ธรรมนัส พรหมเผ่า

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ส่งกำลังใจวิกฤตเศรษฐกิจ

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มาถึงแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความชุ่มฉ่ำ และการรวมญาตินี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกอวยพรแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน ด้วยข้อความอบอุ่นที่สะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะ “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ

“ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์ พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า เทศกาลนี้เป็นช่วงเวลามงคล เป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ การกลับบ้านไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีไทยที่งดงามมาอย่างยาวนาน เขาขอส่งความปรารถนาดีให้ประชาชนทุกคน มีความสุข ความอบอุ่น และปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกท่านถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพ ไม่มีอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาคุณภาพกับคนที่รัก

วิกฤตค่าครองชีพที่ยังคงรุมเร้า

อย่างไรก็ตาม ในคำอวยพรดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้อย่างหนักหน่วง นั่นคือวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามรายจ่าย ทำให้หลายครอบครัวต้องแบกรับภาระหนัก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน

  • ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่ผันผวน
  • สินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้ในบ้าน ที่แพงขึ้น
  • รายได้เฉลี่ยที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย
  • ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

“แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอย่างหนักแน่น

กำลังใจสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤต

คำกล่าวอวยพรนี้ไม่เพียงเป็นการส่งความสุขในวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้คนไทยทั้งชาติยืนหยัดสู้ต่อไปกับปัญหาเศรษฐกิจที่ท้าทาย “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน เคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายบทบาท ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน คำอวยพรนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า แม้เทศกาลจะมาพร้อมความสุข แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่กำลังเกิดขึ้น การรวมพลังของคนไทยทั้งชาติ การสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และการปรับตัวของแต่ละคน จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

ช่วงสงกรานต์นี้ ลองส่งกำลังใจให้กันและกัน สาดน้ำเล่นสนุก แต่ก็อย่าลืมวางแผนการเงินให้ดี คุณมีเคล็ดลับรับมือค่าครองชีพอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อส่งต่อกำลังใจนะครับ!

ที่มา – “ธรรมนัส” อวยพรวันสงกรานต์ ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ จากเหตุรถพ่วงพุ่งชนรถยนต์หลายคันบนถนนสายตาก–ลำปาง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

วันที่ 12 เมษายน 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อผู้ประสบอุบัติเหตุรถชนรุนแรง โดยมอบหมายให้ ดร.ปุ้ย เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.เขต 4 พรรคกล้าธรรม จังหวัดลำปาง รุดเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเด็กหญิงวัยเพียง 2 ขวบที่ต้องเผชิญชะตากรรมสุดเศร้า พ่อและแม่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 บนถนนสายตาก–ลำปาง ในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง รถพ่วงบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถยนต์หลายคันอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือพ่อและแม่ของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายรายที่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

รายละเอียดการเยี่ยมผู้บาดเจ็บจาก สส.เพ็ญภัค

ดร.เพ็ญภัค ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลเถินทันที เพื่อเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายที่กำลังรักษาตัวอยู่ รวมถึงเด็กหญิงวัย 2 ขวบ เธอเล่าว่า “ท่านธรรมนัส มีความห่วงใยผู้บาดเจ็บรวมถึงน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตเป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้ดิฉัน มาเยี่ยมผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรถชนดังกล่าวที่ รพ.เถิน ค่ะ ตอนนี้ที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ. มี 3 คน รวมน้อง 2 ขวบกว่า ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วย ตอนมาเยี่ยมน้องเพิ่งหลับไปค่ะ เพราะเมื่อคืนน้องไม่หลับ ร้องไห้ตลอด แต่ได้พบคุณป้าที่เป็นพี่สาวแม่น้อง มาเฝ้าปลอบใจน้อง และมีทีมแพทย์พยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด”

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ สส.เพ็ญภัค ช่วยติดตามคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยเธอจะประสานงานกับสถานีตำรวจเถินทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

อุบัติเหตุรถพ่วงบนถนนสายตาก-ลำปาง: สาเหตุและบทเรียน

อุบัติเหตุรถพ่วงชนรถยนต์หลายคันครั้งนี้ สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยรถพ่วงเสียการควบคุมก่อนพุ่งชนรถเก๋งและรถกระบะที่สัญจรไปมา ถนนสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่อภาคเหนือ มีปริมาณรถหนาแน่น โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ ผู้ขับขี่ควรระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตรวจสอบยานพาหนะให้พร้อม หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วเกินกำหนด และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • สาเหตุหลัก: รถพ่วงเบรกแตกหรือเสียการควบคุม
  • ผลกระทบ: ผู้เสียชีวิต 2 ราย ผู้บาดเจ็บ 3 ราย
  • มาตรการป้องกัน: เพิ่มป้ายเตือน จุดตรวจสอบรถบรรทุก

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยที่ยังต้องปรับปรุง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดและเพิ่มด่านตรวจรถบรรทุก เพื่อลดอุบัติเหตุซ้ำรอย

“ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ห่วงใยประชาชน การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงให้กำลังใจ แต่ยังช่วยผลักดันให้เกิดความยุติธรรมทางกฎหมาย

ในฐานะนักข่าวและนักเขียน เรามองว่าการเยี่ยมเยียนเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคุณมีประสบการณ์อุบัติเหตุทางถนนหรือเห็นด้วยกับมาตรการป้องกัน โปรดแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจราจร

ที่มา – “ธรรมนัส” มอบ สส.เพ็ญภัค รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ เด็กหญิง 2 ขวบ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” ฟื้นหนองหาร

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้า ได้อภิปรายวิจารณ์นโยบายการเกษตรของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยย้ำว่ารัฐบาลนำเสนอแต่เรื่องสวยหรูอย่าง AI บิ๊กดาต้า สมาร์ทฟาร์มมิ่ง แต่ละเลยปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางกระแสที่“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

นายสิรภพแสดงความผิดหวังต่อนโยบายเกษตรที่รัฐบาลประกาศ โดยชี้ว่าปัญหาหลักของเกษตรกรคือขาดที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ทุนทรัพย์ และติดหนี้สิน รัฐบาลแก้ปัญหาแค่พักหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ยั่งยืน “คำถามคือรัฐบาลกล้าทำจริงหรือไม่ เพราะต้องแตะโครงสร้างและเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน” เขากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน แต่รัฐบาลเน้นราคาขายมากกว่าต้นทุนชีวิตชาวบ้าน การช่วยเหลือแบบเหมาเข่งทั่วประเทศก็ล้มเหลว เพราะแต่ละพื้นที่ต่างเงื่อนไขกัน

ปัญหาหนองหาร: ตัวอย่างความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

นายสิรภพยกตัวอย่างจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหาร ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ตั้งถิ่นฐานมานาน พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ควรแก้ใน 5 ปี แต่ 85 ปีผ่านไป ปัญหายังค้างคา ชาวบ้านจากเจ้าของกลายเป็นผู้บุกรุก “ชาวบ้านรอเอกสารสิทธิ์จนตาย 2 รอบ ปัญหานี้เกิดทั่วประเทศ รัฐต้องจริงใจ”

ปัญหาวัชพืชในหนองหารกว่า 77,000 ไร่ รัฐใช้งบกำจัดปีละหลายสิบล้าน แต่ไม่สร้างมูลค่า เขาเสนอปลดล็อกผังเมือง สร้างโรงงานปุ๋ยจากวัชพืช ลดต้นทุนเกษตรกร

ยังเรียกร้องเร่งโครงการ “ชีวธรรมเวทย์นคร” พัฒนาหนองหารน้อยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังได้งบ 50 ล้านแต่ถูกแช่แข็งจากปัญหาการเมือง

กว๊านพะเยาโมเดล: แนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว

ทางออกที่นายสิรภพเสนอคือ“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร โดยให้รัฐบาลปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยพัฒนากว๊านพะเยาจนสร้างรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ฟื้นฟูหนองหารได้ทันที

  • ข้อดีของกว๊านพะเยาโมเดล: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
  • แก้ปัญหาน้ำและที่ดิน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดการใช้งบกำจัดวัชพืชโดยเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

นโยบายเกษตรต้องมองรากเหง้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู การนำกว๊านพะเยาโมเดลมาฟื้นหนองหารจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สรุปแล้ว รัฐบาลต้องกล้าทำจริงเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วได้ผล เพราะผู้รับผลคือเกษตรกรและชาวบ้าน

ความเห็นของเรา: แนวคิดนี้สมเหตุสมผล หากรัฐนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมภาคเกษตรอีสานได้ คุณคิดอย่างไรกับ “กว๊านพะเยาโมเดล” ในการฟื้นหนองหาร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ ต่อไป!

ที่มา – “สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

“ธรรมนัส” ส่งทีมขนของออกจากกระทรวงเกษตร

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการบ้านเมืองมาอัพเดทกัน “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตา เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในรัฐบาลใหม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่กำลังจะเข้ามาครับ

“ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทีมงานของตนเริ่มดำเนินการขนย้ายของใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานที่กระทรวงทันที ไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัสคนเดียว แต่รวมถึงนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่ง

รถบรรทุกขนของที่กระทรวงเกษตร

บรรยากาศหน้าห้องทำงานกระทรวงเกษตรคึกคักตั้งแต่เช้า มีรถบรรทุกและรถกระบะจากบริษัทขนส่งจอดรอรับงานถึง 6 คัน พนักงานขนย้ายค่อยๆ ลากของลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวต่างๆ เรียกได้ว่าเคลียร์ให้หมดจด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเจ้าของใหม่

ทีมงานกำลังขนของ

รายละเอียดการขนย้ายและการทำความสะอาด

นอกจากการขนของแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ห้องทำงานทุกห้องถูกเช็ดถู ไล่ฝุ่น ปรับปรุงให้พร้อมใช้งานทันที ภาพรวมคือทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพมาก

  • รถบรรทุกและกระบะ 6 คันจอดรอ
  • ทีมงานเริ่มขนตั้งแต่เช้า
  • ทำความสะอาดห้องทำงาน รอบกระทรวง
  • เตรียมรับรัฐมนตรีใหม่จากรัฐบาลอนุทิน
การทำความสะอาดกระทรวง
ภาพเพิ่มเติมการขนย้าย

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี้ สะท้อนถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการไทย หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนำ ได้รับกระทรวงเกษตรฯ มาดูแล ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญเพราะเกษตรกรไทยกว่า 30% ของประชากรอาศัยรายได้จากภาคเกษตร ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีจึงต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยมืออาชีพแค่ไหน ไม่ยื้อเยื้อ ไม่ติดค้าง ทำให้ระบบเดินหน้าได้ต่อเนื่อง คิดดูสิครับ ถ้าขนของช้า กระทรวงก็ล่าช้า เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ

ภาพบรรยากาศกระทรวง

ผลกระทบต่อนโยบายเกษตรในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเกษตรคนใหม่จะเข้ามานำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สนับสนุนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย ช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งเราจะติดตามให้ฟังต่อไปครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบเป็นกันเองได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังประชุมเพื่อลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลายเป็นจุดสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงหลักการและความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านพรรคนี้

“ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 09.50 น. ที่ห้องประชุม 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ได้ประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในสภา โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการโหวตนายกรัฐมนตรี

ในที่ประชุม ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำหลักการของพรรคอย่างชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมอยู่กันแบบพี่น้องในครอบครัว การตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะการโหวต ต้องมาจากมติร่วมกันของ ส.ส. ทั้ง 58 คน ห้ามแตกแถวเด็ดขาด หากมีความเห็นต่าง ให้ถกเถียงกันในห้องประชุมนี้เท่านั้น และเมื่อได้มติจากเสียงส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนต้องยืนเคียงข้างกันไปในทิศทางเดียวกัน นี่คือหัวใจสำคัญของพรรคที่ยึดมั่น

มติเอกฉันท์งดออกเสียงโหวตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรม

ผลจากการประชุม พรรคกล้าธรรมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ งดออกเสียง ในการโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีใครถกเถียงหรือขัดแย้งกันเลย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง เมื่อสื่อมวลชนถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่า จะโหวตให้เพื่อนหรือไม่ เขาตอบอย่างชัดเจนว่า ต้องฟังเสียงอีก 57 เสียงก่อน ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยภายในพรรคที่แท้จริง

กำชับ ส.ส. ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสร้างสรรค์

นอกจากเรื่องการโหวต ร.อ.ธรรมนัส ยังกำชับ ส.ส.ทุกคนให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นการอภิปรายปัญหาประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เช่น ปัญหาการเกษตร เศรษฐกิจพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวหรือการโจมตีที่ไม่มีสาระ เพราะจะทำให้การเมืองกลายเป็นน้ำเน่า

ทุกสัปดาห์ที่สภาเปิดประชุม ส.ส.พรรคกล้าธรรมต้องผลัดกันอภิปราย โดยพรรคจะมีข้อมูลและคอนเทนต์สำรอง (แบ็กอัป) ให้ เพื่อให้การพูดจามีหลักการ ข้อมูลครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่พูดแบบไร้สาระ พรรคจะสนับสนุนญัตติต่าง ๆ เพื่อให้ ส.ส. เป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

  • หลักการสำคัญ: ความสามัคคี ห้ามแตกแถว
  • ทิศทาง: งดออกเสียงโหวตนายกฯ
  • หน้าที่: อภิปรายปัญหาประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • การสนับสนุน: ข้อมูลและคอนเทนต์จากพรรค

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรมไม่เพียงแต่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การยืนหยัดในหลักการจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจงดออกเสียงของพรรคกล้าธรรมเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะช่วยรักษาความเป็นกลางในฐานะฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบรัฐบาลใหม่ได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมติของพรรคนี้

ที่มา – “ธรรมนัส” กำชับ สส. “กล้าธรรม” ห้ามแตกแถว งดออกเสียงโหวตนายกฯ

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

วันนี้เป็นวันสำคัญของแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ! ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ ลุ้นกันสุดๆ ระหว่างตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม มาติดตามกันว่าผลจะออกมาเป็นยังไง

ตามกำหนดการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารรัฐสภา ก่อนอื่นจะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่วาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส

ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อนุทินเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นในช่วงโควิด
  • พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคนี้เน้นนโยบายประชานิยม ช่วยเหลือประชาชนฐานราก ณัฐพงษ์มีความมุ่งมั่นในการผลักดันสวัสดิการสังคม
  • พรรคกล้าธรรม มีรายงานว่าจะเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเดียวของพรรค ธรรมนัสเป็นที่รู้จักจากบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน มีภาพลักษณ์ทหารกล้าแกร่ง มุ่งเน้นความมั่นคงและพัฒนาชนบท

ขั้นตอนการโหวตนายกรัฐมนตรีแบบละเอียด

การโหวตครั้งนี้มีขั้นตอนที่ชัดเจนตามกฎหมาย เพื่อความโปร่งใส

  1. พรรคการเมืองเสนอชื่อแคนดิเดตจากบัญชีของตน โดยพรรคต้องมี ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% หรือ 25 ที่นั่ง และมี ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่า 10% ของสมาชิกสภา
  2. ผู้ถูกเสนอชื่อจะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อให้ ส.ส. ตัดสินใจ
  3. ลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยประธานเรียกชื่อ ส.ส. ตามลำดับตัวอักษร ส.ส. ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  4. ผู้ชนะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด (ปัจจุบัน 500 คน ต้องเกิน 251 เสียง)
  5. เมื่อได้ผู้ชนะ ประธานสภาจะนำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดสำหรับ ส.ส. ทุกคน เพราะการโหวตนายกรัฐมนตรีจะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ หรือความมั่นคง การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้มข้นหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ พรรคต่างๆ พยายามรวมพลังเพื่อชิง majority ส.ส. อนุทินจากภูมิใจไทยมีฐานเสียงแข็งในภาคอีสานและกรุงเทพ ณัฐพงษ์จากประชาชนเน้นกลุ่มเยาวชนและแรงงาน ส่วนธรรมนัสเน้นฐานอนุรักษนิยม

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป? ผลโพลล์ล่าสุดชี้ว่าอนุทินนำโด่ง แต่การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลุ้นกันในสภาเลยครับ

ติดตามการถ่ายทอดสดได้ที่นี่: YouTube Live สภาผู้แทนราษฎร

อย่าพลาด ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส เพราะนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ! แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเชียร์ใคร และทำไม คลิกแชร์ให้เพื่อนๆ มาลุ้นด้วยกันนะครับ

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด โหวตนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นคนต่อไป “อนุทิน-ณัฐพงษ์-ธรรมนัส”

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

“ธรรมนัส” ฝากกรมข้าว คิดถึงชาวนา พัฒนาข้าวไทย

“ธรรมนัส” ฝากข้าราชการกรมข้าว คิดถึงชาวนาเป็นหลัก เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ เป็นหัวข้อสำคัญที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำในการเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าวครบ 20 ปี เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ที่กรมการข้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐจริงจังกับการยกระดับชีวิตชาวนาไทย

“ธรรมนัส” ฝากข้าราชการกรมข้าว คิดถึงชาวนาเป็นหลัก เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

ในงานดังกล่าว ร้อยเอกธรรมนัสได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “ข้าว GEN ใหม่ หัวใจรักษ์โลก” และมอบรางวัล “คนดีศรีข้าว” ให้ข้าราชการดีเด่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวประจำปี 2568 มีผู้บริหารอย่างนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวง และนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กรมการข้าวมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนข้าวไทยครบวงจร ตั้งแต่ผลิต พัฒนาพันธุ์ วิจัย แปรรูป ไปจนถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ดีขึ้นของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย

นวัตกรรมข้าวยุคใหม่ในนิทรรศการ

นิทรรศการนำเสนอแนวคิดการผลิตข้าวที่ยั่งยืน ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี เช่น:

  • นาข้าวอัจฉริยะ ช่วยบริหารจัดการแปลงนาแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มกำไรยั่งยืน
  • Field to the Future ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • ข้าวดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานแข่งขันโลก
  • ฉลากคาร์บอนสำหรับข้าวกลุ่มเกษตรกรภาคกลางกลุ่มแรก
  • โครงการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน ลดต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

นวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาชาวนา เช่น ต้นทุนสูง ภัยแล้ง และตลาดผันผวน ทำให้ข้าวไทยก้าวสู่ข้าวคาร์บอนต่ำและข้าวพรีเมียม

หลังเยี่ยมชม ร้อยเอกธรรมนัสเป็นประธานมอบโล่ “คนดีศรีข้าว” 9 ราย พนักงานราชการ 4 ราย ผู้จ้างเหมา 4 ราย มอบทุนการศึกษา 89 ทุน และรางวัลองค์กรคุณธรรม

คำมั่นสัญญาจาก “ธรรมนัส” สู่ชาวนาไทย

ร้อยเอกธรรมนัสย้ำว่า “ปัญหาชาวนาคือวาระชาติ แม้รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ก็ต้องเอาจริงพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ” เขาพอใจที่ราคาข้าวดีขึ้นจากนโยบายกระทรวง แต่ยังต้องหาตลาดรองรับผลผลิตเพิ่ม เพื่อความยั่งยืน

“ธรรมนัส” ฝากข้าราชการกรมข้าว คิดถึงชาวนาเป็นหลัก เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ คือแนวทางที่ชัดเจน กรมการข้าวจะศึกษาปัญหา แก้ไขครบวงจร ตอบตลาดโลก

การพัฒนานี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยนชีวิตชาวนา สร้างรายได้มั่นคง ลดหนี้สิน และรักษาสิ่งแวดล้อม ข้าวไทยจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในเวทีโลก

สำหรับชาวนาและเกษตรกร อย่าพลาดติดตามนโยบายใหม่จากกรมการข้าว เช่น การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและฉลากคาร์บอน ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ลองสมัครโครงการศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่วันนี้ สนับสนุนข้าวไทยให้ยั่งยืนไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธรรมนัส” ฝากข้าราชการกรมข้าว คิดถึงชาวนาเป็นหลัก เดินหน้าพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบ

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างผลกระทบลูกโซ่มาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ล่าสุด “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ รักษาการ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมาก เกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาต้องเผชิญต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาข้าวยังตกต่ำ สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากยิ่งกว่าเดิม

“ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้กล่าวถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยอุ้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังซ้ำเติมชาวนาไทยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ชาวนาต้องใช้ปุ๋ยและน้ำมันในการเตรียมดิน หว่านเมล็ด และเก็บเกี่ยว หากต้นทุนสูงขึ้น รายได้ที่เหลืออยู่จริงๆ จะยิ่งหดหาย

ปกติแล้ว ชาวนาไทยเผชิญปัญหาหลายประการ ทั้งราคาข้าวในตลาดโลกที่ผันผวน ปริมาณผลผลิตล้นตลาด แต่ช่องทางกระจายสินค้าที่ยังไม่เพียงพอ สถานการณ์ “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย นี้ยิ่งทำให้โจทย์ยากขึ้น รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตและมาตรการช่วยเหลือด่วน

ผลกระทบหลักจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่พุ่งสูง

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อทุกขั้นตอนการผลิตข้าว ตั้งแต่การไถนา การสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งผลผลิต ขณะที่ปุ๋ยเคมีซึ่งนำเข้าส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ก็ปรับราคาตามต้นทุนพลังงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

  • ต้นทุนปุ๋ยต่อไร่เพิ่มจาก 1,500 บาท เป็นเกือบ 2,500 บาท
  • น้ำมันดีเซลสำหรับรถไถและรถเกี่ยวพุ่งสูง กระทบรายจ่ายอีก 500-1,000 บาทต่อไร่
  • ราคาข้าวโพดตกต่ำ ทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวมากขึ้น แต่ตลาดรับไม่ไหว

ร้อยเอกธรรมนัส ในฐานะรักษาการ รมว.เกษตรฯ ยืนยันว่าจะประคองสถานการณ์ให้ดีที่สุด โดยมอบหมายปลัดกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด แม้งบประมาณกลางจะจำกัด แต่จะผลักดันมาตรการช่วยเหลือผ่านกระทรวงการคลัง เช่น ลดราคาน้ำมันดีเซลเกษตร หรือ补贴ปุ๋ย

จุดยืนการเมืองของพรรคกล้า: “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน เพื่อนไม่มีวันตาย”

นอกจากปัญหาเกษตร ร้อยเอกธรรมนัส ยังย้ำจุดยืนทางการเมืองของพรรคกล้า ที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มา 7 ปี แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่จะผลักดันผ่านสภาและกรรมาธิการ กรณีงดโหวตประธานสภา เป็นมติพรรคที่ยึดหลักการ ไม่สนับสนุนบุคคลที่ไม่เหมาะสม

สำหรับการโหวตนายกฯ ยังไม่สรุป แต่ย้ำหลักการ “ไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน” และ “เพื่อนไม่มีวันตาย” โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นเพื่อนเก่าแก่จากนักเรียนเหล่าฯ การเมืองต้องแยกจากส่วนตัว แต่ยึดอุดมการณ์เพื่อประชาชน

สถานการณ์นี้สะท้อนว่าภาคเกษตรไทยต้องการนโยบายที่ยั่งยืน เช่น พัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรแม่นยำ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี รัฐบาลใหม่ควรเร่งหาแหล่งปุ๋ยทางเลือกในประเทศ และเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อ stabilize ราคา

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรโฟกัสปัญหาจริงของประชาชนอย่างชาวนา แทนที่จะติดอยู่กับเกมการจัดตั้งรัฐบาล หากปล่อยให้ต้นทุนพุ่งต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตอาหารและความยากจนในชนบท

คุณคิดว่ามาตรการใดที่รัฐบาลใหม่ควรทำเป็นลำดับแรกเพื่อช่วยชาวนา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “ธรรมนัส” ห่วงน้ำมัน–ปุ๋ยพุ่ง ซ้ำเติมชาวนาไทย ย้ำจุดยืนการเมือง “เพื่อนไม่มีวันตาย”

Scroll to top