นครศรีธรรมราช

ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ

ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ

สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช เริ่มกลับมาอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้แล้ว หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างกว่า 500 ไร่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จำนวนกว่า 800 คน ทั้งนี้ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ โดยบูรณาการกำลังจากทั้งกองทัพภาคที่ 4 ปภ. และจิตอาสาเพื่อระดมฉีดน้ำและสร้างแนวกันไฟไม่ให้ขยายวงกว้างออกไปอีก

รายละเอียดการปฏิบัติงานและการเฝ้าระวัง

จากการลงพื้นที่สำรวจมุมสูงพบว่าจุดความร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังไฟใต้ดิน (Smoldering fire) ซึ่งมักคุกรุ่นอยู่ใต้ชั้นดินพรุที่แห้งแล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ปะทุขึ้นมาใหม่ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มควันและเปลวไฟจะไม่กลับมาคุกคามความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีก

  • เร่งฉีดน้ำหล่อเลี้ยงแนวดำเพื่อป้องกันไฟป่าพรุควนเคร็งปะทุซ้ำ
  • จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเพื่อติดตามจุดความร้อน (Hotspot) อย่างใกล้ชิด
  • สั่งปิดโรงเรียน 2 แห่งในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ

ในด้านผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นายปราโมทย์ คงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.เคร็ง ระบุว่าสถานการณ์ในชุมชนเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังต้องปิดโรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยา และโรงเรียนบ้านควนชิง อีก 1 วัน เพื่อประเมินคุณภาพอากาศและควันไฟที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การที่ ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ ได้สำเร็จในเบื้องต้น นับเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังคงต้องขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ระมัดระวังและคอยสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงพื้นที่ผิดปกติที่มีการบุกรุกขุดร่องสวนปาล์มกลางพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบต่อไป เพราะการกระทำดังกล่าวอาจเป็นชนวนเหตุหนึ่งของความเสียหายในครั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ป่าไม้และวิถีชีวิตชาวบ้านกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลาย เจ้าหน้าที่เร่งคุมแนวดำไม่ให้ปะทุซ้ำ ปิด 2 โรงเรียนอีกวัน

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการเผยแพร่ภาพขณะรับประทานอาหารร่วมกับ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล หรือรองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี เพื่อสยบข่าวลือความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

การพบปะกันในครั้งนี้ นายชัยชนะได้ระบุข้อความสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “มื้อนี้ พี่รองตุ้มและครอบครัวเลี้ยงครับ มิตรภาพที่ยืนยาวมั่นคง เข้าใจตรงกันนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับรองผู้กำกับทุ่งใหญ่ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้เป็นไปตามที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งในช่วงก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

เบื้องหลังการโพสต์ ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เป็นต้นเรื่อง จะพบว่าทั้งสองท่านเคยมีกรณีพิพาทที่เป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งส่งผลให้เกิดการแจ้งความดำเนินคดีและเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งคู่เลือกจะนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นมิตรที่อยู่เหนือปัญหาความเห็นต่างทางการเมืองหรือข้อพิพาททางคดีความ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • บรรยากาศการรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเป็นกันเอง มีครอบครัวและเพื่อนร่วมโต๊ะ
  • นายชัยชนะยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติข่าวลือความบาดหมางในสังคม
  • ทั้งสองฝ่ายพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนปกติ

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง การกระทำของนายชัยชนะในครั้งนี้เป็นการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์เพื่อลดแรงปะทะจากกระแสสังคม โดยเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นมิตรภาพและวุฒิภาวะในการจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้ในยามที่มีคดีความค้างคาอยู่ก็ตาม ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าในเชิงคดีความทางกฎหมายจะมีความคืบหน้าอย่างไร แต่ในแง่ของภาพลักษณ์ส่วนตัวถือว่าการแสดงออกครั้งนี้ช่วยปรับลดอุณหภูมิความขัดแย้งไปได้มากทีเดียว

ที่มา – “ชัยชนะ” โพสต์ร่วมโต๊ะอาหาร “รอง ผกก.ทุ่งใหญ่” ย้ำสัมพันธ์ยังดี

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องในคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีตผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม และประเด็นที่เกี่ยวกับ กกต. ในเรื่องการออกแบบบัตรลงประชามติ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้เข้าใจแบบง่ายๆ ครับ

สรุปมติศาลรัฐธรรมนูญ: ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

เหตุการณ์สำคัญเริ่มจากกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ซึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าตนได้รับความเสียหายจากการที่ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั่งถอนชื่อออกจากการเป็นผู้สมัคร สส. เขต 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว จึงไม่สามารถรับคำร้องไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้

นอกเหนือจากเรื่องส่วนตัวของผู้สมัครแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือกรณีการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ ในประเด็นเรื่องการออกแบบบัตรออกเสียงประชามติที่ไม่มีช่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งศาลมองว่าเป็นเรื่องที่มีกระบวนการร้องเรียนหรือสิทธิทางศาลอื่นรองรับไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงสั่งไม่รับคำร้องในส่วนนี้เช่นกัน

  • สรุปมติศาล: สั่งไม่รับคำร้องทั้งสองกรณีแบบเอกฉันท์
  • เหตุผลหลัก: คดีมีที่สิ้นสุดแล้วหรือมีช่องทางกฎหมายอื่นรองรับ
  • ผลกระทบ: การเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องยึดตามกรอบกฎหมายปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมศาลถึงสั่งไม่รับคำร้อง ทั้งนี้เพราะหลักการของศาลรัฐธรรมนูญคือการพิจารณาในประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น หากประเด็นไหนมีศาลอื่นรับผิดชอบหรือมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้แล้ว ศาลก็จะใช้อำนาจในการสั่งไม่รับคำร้องตามมาตรา 46 วรรคสาม ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

โดยสรุปแล้ว การที่ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ สะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนในการใช้ดุลพินิจของศาลที่ต้องยึดตามบรรทัดฐานและขอบเขตของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือประชาชนที่สนใจ ต้องติดตามกระบวนการอื่นๆ ต่อไปตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ให้ หากมีข้อสงสัยหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองนี้ สามารถร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – ศาลตีตกคำร้อง “ก้องเกียรติ” เด็กพรรคกล้าธรรม พร้อมไม่รับคำร้อง กกต. ไม่ออกแบบบัตรประชามติ

“อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยขณะนี้ เมื่อมีรายงานข่าวว่านายชัยชนะ เดชเดโช สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ. ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นนี้แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนที่สุดก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อกรณี “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

สำหรับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ระบุว่าตนได้พูดคุยเบื้องต้นกับนายชัยชนะแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ทั้งหมด จึงต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไรทางพรรคจะแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด ในขณะที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวจสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำหลักการสำคัญ ดังนี้:

  • ทางพรรคจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม
  • ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างโปร่งใส
  • พรรคมีระเบียบปฏิบัติหากพบการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
  • ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการกับปัญหาภายใน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของพรรคยังคงแข็งแกร่ง ทั้งนี้ การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอภิสิทธิ์และนายชัยวุฒิเลือกที่จะยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง ถือเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสรุปของการตรวจสอบเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และพรรคจะหาทางออกในเรื่องนี้เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชนได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอเวลาตรวงสอบหลังคุย “ชัยชนะ” ด้านเลขาธิการ ปชป. ย้ำให้เป็นไปตามกฎหมาย

ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก.

ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมออนไลน์อย่างมากครับ เมื่อมีข่าวลือสะพัดเกี่ยวกับกรณีที่ ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก. ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของประชาชนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดจากทางตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันครับ

เหตุการณ์เริ่มจากงานศพสู่การมีปากเสียง

จากรายงานระบุว่า เหตุการณ์ ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก. นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ บ้านหัวควน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดย พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ได้ไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพมารดานายกเทศบาลตำบลปริก หลังจากเสร็จพิธีสวดพระอภิธรรมในช่วงเวลาประมาณ 23.30 น. ได้มีการนั่งดื่มสุราและเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งจนมีการทำร้ายร่างกายกันขึ้น

ทางตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ยืนยันว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็วที่สุด โดยมีการตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลใดๆ

สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก. มีดังนี้ครับ:

  • วันเกิดเหตุคือวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 23.30 น.
  • สถานที่เกิดเหตุคือพื้นที่หมู่ 2 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
  • พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานในเหตุการณ์เพิ่มเติม
  • ทางตำรวจภูธรภาค 8 เข้ามาสนับสนุนการทำงานเพื่อให้คดีมีความโปร่งใส

สำหรับประชาชนท่านใดที่มีภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุ สามารถส่งข้อมูลให้กับ พ.ต.อ.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้โดยตรง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยทางเจ้าหน้าที่จะเก็บรักษาข้อมูลทุกอย่างไว้เป็นความลับและจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ให้ข้อมูลอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเหตุการณ์นี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยว่าสามารถบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียมได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงหรืออดีตนักการเมืองก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีการดำเนินการทางวินัยหรือกฎหมายอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – ภ.จว.นครศรีธรรมราช เผยไทม์ไลน์ปม อดีต รมต. บ้องหู รอง ผกก. ระบุมีปากเสียงจนทำร้ายกัน

“ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

จากกรณีข่าวที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวอักษรย่อพาดพิงอดีตรัฐมนตรีตระกูลบ้านใหญ่เมืองคอนว่าก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล่าสุด “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ข้อเท็จจริงกรณี “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

นายชัยชนะได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริงตนและรอง ผกก. ท่านดังกล่าวมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติพี่น้อง โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนยังได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปร่วมกันตามปกติในงานศพ ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการตบบ้องหูแต่อย่างใด

เปิดใจสาเหตุที่ถูกโยงในประเด็น “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุทำร้ายร่างกายมาจากความไม่พอใจเรื่องการหาเสียงนั้น นายชัยชนะยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริงอย่างสิ้นเชิง ตนและตำรวจท่านนี้เจอกันมักจะมีการหยอกล้อกันตามประสาคนสนิทคุ้นเคยกันมานาน การที่นำเรื่องนี้มาปั่นกระแสข่าวในเชิงลบจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัย โดยนายชัยชนะตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง

  • นายชัยชนะได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รอง ผกก. คู่กรณีแล้ว
  • ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกันว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • เชื่อว่าข่าวนี้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อดิสเครดิต
  • การเมืองควรแข่งขันกันบนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การสร้างข่าวเท็จ

ท้ายที่สุดนี้ นายชัยชนะอยากฝากเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าวว่า การเล่นการเมืองควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ควรใช้การปล่อยข่าวลือมาโจมตีกัน เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาแล้ว ยังทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย หากท่านใดกำลังติดตามข่าวนี้อยู่ ควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการดิสเครดิตทางการเมืองครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” ยันไม่ได้ตบบ้องหู “รอง ผกก.” กลางงานศพ ชี้สนิทกันเหมือนญาติ

วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

ร่วมเฉลิมฉลอง วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติรับรองให้ วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นมรดกโลกแหล่งที่ 9 ของประเทศไทย โดยงานนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมแสดงความยินดีและเน้นย้ำถึงความสำคัญของหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ที่สะท้อนถึงศรัทธาและความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน

การที่ วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ จะช่วยยกระดับจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา หรือศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างแน่นอน

เตรียมความพร้อมโครงข่ายท่องเที่ยว เพื่อรองรับการเป็นมรดกโลก

เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่ “เส้นทางแห่งศรัทธา” มีความสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด กระทรวงคมนาคมได้เตรียมแผนพัฒนาระบบขนส่งอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องการมาสัมผัสความงามของ วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ ดังนี้

  • ทางถนน: เปิดใช้งานถนนสายแยกทางหลวงหมายเลข 4103 เชื่อมโยงเข้าสู่ตัวเมืองและวัดพระมหาธาตุฯ เพื่อลดความแออัดของจราจร
  • ทางอากาศ: ยกระดับท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชด้วยอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ รองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 4 ล้านคนต่อปี
  • ทางราง: ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ระยะที่ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อเมืองท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความภาคภูมิใจทั่วไป แต่คือโอกาสสำคัญของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ นครศรีธรรมราชจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ใครๆ ก็ต้องหาโอกาสมาสักการะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วคุณล่ะครับ พร้อมหรือยังที่จะไปสัมผัสความขลังและเสน่ห์ของมรดกโลกแห่งใหม่นี้ที่นครศรีธรรมราช?

ที่มา – “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

ภาณุ อุทัยรัตน์ บวชแก้บนหลัง วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียน UNESCO

ร่วมยินดีกับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ภาณุ อุทัยรัตน์ บวชแก้บนหลัง วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียน UNESCO

เชื่อว่าคงไม่มีข่าวไหนที่ทำให้ชาวนครศรีธรรมราชและคนไทยทั้งประเทศปลื้มปริ่มใจเท่ากับข่าวการขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ให้เป็นมรดกโลก ล่าสุด ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำตามความตั้งใจด้วยการเข้าพิธีอุปสมบทเพื่อแก้บน หลังได้มีส่วนร่วมผลักดันให้วัดคู่บ้านคู่เมืองแห่งนี้ประสบความสำเร็จในระดับสากล

เปิดเส้นทางแห่งความมุ่งมั่น ภาณุ อุทัยรัตน์ บวชแก้บนหลัง วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียน UNESCO

ย้อนกลับไปในช่วงที่ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด นครศรีธรรมราช ท่านภาณุถือเป็นแกนนำคนสำคัญที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการผลักดัน วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ให้ก้าวไปสู่เวที UNESCO โดยท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า หากความฝันของพี่น้องชาวใต้ในการนำวัดพระมหาธาตุขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสำเร็จ ท่านจะอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเป็นการขอบคุณแผ่นดินเกิด และเมื่อความฝันนั้นเป็นจริง ท่านก็ไม่รอช้าที่จะทำตามสัจจะที่ให้ไว้

พิธีบวชครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ของการทำงานหนัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจร่วมกันของคนทั้งจังหวัด บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงอนุโมทนาบุญจากประชาชนที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

  • จุดเริ่มต้นจากการผลักดันในระดับจังหวัดสู่ระดับโลก
  • ความมุ่งมั่นของ ภาณุ อุทัยรัตน์ ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจ
  • คุณค่าของวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ
  • การสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่ต่อไป

การที่ ภาณุ อุทัยรัตน์ บวชแก้บนหลัง วัดพระมหาธาตุฯ ขึ้นทะเบียน UNESCO ได้สำเร็จนั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความศรัทธาที่สามารถเปลี่ยนแรงอธิษฐานให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ในเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่หลอมรวมความรักของชาวนครศรีธรรมราชเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น

ในฐานะพุทธศาสนิกชน เราขอร่วมอนุโมทนาบุญกับกุศลเจตนาของท่านในครั้งนี้ และหวังว่ามรดกโลกแห่งนี้จะได้รับการรักษาและส่งต่อความงดงามให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมไทยตลอดไป แล้วทุกคนล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งสำคัญนี้บ้าง? มาแบ่งปันความประทับใจกันได้เลยครับ

ที่มา – “ภาณุ อุทัยรัตน์” บวชแก้บนหลัง “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” ขึ้นทะเบียน UNESCO สำเร็จ

Scroll to top