นักเรียน

คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา

คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความหวัง หลังจากกระทรวงการคลังออกมาประกาศข่าวล่าสุดว่าเตรียมเดินหน้า คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา และกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์เดิม โดยงานนี้ถือเป็นการปลดล็อกความเดือดร้อนให้ผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง หลังจากที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระบบฐานข้อมูล

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ได้เห็นชอบแนวทางการผ่อนปรนเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นธรรม โดยจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอย่างเร่งด่วนในเร็วๆ นี้

กลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับสิทธิ์คืนจากการปรับเกณฑ์ครั้งนี้?

การปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมายหลักที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มรถเก่า: รัฐจะพิจารณาคืนสิทธิ์ให้สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์อายุ 15 ปีขึ้นไป เนื่องจากส่วนใหญ่มักเป็นรถสภาพเก่าที่จอดทิ้งไว้หรือโอนลอยไม่สมบูรณ์ ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์
  • กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา: จะได้รับการยกเว้นและคืนสิทธิ์ให้โดยเฉพาะนักศึกษานอกระบบที่อยู่ในการดูแลของ สกร. หากเข้าเงื่อนไขเพียงข้อเดียว
  • กลุ่มที่มีชื่อในองค์กรช่วยเหลือชุมชน: สำหรับผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการในวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อช่วยชุมชน จะได้รับการพิจารณาคืนสิทธิ์ด้วยเช่นกัน
  • กลุ่มบัญชีหลักทรัพย์: จะไม่นำกรณีบัญชีหุ้นที่เปิดทิ้งไว้โดยไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีมูลค่าต่ำมาตัดสิทธิ์อีกต่อไป

การดำเนินการ คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ บัตรคนจน ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา รอบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงย้ำชัดว่า สำหรับผู้ที่มีฐานะดีจริงๆ หรือมีการซื้อรถยนต์ใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา จะยังคงถูกคัดออกตามระเบียบเดิม เพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับผู้ที่เดือดร้อนตัวจริง

สำหรับใครที่ยังมีความกังวลเรื่องสถานะของตนเอง สามารถเตรียมเอกสารเพื่อรอเข้ากระบวนการทบทวนสิทธิ์ผ่านช่องทางที่ทางราชการกำหนดได้ในลำดับถัดไปครับ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องในยามเศรษฐกิจแบบนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานรัฐกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์แบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะสภาพความเป็นจริงของชีวิตคนเรามีความซับซ้อนกว่าตัวเลขในระบบฐานข้อมูลมากครับ การเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมให้เข้มแข็งในระยะยาว

ที่มา – คลังถอย ปรับเกณฑ์จ่อคืนสิทธิ์ “บัตรคนจน” ให้กลุ่มรถเก่า นักศึกษา มีชื่อในองค์กรช่วยชุมชน

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อต่างประเทศทันที เมื่อประธานาธิบดีอินโดนีเซียตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการปลดหัวหน้าโครงการอาหารกลางวันฟรีแบบฟ้าผ่า ท่ามกลางปัญหาใหญ่ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชน นั่นคือผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงมาตั้งแต่ต้น

ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

โครงการอาหารฟรีอินโดนีเซียถูกจัดตั้งขึ้นโดย ปราโบโว ซูเบียนโต ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาทุพโภชนาการและภาวะเด็กแคระแกร็น ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อเด็กมากกว่า 20% ของประเทศ ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ดีและเต็มไปด้วยเจตนาอันดี แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหามากมายจนทำให้ ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต ออกจากตำแหน่งในทันที เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองอีกครั้ง

เบื้องลึกปัญหาที่ทำให้ต้องมีการปลดฟ้าผ่าเกิดขึ้น

ปัญหาสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตมีดังนี้:

  • วิกฤตอาหารเป็นพิษ: มีรายงานพบผู้ล้มป่วยจำนวนมากจากการรับประทานอาหารในโครงการ โดยตัวเลขพุ่งสูงถึงหลักหมื่นราย
  • ข้อครหาทุจริต: องค์กรตรวจสอบทุจริตในอินโดนีเซียตรวจพบความผิดปกติในการใช้งบประมาณอย่างมหาศาล
  • การจัดการที่ล้มเหลว: คุณภาพอาหารที่ไม่ผ่านมาตรฐานและขาดสุขอนามัยในหลายพื้นที่ที่เป็นจุดแจกจ่าย

รัฐบาลได้นำ นานิก ซูดารยาติ เดยัง เข้ามารับตำแหน่งแทน ดาดัน ฮินดายานา ที่ถูกปลดออกไป ทั้งนี้รัฐบาลยังคงเน้นย้ำว่าโครงการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อประชากรกลุ่มเปราะบางกว่า 82.9 ล้านคน ซึ่งรวมถึงเด็กนักเรียน หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม การปรับทัพครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ว่าจะสามารถผลักดันนโยบายให้เดินหน้าต่อไปได้โดยปราศจากข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและคุณภาพในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่านโยบายจะมีเป้าหมายที่ดีเพียงใด แต่หากปราศจากการตรวจสอบที่เข้มงวดและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูงมาก เชื่อว่ารัฐบาลอินโดนีเซียคงต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพราะประเด็นสุขภาพของเด็กและงบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยอมให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยไม่ได้อีกแล้วครับ

ที่มา – ผู้นำอินโดฯ ปลดฟ้าผ่าหัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤตอาหารเป็นพิษ-ข้อครหาทุจริต

รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูประบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ และเชื่อมต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารกระทรวง ผู้แทนพรรคการเมือง ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้ดำเนินการประชุม โดยอ้างอิงจากมติรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ซึ่งกำหนด 5 ภารกิจหลักเพื่อก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ได้แก่ ภาระงานครู ความเหลื่อมล้ำงบประมาณ หลักสูตรและการเรียนการสอน ความปลอดภัยในสถานศึกษา และร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

กรอบ 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน

สกศ.ได้จัดทำกรอบ 3 แนวทางเพื่อหาจุดลงตัวในการเดินหน้า โดยแต่ละแนวทางมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน:

  • แนวทางที่ 1: ยืนยันการเสนอร่าง 660/2564 ที่เคยผ่าน สคก. แล้ว เพิ่มข้อสังเกต ทำให้เดินหน้าได้เร็ว แต่เนื้อหาหลายมาตรา
  • แนวทางที่ 2: แก้ไข พ.ร.บ.ปี 2542 เสริมจุดแข็ง ลดจุดอ่อน เข้าพิจารณาใหม่ ใช้เวลาน้อยกว่าเริ่มใหม่ทั้งหมด
  • แนวทางที่ 3: จัดทำร่างใหม่ทั้งหมด กระชับ ยืดหยุ่น สอดคล้องบริบทสมัยใหม่ แต่ใช้เวลานาน

ที่ประชุมแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง ชี้ท้าทายแต่ละแนวทาง เสนอตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ ส่งเสริมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ปรับยืดหยุ่นให้ทันสังคมและเทคโนโลยี เชื่อมโยงกฎหมายลูก นโยบายหลักสูตรที่สอดคล้องโลกปัจจุบัน

นายประเสริฐ แถลงปิดท้ายว่าการขับเคลื่อนรมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จะสรุปข้อคิดเห็นภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม เพื่อกฎหมายคุณภาพ หลักการชัด ลดซับซ้อน ปฏิบัติจริงได้ และผลักดันให้สำเร็จเร็ว

การปฏิรูปนี้สำคัญมาก เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติคือรากฐานระบบศึกษาไทย จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เด็กไทยแข่งขันโลกได้ หากแนวทางที่ 3 ได้รับการเลือก อาจนำหลักสูตรดิจิทัล AI และทักษะอนาคตมาใช้เต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันที่เน้นการศึกษาเพื่ออนาคต ทุกฝ่ายควรติดตามและมีส่วนร่วม เพื่อให้กฎหมายนี้ตอบโจทย์สังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ในมุมมองผู้เขียน การมีคณะกรรมการชุดพิเศษเป็นไอเดียดี จะเร่งรัดกระบวนการและรวมเสียงทุกฝ่ายได้ ลองคิดดูสิ ถ้ากฎหมายใหม่นี้สำเร็จ เด็กไทยจะได้เรียนในระบบที่ทันสมัยแค่ไหน

คุณคิดอย่างไรกับ 3 แนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจการศึกษามากขึ้น!

ที่มา – รมว.ศธ.นำระดมความเห็นขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ไทยสร้างไทย ห่วงจิตใจนักเรียน ปมดราม่าฝากของสอบเตรียมอุดม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในโซเชียลเลย นั่นคือ ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดม ครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ทุกคนรู้จักดี นักเรียนต้องทิ้งของมีค่ากับโทรศัพท์มือถือไว้หน้าห้องสอบ จนเกิดความวุ่นวาย สับสน และดราม่าอย่างหนัก แม้จะมีจุดรับฝากของ แต่ด้วยจำนวนคนเยอะมาก โรงเรียนต้องจัดการเองคนเดียว มันเลยกดดันทั้งเด็กๆ ที่จะสอบ ครู และเจ้าหน้าที่หน้างานสุดๆ

ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดม

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสภาพจิตใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหาบอก 2569 แต่คงพิมพ์ผิดนะครับ) เขาบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ เพราะเด็กๆ กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลก่อนสอบเข้าโรงเรียนดังๆ แบบเตรียมอุดมฯ ของมีค่าที่ทิ้งไว้ ถ้าเสียหายหรือหายไป จะกระทบยังไงบ้าง คิดดูสิครับ เด็กเครียดสอบอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องนี้เพิ่ม

นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมรอบสนามสอบก็ไม่ค่อยจะไหว มีงานอีเวนต์ใหญ่ๆ อย่างคอนเสิร์ตหรือโชว์ จองพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ทำให้บรรยากาศไม่เหมาะกับการสอบสำคัญที่กำหนดอนาคตเด็กๆ เลย พรรคไทยสร้างไทยมองว่านี่เป็นปัญหาโครงสร้าง ต้องมีมาตรฐานสนามสอบที่ดีกว่านี้

ปัญหาดรามาฝากของสอบเตรียมอุดมที่ไทยสร้างไทยห่วงใย

มาดูปัญหาหลักๆ กันครับ:

  • จำนวนผู้เข้าสอบจำนวนมาก แต่การจัดการฝากของไม่เพียงพอ
  • โรงเรียนต้องรับผิดชอบเอง โดยไม่มีหน่วยงานกลางช่วย
  • พื้นที่รอบๆ มีอีเวนต์รบกวน เสียงดัง จราจรติดขัด
  • ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำเคลื่อนที่ ระบบรักษาความปลอดภัยทรัพย์สิน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เด็กบางคนอาจได้เปรียบเพราะมีผู้ปกครองช่วยดูของ แต่บางคนต้องทิ้งไว้แบบไม่สบายใจ สุดท้ายส่งผลต่อสมาธิในการสอบแน่นอน

ข้อเสนอแนะจากไทยสร้างไทย เพื่อระบบสนามสอบที่ดีขึ้น

พรรคไทยสร้างไทยเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการ ลงมาเป็นเจ้าภาพร่วมเต็มตัว ประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้งภาคเอกชน ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย เพื่อ:

  • บริหารจัดการพื้นที่และบุคลากรให้เพียงพอ
  • จัดระบบจราจรและสาธารณูปโภค เช่น รถสุขาเคลื่อนที่
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินมาตรฐาน เช่น ตู้ล็อกเกอร์หรือจุดฝากของที่มี CCTV
  • ตรวจสอบความเหมาะสมของสถานที่สอบล่วงหน้า ไม่ให้มีอีเวนต์รบกวน

ถ้าทำได้แบบนี้ การสอบจะเป็นธรรม ลดความวุ่นวาย และช่วยถนอมจิตใจเด็กๆ กับครูที่ต้องทำงานหนักครับ

ในฐานะที่เราเคยผ่านการสอบแข่งขันมา บอกเลยว่าสนามสอบดีๆ สำคัญมาก มันไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กๆ แสดงศักยภาพได้เต็มที่ ปัญหาแบบนี้ไม่ควรเกิดซ้ำ โดยเฉพาะกับสอบสำคัญที่ทุกคนลุ้น

พรรคไทยสร้างไทยยังส่งกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคน คุณครู และเจ้าหน้าที่ที่สู้ๆ อยู่ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้การสอบครั้งต่อๆ ไปดีขึ้นนะครับ

คุณล่ะครับ คิดยังไงกับเรื่องนี้? เคยเจอปัญหาสนามสอบแบบนี้บ้างไหม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าอยากเห็นระบบสอบที่ดีกว่านี้ ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมือทำจริง!

สุดท้ายแล้ว การศึกษาไทยควรให้โอกาสเท่าเทียม ลดแรงกดดันที่ไม่จำเป็น เพื่ออนาคตของเด็กไทยที่สดใสกว่านี้

ที่มา – ไทยสร้างไทย ห่วงสภาพจิตใจนักเรียน ปมดรามาฝากของสอบเตรียมอุดมฯ เสนอ ก.ศึกษาฯ จัดระบบสนามสอบ

“นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจผลิตเด็ก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการศึกษา วันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากวงการศึกษาของไทยมาฝากกันครับ โดยเฉพาะนโยบายสุดฮอตที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ เพื่อยกระดับการศึกษาทั้งประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ชูให้ครูคือหัวใจสำคัญในการผลิตเด็กไทยที่มีคุณภาพ ลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติในพื้นที่ มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

“นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เช่น นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย รวมกว่า 240 คน จากศึกษาธิการภาค 18 ภาค และศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ก.พ. 2569 เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหนี้สิน (Credit Bank) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญในที่ประชุมที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

  • การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
  • ยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน
  • บริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ
  • พัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณ
  • ขับเคลื่อนโครงการ Quick Win และ Credit Bank

นางนฤมล เน้นย้ำตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจของการทำงานยุคใหม่คือการบูรณาการ ไม่แยกส่วน โดยเปรียบ 4 หน่วยงานหลักในกระทรวงฯ คือ สำนักงานปลัดฯ สพฐ. สพฐ. และ อาชีวะ เป็น “4 องค์ชาย” ที่ต้องร่วมมือกัน ลดช่องว่างระหว่างนโยบายบนหอคอยกับหน้างาน โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการร่วมกันช่วยให้เห็นปัญหาจริงและแก้ไขกฎระเบียบได้รวดเร็ว

ชูครูคือหัวใจผลิตเด็ก จากแนวคิด “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ คือ การหันมาดูแล “โรงงานผลิต” และ “คนทำงาน” นั่นคือครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มักถูกละเลยในอดีต ซึ่งเด็กคือผลผลิตที่มีค่า แต่ถ้าครูขวัญกำลังใจต่ำ คุณภาพก็ยากจะดี รมว.ศธ. ขอให้ศึกษาธิการจังหวัดดูแลสวัสดิการครู เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์กลางแก้หนี้สินครู และโครงการบ้านพักครู ซึ่งเอกสารส่ง สลค. แล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครู

บทบาทศึกษาธิการจังหวัดยุคใหม่ต้องเป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมทุกหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ส่งสาร หากมีปัญหาแจ้งตรงส่วนกลางเพื่อปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์จริง นโยบายนี้สอดคล้องแนวทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ ที่กำกับดูแล ศธ.

ในมุมมองของผม การบูรณาการทั้งระบบแบบนี้คือกุญแจสู่การปฏิรูปการศึกษาไทยที่ยั่งยืน หากครูมีกำลังใจดี เด็กไทยก็จะแข็งแกร่ง คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดที่ “นฤมล” ย้ำบูรณาการทั้งระบบ นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะ ติดตามข่าวการศึกษาและนโยบายล่าสุดได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – “นฤมล” ย้ำกระทรวงศึกษาธิการยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูคือหัวใจผลิตเด็ก

“ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงานวันครู 2569

“ร.อ.ธรรมนัส-รมว.นฤมล” นำจัดงานวันครูครั้งที่ 70 ที่หอประชุมคุรุสภา พร้อมรำลึกพระคุณครูและเทิดพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่และครูของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันครู 2569 ครั้งที่ 70 พ.ศ.2569 ขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี โดยการจัดงานวันครู 2569 ในปีนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเป็นผู้รับผิดชอบหลักจัดขึ้นพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน

สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 93 รูป และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมถึงพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนเข้าสู่พิธีการอย่างเป็นทางการ

โอกาสเดียวกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวม 11 รางวัล จำนวน 232 คน เช่น รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ รางวัลคุรุสภา รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลผลงานหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัล Next Generation Teacher Award รางวัลสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี รางวัลพระพฤหัสบดี และรางวัลครูดีในดวงใจ สะท้อนถึงความสำคัญและคุณค่าของครูในฐานะกำลังหลักในการพัฒนาการศึกษาและอนาคตของประเทศชาติอย่างยั่งยืน 

ต่อมา นางนฤมล กล่าวว่า วันครูจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2500 และในปีนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 70 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครูกับประชาชน ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์ต่อการศึกษาของชาติ 

“ตั้งแต่ดิฉันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลของท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับครูในฐานะหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ การปรับเกณฑ์ขอวิทยฐานะให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดูแลสวัสดิการ โดยเฉพาะโครงการบ้านพักครูและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูผ่านการรวมและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเปิดงานว่า วันครูเป็นวันสำคัญยิ่งในการร่วมกันรำลึกถึงคุณค่าของครู เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของชีวิต อย่างไรก็ตาม ขอเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยติดตามเสด็จฯ ในอดีต ทำให้ประจักษ์ถึงพระเมตตาและพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ มีความผูกพันและความสำนึกในพระคุณครูตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะที่ปัญหาคุณภาพชีวิตของครู โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยและภาระหนี้สินนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากครูมีความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมสามารถทำหน้าที่พ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยขอให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ท้อถอยและยืนยันจะเดินหน้าผลักดันนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูอย่างต่อเนื่อง

“ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงานวันครู 2569

ความสำคัญของงานวันครู 2569

งานวันครู 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสสำคัญในการรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ การจัดงานในปีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตครู เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้การมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ยังเป็นแรงจูงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามุ่งมั่นพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นการส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครูกับประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับการศึกษาและครู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โครงการบ้านพักครู และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความตั้งใจจริงในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงาน “วันครู 2569” ยันผลักดันยกระดับคุณภาพชีวิตครู

“อภิสิทธิ์” ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ รุดฟังปัญหาการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสใน จ.นนทบุรี สะท้อนเด็กเรียนน้อยลง เรียนฟรีไม่จริง ค่าอาหารกลางวันไม่พอ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาระบาด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง และนายเอิบ พงบุหงอ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังอุปสรรคระบบการศึกษา และการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี

จากการหารือในเบื้องต้นมีการสะท้อนปัญหาเรื่องงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และจำนวนนักเรียน เช่น เด็กต่ำกว่า 40 คน จะได้อุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว/วัน จะได้ 36 บาท แต่ถ้าหากมีเด็กนักเรียนมากกว่า 40 คนจะได้ค่าอาหารลดเหลือเพียง 22 บาท/หัว/วัน ซึ่งไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผลักดันแก้ไขในเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ

จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ พบปะกับนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่ที่บริเวณลานสนามหน้าเสาธง โดยได้พูดคุยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และถามว่ารู้จักหรือไม่ว่าเป็นใคร เด็กชั้น ม.1 จึงตอบว่า “รู้จัก เป็นนายกฯ เก่าของประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อไปว่า “แน่ใจนะ อาจจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ได้” เด็กนักเรียนจึงได้กล่าวต่อมาว่า “ก็เป็นไปได้”

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจมาโรงเรียนขยายโอกาส เนื่องจากโรงเรียนมีหลายรูปแบบและมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสมีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กส่วนใหญ่จะไปต่อสายอาชีพ ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นๆ เริ่มมีปัญหาจำนวนเด็กที่เรียนต่อลดลง วันนี้มาติดตามนโยบายหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้ เช่น การเรียนฟรี ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาไม่ฟรีจริง มีการติดขัดด้านงบประมาณต่างๆ จึงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งโรงเรียนนี้โชคดีที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจังหวัดเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น 

และจากนี้จะเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างการเชื่อมโยงแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เรื่องการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทำให้การจัดการศึกษานั้นยากขึ้น รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้นลง อีกทั้งมีเรื่องยาเสพติดในชุมชน บุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงการลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ก็พบว่ามีสะท้อนปัญหาเรื่องกัญชาเข้ามามากในหมู่นักเรียนและเยาวชน.

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จากการลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา พบว่าปัญหาการศึกษาไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หรือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่นักเรียนและเยาวชน

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ได้จากการฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

จากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต ทำให้ “อภิสิทธิ์” ได้เห็นภาพรวมของปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ “อภิสิทธิ์” เข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

  • ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่เพียงพอ
  • ปัญหาเรื่องการเรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
  • ปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาด
  • ปัญหาเด็กสมาธิสั้น
  • ปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ.

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ดังนั้น การที่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย เพราะการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทุกฝ่าย หากเราต้องการเห็นการศึกษาไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราได้

การติดตาม“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

กช. เคาะร่างหลักเกณฑ์ กู้เงินพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

“นฤมล” เคาะร่างประกาศ กช. หลักเกณฑ์ฯ กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนในระบบ-โรงเรียนสอนศาสนา พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2-ปลอดดอกเบี้ย เยียวยาเหตุภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ… และร่างประกาศ กช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียน พ.ศ…

“ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศฯ ทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มเติมคำว่า ภัยพิบัติ ในบทนิยาม กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับโรงเรียนในระบบร้อยละ 2 ต่อปี และปลอดดอกเบี้ยสำหรับเหตุจากภัยพิบัติ ให้สิทธิกู้ยืมเงินซ้ำสำหรับผู้กู้เดิม ส่วนร่างประกาศฯ สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ กำหนดเกณฑ์/ลักษณะต้องห้ามโรงเรียนที่มีสิทธิยืมเงิน กำหนดเกณฑ์พิจารณาให้ยืมเงิน มาตรการช่วยเหลือผู้ยืมเงิน การลด/งดเบี้ยปรับ ขอพักชำระหนี้ การขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกไม่เกินสามปี เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าประกาศดังกล่าว จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับโรงเรียน และช่วยเหลือเยียวยาสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประกอบด้วย เลขาธิการ กช. เป็นที่ปรึกษา นายอรรถพล ตรึกตรอง เป็นประธานอนุกรรมการ มีอนุกรรม ซึ่งเป็นผู้แทนภาคเอกชนและนิติกร สช.จำนวน 16 ราย เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ หรือ เสนอแนะการพัฒนากฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่อไป 

นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานการสำรวจข้อมูลนักเรียนและโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส มีนักรเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 81,891 คน และโรงเรียนเอกชน 480 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 389 ล้านบาท ซึ่ง สช. ได้นำข้อมูลส่งให้ สป. รวบรวมเพื่อเสนอ ครม.อนุมัติให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนในภาพรวมของ ศธ. เพื่อเยียวยาชดเชยเป็นเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการเรียนฟรี 15 ปี ทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าหนังสือเรียน ส่วนมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน อาคารเรียน ครุภัณฑ์/อุปกรณ์การศึกษา อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองข้อมูลความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่

เคาะร่างประกาศ กช.หลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

รายละเอียดหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

การปรับปรุงแก้ไขประกาศกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนโรงเรียนเอกชนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายโรงเรียนกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากภัยพิบัติ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษและการให้สิทธิกู้ยืมเงินซ้ำเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด

สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ การกำหนดเกณฑ์และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และสามารถนำเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การแต่งตั้งอนุกรรมการพัฒนากฎหมายการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การอนุมัติหลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้ เป็นข่าวดีสำหรับโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายและมีเงื่อนไขผ่อนปรน จะช่วยให้โรงเรียนสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยยังแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน

การลงทุนในการศึกษาคือการลงทุนในอนาคต การสนับสนุนโรงเรียนเอกชนให้เข้มแข็งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – เคาะร่างประกาศ กช.หลักเกณฑ์กู้เงิน-ยืมเงิน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน

ศธ. ยัน ไม่ห้ามจัดกิจกรรมนักเรียนช่วงไว้อาลัย

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งงดจัดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อแสดงความอาลัยเป็นเวลา 1 ปี สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองและนักเรียนว่าจะกระทบต่อกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน ล่าสุด นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ศธ. ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย

รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวมีเจตนาเพื่อขอความร่วมมืองดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงที่ไม่เป็นทางการ เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง เท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียนแต่อย่างใด

ศธ. ยัน ไม่ห้ามจัดกิจกรรมนักเรียนช่วงไว้อาลัย

นางนฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า เข้าใจถึงความกังวลของผู้ปกครองที่อาจเข้าใจผิดว่าหนังสือสั่งการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ภายในโรงเรียน จึงขอยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีเจตนาที่จะสั่งห้ามหรือปิดกั้นกิจกรรมดังกล่าว โดยกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ

กิจกรรมใดบ้างที่ยังจัดได้ในช่วงไว้อาลัย?

  • กิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติ
  • กิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กีฬาสี งานแสดงศิลปะ ดนตรี
  • กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด
  • กิจกรรมจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์
  • ประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี

รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กำชับให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้ทำความเข้าใจถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมในช่วงไว้อาลัยให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การเน้นย้ำเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในสถานศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่นและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เด็กนักเรียนควรได้รับโอกาสในการแสดงออกและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยไม่ขัดต่อความรู้สึกของสังคมโดยรวม การสื่อสารที่ชัดเจนและเปิดเผยจากผู้บริหารสถานศึกษาจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการแสดงความอาลัยและการส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน การที่ ศธ. ออกมายืนยันว่า ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย ถือเป็นการคลายความกังวลและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียนได้เป็นอย่างดี การที่โรงเรียนสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ จะช่วยให้นักเรียนยังคงได้รับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโตและพัฒนาเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

การที่ ศธ. ยืนยันว่า ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย เป็นสัญญาณที่ดีว่ากระทรวงฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “นฤมล” ยัน ศธ. ไม่ได้สั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนช่วงไว้อาลัย

Scroll to top