 2 ชั่วโมงกว่าวงเจ้าสัว ถึงกับหูชา คนระดับนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว CEO ร่วมดินเนอร์รัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเศรษฐกิจที่น่าติดตามมากๆ เลยนะ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ งานนี้จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรี เชิญเหล่าผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนกว่า 34 ท่าน มาร่วมวง “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อหาแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยกันแบบใกล้ชิด เหมือนดินเนอร์เพื่อนฝูงเลยครับ

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

งานนี้ไม่ใช่แค่กินข้าวเย็นธรรมดา แต่เป็นเวทีสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้ชงไอเดียเด็ดๆ ให้รัฐบาลฟัง เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ 10 กลุ่ม มาดูกันครับว่ารายชื่อเหล่าเซียนธุรกิจคนไหนบ้างที่มาร่วม

รายชื่อจาก 3 สถาบันหลัก กกร. และสภาท่องเที่ยว

  • นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
  • นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กลุ่มนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจเลยครับ หอการค้า สอ. สมาคมธนาคาร และท่องเที่ยว จะช่วยชี้ทิศทางใหญ่ๆ ให้รัฐบาล

กลุ่มสถาบันการเงิน

  • นายชาติศิริ โสภณพนิช (ส่งตัวแทน) ธนาคารกรุงเทพ
  • น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ธนาคารกสิกรไทย
  • นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งสามแห่งนี้ ถ้าชงเรื่องสินเชื่อหรือเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลต้องฟังแน่นอน

กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหาร

  • นายธนินท์ เจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
  • นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ เบทาโกร
  • นายฐาปน สิริวัฒนภักดี (ส่งตัวแทน) ไทยเบฟ
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ สยามคูโบต้า

เกษตรและอาหารคือฐานเศรษฐกิจไทย การพัฒนาที่นี่จะช่วยเกษตรกรและส่งออกได้มาก

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงาน

สำหรับอิเล็กทรอนิกส์: นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ เดลต้า, นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ซีเกท

ยานยนต์: นายกลินท์ สารสิน โตโยต้า, นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ ฮอนด้า, นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ เกรทวอลล์, และสยามคูโบต้าอีก

พลังงาน: นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กัลฟ์, นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ปตท., นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บางจาก

กลุ่มเหล่านี้คืออนาคต EV พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยต้องเร่ง

กลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญ

  • โรงแรม: นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์, บริษัทดุสิตธานี
  • สุขภาพ: แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ BDMS
  • ก่อสร้าง: น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช, ปูนซิเมนต์ไทย, ช.การช่าง
  • อสังหาฯ: น.ส.จรีพร จารุกรสกุล WHA
  • SMEs: นายณพพงศ์ ธีระวร
  • ค้าปลีก: นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล เซ็นทรัล, น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช เดอะมอลล์
  • สินค้าอุปโภค: นายเวทิต โชควัฒนา สหพัฒน์, น.ส.ดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล สหยูเนี่ยน, นายทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล, นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ดับเบิ้ลเอ

เห็นรายชื่อแล้วตื่นเต้นเลยครับ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ แบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลจริงจังกับการฟังเสียงเอกชน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างชาติ การลดภาษี หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การรวมหัวกันครั้งนี้ น่าจะนำไปสู่มาตรการเด็ดๆ ในอนาคต

ในมุมผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณดีมากสำหรับนักลงทุนและประชาชน เพราะถ้าเจ้าสัวใหญ่ๆ อย่างคุณธนินท์ คุณสารัชถ์ หรือคุณทศ มาร่วม ชงไอเดียแล้วรัฐฟัง ไทยเราจะก้าวกระโดดได้แน่นอน คุณคิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดวางยาทางการเมือง ปม 8 กิจการต่างด้าว

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับกับเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโซเชียล หลังจากที่ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ได้รับตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เธอได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนว่า ไม่มีเรื่องการวางยาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารเท่านั้น

“ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว

เช้าวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 (หมายถึง 2567 นะครับ ไม่ใช่ 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “พี่ดา” ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 7.56 น. เพื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิและศาลตายาย เพื่อเสริมสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่นี้ ดูเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลยนะครับ แสดงให้เห็นถึงความเคารพในประเพณีไทยแท้ๆ

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ คุณภัทร์ดารัสมิ์ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องปมแถลงข่าวเมื่อวานที่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และหลักการร่างกฎกระทรวงที่กำหนดให้ 8 กลุ่มธุรกิจของคนต่างด้าวไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจนั้น ไม่ใช่การวางยาทางการเมืองแน่นอน เธอได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว และได้รับคำแนะนำให้ระวังในการสื่อสารมากขึ้น

ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าวคืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันหน่อยครับว่าปมนี้เกิดอะไรขึ้น มติครม.ที่แถลงไปคือการปรับปรุงกฎหมายเก่า พ.ศ. 2542 เพื่อปลดล็อก 8 กลุ่มกิจการที่คนต่างด้าวจะสามารถทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรี เช่น การค้าส่งค้าปลีกบางประเภท การให้บริการด้านไอที การศึกษา หรือการท่องเที่ยวบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาคือการพาดหัวข่าวและเนื้อหาการแถลงที่คลาดเคลื่อน ทำให้หลายคนตีความว่าปล่อยให้ต่างชาติมาครองธุรกิจไทยหมด สร้างกระแสวิจารณ์หนัก

คุณภัทร์ดารัสมิ์ยอมรับว่าอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปเนื้อหาและพาดหัวข่าว โดยเฉพาะเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะมาก เธอสัญญาว่าหลังจากนี้จะระมัดระวังมากขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามรายละเอียดจริงๆ จากเอกสาร官方 ไม่ใช่แค่ headline นะครับ นี่เป็นบทเรียนดีๆ สำหรับทีมสื่อสารของรัฐบาลเลย

ตำแหน่งใหม่ของภัทร์ดารัสมิ์ รับผิดชอบอะไรบ้าง?

ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณภัทร์ดารัสมิ์จะดูแลเรื่องประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบ โดยเฉพาะการสื่อสารนโยบายรัฐบาลว่าจะเดินหน้าไปอย่างไรให้ชัดเจน ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ โดยตรงเรื่องปมนี้ แต่เชื่อว่าทุกคนเข้าใจกันดี ตำแหน่งนี้สำคัญมากในยุคที่ข่าวปลอมลามทั่ว ต้องสื่อสารให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้น่าจะเป็นแค่ความผิดพลาดเล็กน้อยในระบบ ไม่ใช่เกมการเมืองใหญ่โตอย่างที่บางคนคาดเดา การปลดล็อก 8 กิจการนี้จริงๆ แล้วมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ต้องมีเงื่อนไขคุ้มครองคนไทยให้ดี เช่น ห้ามต่างชาติถือหุ้นเกินกำหนด หรือต้องจ้างแรงงานไทย比例หนึ่ง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารทางการเมืองในไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวแพร่กระจายเร็วมาก ถ้าทำ headline ผิดนิดเดียวก็ปั่นกระแสได้ทั้งประเทศ คุณภัทร์ดารัสมิ์ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ น่าจะเป็นคนเหมาะสมเพราะมีประสบการณ์จากพรรคเพื่อไทย และดูเป็นคนตรงไปตรงมา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น พรรคเพื่อไทยจะจัดการกับกระแสต่อต้านนโยบายนี้อย่างไร หรือจะมีแถลงชี้แจงเพิ่มเติมไหม คงต้องติดตามต่อไปครับ

  • ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับตำแหน่งใหม่: เสริมบุญบารมี
  • ยืนยันไม่วางยา: คลาดเคลื่อนจากการสื่อสาร
  • 8 กิจการต่างด้าว: ปลดล็อกเพื่อเศรษฐกิจ แต่ต้องระวัง
  • บทบาทใหม่: ประชาสัมพันธ์กระทรวงเพื่อไทย

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะปรับปรุงการสื่อสารให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีมุมมองเกี่ยวกับ “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ช่วยกันวิเคราะห์ข่าวให้ตรงประเด็นมากขึ้น!

ที่มา – “ภัทร์ดารัสมิ์” ปัดถูกวางยาทางการเมือง ปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการต่างด้าว

Scroll to top