นักเคลื่อนไหว

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับเหตุการณ์ นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกและสะท้อนถึงความอัดอั้นตันใจของกลุ่มผู้เรียกร้องอิสรภาพในทิเบตที่มีต่อรัฐบาลจีนอย่างรุนแรง

นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อนายลอกบา รังเซน นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยการเผาตัวเองบริเวณใกล้กับอาคารสหประชาชาติ โดยก่อนที่จะก่อเหตุเขาได้ทำการถ่ายทอดสดและแสดงจุดยืนเรียกร้องอิสรภาพ ความสามัคคีของชาวทิเบต และประท้วงนโยบายของรัฐบาลจีน แม้เจ้าหน้าที่จะรีบเข้าช่วยเหลือ แต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตจากพิษบาดแผล ทิ้งไว้เพียงคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่กำลังเข้มข้นขึ้นในปัจจุบัน

ชนวนเหตุความขัดแย้ง: กฎหมายใหม่ที่บีบคั้น

นักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนประกาศบังคับใช้ “กฎหมายส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ กฎหมายนี้เปิดช่องให้ทางการจีนมีอำนาจตรวจสอบหรือจัดการกับชาวทิเบตและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ แม้จะอาศัยอยู่ในต่างประเทศก็ตาม ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลกต่างกังวลว่านี่คือการลิดรอนเสรีภาพอย่างหนัก

หากเราย้อนดูสถานการณ์ทิเบตในช่วงที่ผ่านมา จีนได้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างเรื่อง “อัตลักษณ์ร่วมกัน” แต่สิ่งที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเห็นคือ:

  • การถูกควบคุมและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล
  • ความพยายามในการกลืนกินวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวทิเบต
  • การขาดพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ

จากข้อมูลของ International Campaign for Tibet พบว่าตั้งแต่ปี 2009 มีชาวทิเบตจำนวนมากตัดสินใจเผาตัวเองเพื่อประท้วงนโยบายดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหวังในการแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางปกติเริ่มมืดมนลงทุกที

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ กลางนครนิวยอร์กนี้ เป็นเสมือนเสียงตะโกนที่ดังที่สุดจากผู้ที่รู้สึกว่าถูกลืม เพื่อหวังให้ประชาคมโลกหันมามองความเดือดร้อนของชาวทิเบตอีกครั้ง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สหประชาชาติจะมีท่าทีหรือมาตรการอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงหน้าบ้านของพวกเขาเอง

ที่มา – นักเคลื่อนไหวทิเบตจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิต หน้าสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนิวยอร์ก

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในเวทีโลก เมื่อล่าสุดได้มีการรายงานว่า ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและกลุ่มองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

การพบกันครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยตัวแทนจากรัฐบาลตาลีบันได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกเกี่ยวกับแนวทางการจัดการผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ทำผิดกฎหมายในยุโรป เพื่อหาข้อสรุปในการส่งตัวกลับภูมิลำเนาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ฝ่าย EU ระบุว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องมีการสื่อสารกับ “ผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัย” เพื่อจัดการบุคคลที่เป็นอันตรายหรือกระทำความผิด

วิเคราะห์เบื้องหลังการหารือของผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการหารือในครั้งนี้ มาจากจำนวนชาวอัฟกานิสถานที่อพยพเข้ามาในยุโรปมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปเริ่มกดดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งกลับผู้ที่คำร้องขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ โดยมีประเด็นสำคัญที่หารือกัน ได้แก่:

  • การส่งกลับตัวชาวอัฟกันที่ไม่ได้ผ่านเงื่อนไขการลี้ภัยอย่างเป็นธรรม
  • การจัดการผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายภายในประเทศยุโรป
  • การเปิดช่องทางกงสุลเพื่อดูแลพลเมืองชาวอัฟกันในภายภาคหน้า
  • มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การเจรจานี้ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าอาจเป็นการ “สร้างความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาลตาลีบันที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นับตั้งแต่พวกเขากลับเข้ามายึดอำนาจเมื่อปี 2564 ซึ่งกลุ่มนักกิจกรรมอย่าง มาลาลา ยูซาฟไซ และองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ ต่างออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของสตรีและเด็กหญิง อาจถูกละเลยไปเพียงเพื่อแลกกับการจัดการปัญหาผู้อพยพเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องนี้ถือเป็นดาบสองคมสำหรับสหภาพยุโรป เพราะแม้เป้าหมายจะชัดเจนในเรื่องความมั่นคงและการจัดการผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนก็อาจสั่นคลอนจากการตัดสินใจครั้งนี้ การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ทางการยุโรปจะมีวิธีการรักษาสมดุลระหว่างกฎหมายความมั่นคงและจริยธรรมสิทธิมนุษยชนไปพร้อมกันได้อย่างไร

ที่มา – ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่ว่าฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกจากการที่รัฐมนตรีรายนี้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรม

เหตุผลที่ ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากคลิปวิดีโอที่นายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ได้โพสต์ภาพขณะที่เขากำลังเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวชาวยุโรปที่ถูกจับกุมตัวไว้บนเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจให้กับนานาชาติ โดยเฉพาะรัฐบาลฝรั่งเศสที่มองว่าเป็นการกระทำที่รับไม่ได้และขัดต่อมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญของรัฐบาลฝรั่งเศส

ภายหลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสได้ออกมายืนยันผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียว่า จะดำเนินการแบนนายเบน กวีร์ ทันที นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าฝรั่งเศสกำลังประสานงานร่วมกับอิตาลีเพื่อผลักดันมาตรการคว่ำบาตรในระดับสหภาพยุโรปอีกด้วย ซึ่งการที่ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุโรปไม่ยอมรับพฤติกรรมการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต

  • การวิจารณ์จากสังคมโลก: หลายประเทศในยุโรปรวมถึงสเปนและสหราชอาณาจักร ได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุที่รุนแรง
  • ท่าทีจากอิสราเอล: แม้แต่ผู้นำอิสราเอลอย่างนายเบนจามิน เนทันยาฮู ก็ยังวิจารณ์ว่าการกระทำของรัฐมนตรีรายนี้ไม่สะท้อนถึงวิถีทางของประเทศอิสราเอล
  • ผลกระทบในอนาคต: ประเด็นนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหภาพยุโรปในระยะยาว

เหตุการณ์นี้นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแสดงออกของนักการเมืองระดับสูง ซึ่งในโลกยุคที่ข่าวสารเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว ทุกถ้อยคำและการกระทำย่อมมีผลลัพธ์ตามมาเสมอ การตัดสินใจของรัฐบาลฝรั่งเศสครั้งนี้จึงถือเป็นการปกป้องสิทธิและเกียรติของพลเมืองตนเองและชาวต่างชาติอย่างชัดเจนที่สุด

ที่มา – ฝรั่งเศสสั่ง ห้าม “เบน กวีร์” รมต.อิสราเอล เดินทางเข้าประเทศ

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

(ภาพจาก AFP PHOTO / NARGES MOHAMMADI FOUNDATION)

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล เป็นข่าวร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หลังจากนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีชาวอิหร่านผู้นี้ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนจำชั่วคราวเนื่องจากสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 หรือ 10 พ.ค. 2026 ตามปฏิทินสากล นาร์เกส โมฮัมมาดี ได้รับการประกันตัวชั่วคราวและถูกย้ายจากโรงพยาบาลในเมืองซันจันไปยังโรงพยาบาลเตหะรานพาร์ส (Tehran Pars Hospital) ในกรุงเตหะราน ครอบครัวของเธอประกาศข่าวนี้ผ่านมูลนิธินาร์เกส ซึ่งบริหารโดยสมาชิกครอบครัว โดยระบุว่าเธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ซันจันมานาน 10 วันก่อนหน้านี้ หลังจากอาการป่วยรุนแรง

การประกันตัวครั้งนี้ใช้หลักประกันในวงเงินสูงมาก โดยเป็นการ “ระงับการรับโทษชั่วคราว” เพื่อให้เธอได้รับการดูแลทางการแพทย์จากทีมแพทย์ส่วนตัว เธอถูกเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาล และตอนนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในหัวใจของกรุงเตหะราน

สาเหตุที่ทำให้ นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

สุขภาพของนาร์เกส โมฮัมมาดีทรุดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพการคุมขังในเรือนจำอิหร่านที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ เธอถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2022 หลังจากเคลื่อนไหวต่อต้านการปราบปรามสิทธิสตรี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์มะห์ซา อะมินี ที่จุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศ นาร์เกสได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2023 ขณะที่ยังถูกคุมขัง เพื่อยกย่องการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเสรีภาพในอิหร่าน

  • อาการป่วยหลัก: ภาวะหัวใจล้มเหลว, ปอดบวม, และปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆ จากการทรมานและขาดการดูแล
  • การเรียกร้องจากครอบครัว: ต้องการให้เธอได้รับการรักษาเต็มรูปแบบและไม่ถูกส่งกลับเรือนจำ
  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์: เข้าโรงพยาบาลซันจัน 10 วัน, ประกันตัว 10 พ.ค. 2569, ย้ายไปเตหะราน

นายตากี ราห์มานี สามีของนาร์เกส กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ชีวิตของนาร์เกสกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย การย้ายชั่วคราวไม่พอ เธอต้องไม่ถูกส่งกลับสภาพแวดล้อมที่ทำลายสุขภาพ” คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลของครอบครัวและนักเคลื่อนไหวทั่วโลก

ความสำคัญของนาร์เกส โมฮัมมาดี ในฐานะเจ้าของโนเบลสันติภาพ

นาร์เกส โมฮัมมาดี คือสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในอิหร่าน เธอเคยถูกตัดสินจำคุกนาน 30 ปี จากกิจกรรมต่อต้านกฎหมายฮิญาบบังคับและการละเมิดสิทธิมนุษยชน การได้รับโนเบลสันติภาพทำให้ชื่อเสียงของเธอดังกระฉ่อน แต่รัฐบาลอิหร่านก็ยิ่งกดดันหนักขึ้น กรณี นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล นี้ ชี้ให้เห็นปัญหาสิทธิมนุษยชนในอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป

องค์กรระหว่างประเทศอย่าง Amnesty International และ UN ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธออย่างถาวร ข่าวนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ออนไลน์ #FreeNarges เพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่าน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสุขภาพของนักโทษการเมืองอื่นๆ ในอิหร่านก็ย่ำแย่เช่นกัน สร้างความกังวลเรื่องการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปิดปากนักกิจกรรม

การที่ นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล เป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่จุดจบ เราเห็นความหวังในพลังของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: กรณีนี้เน้นย้ำว่าสิทธิเสรีภาพต้องมาก่อนสุขภาพและชีวิตมนุษย์ รัฐบาลทุกแห่งควรเคารพรางวัลโนเบลและปล่อยนักกิจกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข

ที่มา – นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว สร้างความฮือฮาในแวดวงกีฬาและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ล่าสุดกัปตันทีมซาห์รา กานบารี ตัดสินใจถอนคำร้องขอสิทธิลี้ภัย ทำให้ตอนนี้เหลือเพียง 2 คนที่ยังคงอยู่ในออสเตรเลีย สถานการณ์นี้จุดประกายคำถามมากมายเกี่ยวกับแรงกดดันจากรัฐบาลอิหร่าน

นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 สำนักข่าว IRNA ซึ่งเป็นสื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า น.ส.ซาห์รา กานบารี กัปตันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ได้ถอนคำร้องขอสิทธิลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว เธอจึงกลายเป็นรายที่ 5 จากทั้งหมด 7 คนที่เคยขอวีซ่ามนุษยธรรมจากออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ทางการออสเตรเลียยืนยันว่านักเตะอีก 3 รายก็ถอนคำร้องเช่นกัน ทำให้เหลือเพียง 2 คนที่ยังพำนักอยู่ในประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านเข้าร่วมแข่งขันเอเชียนคัพ โดยในนัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พวกเธอเลือก “นิ่งเงียบ” ไม่ร้องเพลงชาติก่อนลงสนาม สิ่งนี้ถูกมองว่าเป็นการประท้วงเงียบต่อนโยบายเคร่งครัดของรัฐบาลอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นสิทธิสตรีและการบังคับสวมฮิญาบ ผลที่ตามมาคือกลุ่มอนุรักษนิยมหัวรุนแรงในอิหร่านกล่าวหาว่าพวกเธอ “ทรยศชาติในยามสงคราม” ทำให้เกิดความกลัวด้านความปลอดภัยหากกลับประเทศ

แรงกดดันจากครอบครัวและรัฐบาล

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเชื่อว่านักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก น.ส.ชีวา อามินี อดีตนักกีฬาฟุตซอลทีมชาติอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านร่วมมือกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กดดันครอบครัวของนักเตะในอิหร่านอย่างเป็นระบบ “การข่มขู่ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนทำให้หลายคนทนไม่ไหว” เธอกล่าว

สื่ออิหร่านยกย่องการตัดสินใจนี้ เช่น IRNA ระบุว่ากานบารีกำลัง “กลับคืนสู่อ้อมกอดของมาตุภูมิ” ขณะที่ Mehr News เรียกว่า “ตัดสินใจด้วยความรักชาติ” แต่ทางการออสเตรเลียยังนิ่งเงียบต่อเรื่องนี้

บริบทกว้างขึ้น: สิทธิสตรีในกีฬาอิหร่าน

กรณีนักฟุตบอลหญิงอิหร่านนี้สะท้อนปัญหาสิทธิสตรีในอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะหลังการประท้วงปี 2565 จากการเสียชีวิตของมาซา อามินี ที่ถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมเพราะฮิญาบหลุด นักกีฬาหญิงหลายคนเผชิญแรงกดดันคล้ายกัน เช่น นักปีนเขาหรือนักว่ายน้ำที่ถูกแบนหรือขู่ฆ่า

  • เดิมมี 7 นักเตะขอวีซ่ามนุษยธรรมจากออสเตรเลีย
  • 5 คนถอนคำร้อง รวมกัปตันทีมกานบารี
  • เหลือ 2 คนยังอยู่ในออสเตรเลีย
  • สาเหตุหลัก: การประท้วงเงียบไม่ร้องเพลงชาติ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบนักฟุตบอล แต่ยังเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอิหร่านที่ต้องการแสดงภาพลักษณ์นักกีฬารักชาติ ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน

ผลกระทบต่อวงการฟุตบอลหญิงอิหร่าน

การเปลี่ยนใจของนักฟุตบอลหญิงอิหร่านรายที่ 5 อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทีมชาติ เช่น การคัดเลือกนักเตะที่ “ภักดี” มากขึ้น หรือเพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรม แต่ในทางกลับกัน มันอาจทำให้เกิดกระแสประท้วงเงียบเพิ่มขึ้นจากนักกีฬารุ่นใหม่ที่ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการลี้ภัยไม่ใช่ทางออกง่ายๆ สำหรับนักกีฬาจากประเทศเผด็จการ เพราะครอบครัวที่เหลืออยู่ยังตกเป็นตัวประกัน นอกจากนี้ ยังกระทบภาพลักษณ์ฟุตบอลหญิงอิหร่านในเอเชียที่กำลังเติบโต

สุดท้ายแล้ว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความกล้าหาญของนักฟุตบอลหญิงเหล่านี้ที่กล้าประท้วงแม้เสี่ยงชีวิต หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ติดตามเราต่อเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน เปลี่ยนใจรายที่ 5 ไม่ลี้ภัยในออสเตรเลียแล้ว

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุของฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมประท้วงที่ลุกลามเป็นความรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาและซ้ายที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

สำนักข่าวชั้นนำอย่าง BBC รายงานว่า ทางการฝรั่งเศสได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 2 ราย เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 (ตามปฏิทินไทย) ทำให้ยอดรวมผู้ถูกจับกุมพุ่งถึง 11 คนแล้ว คดีนี้เกี่ยวข้องกับการสังหารนายก็องแตง เดอรองก์ วัย 23 ปี นักศึกษาหนุ่มและนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดที่เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัสทางสมอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงนอกสถานที่จัดเสวนาของริมา ฮัสซัน สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรค France Unbowed (LFI) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัด ภาพวิดีโอจากที่เกิดเหตุในเมืองลียง เผยให้เห็นกลุ่มผู้ประท้วงสวมหมวกฮู้ดปิดบังใบหน้า รุมทำร้ายชายหนุ่ม 3 คนที่กำลังนอนอยู่กับพื้นด้วยการเตะต่อยอย่างรุนแรง

ผู้ต้องสงสัยและกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

  • กลุ่มเนเมซิส (Némésis): กลุ่มสตรีนิยมต่อต้านผู้อพยพ อ้างว่านายเดอรองก์ไปปกป้องสมาชิกของกลุ่มที่ชุมนุมด้านนอกงานเสวนา
  • กลุ่มยัง การ์ด (Young Guard): ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่กลุ่มนี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
  • ฌากส์-เอลี ฟาฟโรต์: ผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาของราฟาแอล อาร์โนลต์ จากพรรค LFI ซึ่งถูกจับกุมในคลื่นการจับกุมล่าสุด และถูกยกเลิกสัญญาจ้างแล้ว

การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการสืบสวนที่เข้มข้น โดยพรรค LFI พยายามถอยห่างจากเหตุการณ์ แม้ผู้นำอย่างฌอง-ลุค เมลองชง จะออกมาประณามความรุนแรง แต่พรรคก็ยังถูกโจมตีจากทุกฝ่าย

บริบทการเมืองฝรั่งเศสที่คุกรุ่น

ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองสูงสุดก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสำคัญในอีกไม่ถึงเดือน ซึ่งถือเป็นบททดสอบมติมหาชนก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า รัฐบาลของเซบาสเตียน เลอกอร์นู เพิ่งรอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง เพื่อผ่านร่างงบประมาณประจำปี

ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาจัดที่ต่อต้านผู้อพยพ กับฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนสิทธิพลเมือง กำลังลุกลามจากถนนสู่การเมือง สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้รุนแรงถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต ทำให้สังคมฝรั่งเศสแตกแยกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์ยังจุดกระแสการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยในการชุมนุมและบทบาทของกลุ่มสุดโต่งทั้งสองฝ่าย ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากไม่มีการแทรกแซงที่เด็ดขาด ความรุนแรงนี้อาจลุกลามไปสู่การเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยในยุโรป สังคมต้องหาทางออกร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ความแตกต่างทางการเมืองกลายเป็นความรุนแรง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ เมื่อศาลอิหร่านตัดสินโทษนางนาร์เกส โมฮัมมาดี วัย 53 ปี เพิ่มอีก 6 ปีในข้อหาชุมนุมและสมรู้ร่วมคิด บวก 1 ปีครึ่งในข้อหากิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้โทษจำคุกรวมของเธอพุ่งสูงถึง 44 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่าน โดยนาร์เกส โมฮัมมาดี เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2566 ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี โดยเฉพาะการคัดค้านกฎบังคับสวมฮิญาบ

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง: รายละเอียดคำพิพากษา

นายมุสตาฟา นิลี ทนายความของโมฮัมมาดี เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ว่าศาลในเมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดสินโทษดังกล่าว นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2 ปี และเนรเทศไปยังภูมิภาคคูสฟ์ 2 ปี

ประวัติการถูกจับกุมและโทษจำคุกของนาร์เกส โมฮัมมาดี

  • ก่อนหน้านี้จำคุกกว่า 10 ปี จากกิจกรรมต่อต้านรัฐ
  • ปี 2564: จำคุก 13 ปี ข้อหาโฆษณาชวนเชื่อและสมรู้ร่วมคิดต่อต้านความมั่นคง
  • ธันวาคม 2567: ปล่อยตัวชั่วคราว 3 สัปดาห์ด้วยเหตุผลสุขภาพ จากเรือนจำเอวิน
  • ธันวาคม 2568: จับกุมซ้ำขณะเข้าร่วมพิธีรำลึกนายคอสโรว์ อลิคอร์ดี ทนายความที่เสียชีวิตปริศนา

สามีของเธอ นายทากี ราห์มานี เผยว่า โมฮัมมาดีไม่ให้การแก้ต่างในศาล เพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมขาดความชอบธรรม เป็นเพียงการแสดงละครที่มีบทสรุปกำหนดไว้ล่วงหน้า ล่าสุดเธอถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ แต่ถูกส่งกลับศูนย์กักกันทันที และการสนทนาถูกตัดขาด

การประท้วงต่อต้านฮิญาบในอิหร่านปะทุตั้งแต่ปี 2565 หลังมาหซา อะมินี สาววัย 22 ปี เสียชีวิตจากการถูกจับกุมโดยตำรวจศีลธรรม โมฮัมมาดีเป็นหนึ่งในผู้นำที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎเหล็กนี้ สิทธิมนุษยชนนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะ Amnesty International และ Human Rights Watch ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอทันที

นอกจากนี้ รางวัลโนเบลสันติภาพของเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสตรีทั่วโลก ทำให้คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นการปิดปากนักกิจกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐบาลอิสลาม fundamentalist

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของโมฮัมมาดีจุดประกายให้สตรีอิหร่านกล้าลุกขึ้นต่อสู้ แม้ต้องแลกด้วยอิสรภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามเช่นนี้ยิ่งทำให้เสียงของเธอดังก้องทั่วโลก ชวนให้ผู้อ่านติดตามข่าวสิทธิมนุษยชนต่อไป และสนับสนุนแคมเปญเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมืองผ่านองค์กรนานาชาติ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น

ที่มา – อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาต้องยอมถอย ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา หลังจากบุกจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรไปเมื่อเดือนที่แล้ว เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะของฝ่ายค้าน แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับนักโทษการเมืองนับร้อยชีวิต

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฆาเบียร์ ตาราโซนา ผู้อำนวยการองค์กร Fundaredes ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ El Helicoide ในกรุงการากัสแล้ว เรือนจำแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “คุกผีสิง” เนื่องจากสภาพความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายใน นายตาราโซนาถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2564 ด้วยข้อหาร้ายแรงอย่างกบฏ ก่อการร้าย และยุยงปลุกปั่น

การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เวเนซุเอลาปฏิรูประบบการเมืองและเศรษฐกิจ หลังจากหน่วยรบพิเศษสหรัฐบุกจับกุมมาดูโรเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กลุ่ม Foro Penal องค์กรสิทธิมนุษยชนอีกแห่ง ยืนยันว่ามีนักโทษการเมืองได้รับอิสรภาพแล้วกว่า 300 ราย นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม

เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดังอย่างไร

นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งจะช่วยเหลือนักโทษการเมืองหลายร้อยคน และสั่งปิดเรือนจำ El Helicoide อย่างเป็นทางการ ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เยียวยาบาดแผลจากการเผชิญหน้าทางการเมือง” คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติบรรดาครอบครัวนักโทษและนักกิจกรรมต่างดีใจ แต่ยังกังวลว่าผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวบางรายยังไม่ได้รับการยกฟ้องข้อหาเดิม ทำให้เสี่ยงถูกจับกุมซ้ำ

  • พื้นหลังของนายตาราโซนา: เคยกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเชื่อมโยงกับกลุ่มกองโจรโคลอมเบีย ซึ่งมีพรมแดนยาวกว่า 2,000 กม. กับเวเนซุเอลา
  • สถานการณ์นักโทษการเมือง: เวเนซุเอลาปฏิเสธว่ามีนักโทษการเมือง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่ามีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว และนักเคลื่อนไหวถูกยัดเยื่อข้อหา
  • ผลกระทบจากสหรัฐฯ: การจับกุมมาดูโรมุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูป ลดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอดอยาก

เหตุการณ์ เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว นี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา ที่ปกครองโดยชาเวซและมาดูโรมานาน ครอบครัวผู้ถูกคุมขังต่างรณรงค์หนักขึ้น เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Foro Penal เตือนว่าผู้ปล่อยตัวยังถูกห้ามแสดงความเห็นสาธารณะ สร้างสุญญากาศทางกฎหมาย

ในมุมกว้างขึ้น วิกฤตเวเนซุเอลาเริ่มจากน้ำมันราคาตก รัฐบาลสังคมนิยมล้มเหลว ทำให้เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนอพยพนับล้าน การแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่เสถียรภาพ แต่ก็เสี่ยงสงครามตัวแทนกับรัสเซียและจีนที่สนับสนุนมาดูโร

นี่คือก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในเวเนซุเอลา ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

อาลัย บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส

วงการภาพยนตร์โลกต้องสูญเสียดาวอีกดวง เมื่อ บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 91 ปี ข่าวนี้สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนๆ ทั่วโลกที่ชื่นชมในความสามารถและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง แต่เธอคือสัญลักษณ์ของยุคสมัย เธอเป็นตัวแทนของความงาม ความกล้าหาญ และความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยผลงานการแสดงที่โดดเด่นและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลก

ตลอดชีวิตการทำงานของเธอ บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส ได้สร้างผลงานที่น่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง “And God Created Woman” ที่ทำให้เธอโด่งดังไปทั่วโลก หรือผลงานอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแสดงที่หลากหลายของเธอ

จากนักแสดงสู่ผู้พิทักษ์สัตว์

หลังจากประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจผันตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ เธออุทิศตนให้กับการช่วยเหลือและปกป้องสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก โดยก่อตั้งมูลนิธิ Brigitte Bardot Foundation เพื่อรณรงค์และช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทารุณกรรม

แม้ว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตของเธอจะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองและสังคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส คือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวงการภาพยนตร์และสังคมฝรั่งเศส

ผลงานและมรดกของเธอจะยังคงอยู่ต่อไปในความทรงจำของผู้คนทั่วโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักแสดงและนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ๆ ให้กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก

บริจิตต์ บาร์โดต์ เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2477 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เธอเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากความสวยและความสามารถในการแสดงของเธอ

ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอมากที่สุดคือ “And God Created Woman” ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งกำกับโดย โรเฌร์ วาดิม สามีของเธอในขณะนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาอย่างมากเนื่องจากเนื้อหาที่ท้าทายขนบธรรมเนียมในยุคนั้น

นอกจากผลงานด้านภาพยนตร์แล้ว บาร์โดต์ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศและแฟชั่น เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองและไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ

ในปี พ.ศ. 2516 บาร์โดต์ได้ประกาศอำลาวงการบันเทิงและหันไปทำงานด้านสิทธิสัตว์อย่างเต็มตัว เธอเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Brigitte Bardot Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปกป้องและช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก

บาร์โดต์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568 สิริอายุ 91 ปี การจากไปของเธอเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์และวงการสิทธิสัตว์

บริจิตต์ บาร์โดต์ เป็นมากกว่านักแสดง เธอคือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย ผู้หญิงที่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก

ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของเธอจะแปดเปื้อนไปบ้างในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ความสำเร็จที่เธอได้สร้างไว้ในอดีต และการอุทิศตนเพื่อสัตว์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำ

ที่มา – บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

Scroll to top