นามสกุลพูลมุข

พบแล้ว! บ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ทำบุญวันเกิดทุกปี

จากกรณีข่าวเกี่ยวกับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับชื่อและเลขบัตรประชาชน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องราวอีกด้านของผู้ที่ชาวบ้านขอนแก่นคุ้นเคยในชื่อ “พระจอร์จ”

พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของ “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นคนจังหวัดขอนแก่นแต่กำเนิด โดยที่อยู่ตามทะเบียนบ้านปี 2526 ระบุว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งในหมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านพักข้าราชการของสำนักงานทางหลวงที่ 7 ขอนแก่น กรมทางหลวง

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวเดิมเป็นบ้านของพ่อเฉย ผู้เป็นพ่อของ “พระอลงกต” ซึ่งชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “พระจอร์จ” มากกว่า และจดจำเรื่องราวดีๆ ที่ “พระจอร์จ” มอบให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี ท่านมักจะแวะเวียนมาบอกบุญปีละครั้งในช่วงวันเกิด โรงเรียนที่ “พระจอร์จ” เคยศึกษาคือโรงเรียนแก่นนคร พ่อเฉยก็เป็นที่รักของคนในชุมชนเช่นกัน ท่านจะทำว่าวให้เด็กๆ เล่นสนุกสนาน ส่วนพี่สาวของ “พระจอร์จ” ก็ขายข้าวแกงอยู่ตรงข้ามบ้านพักข้าราชการ บ้านของครอบครัว “พระอลงกต” นั้นติดกับรั้วของสำนักงานทางหลวง มีประตูเหล็กที่สร้างไว้เพื่อให้เข้าออกได้สะดวก

หลังจากครอบครัวของ “พระจอร์จ” เกษียณอายุราชการ ก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บ้านพักปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยู่ ส่วนบ้านส่วนตัวก็ไม่มีใครอาศัยเช่นกัน “พระจอร์จ” ออกจากบ้านไปตั้งแต่ปี 2527 แต่ท่านจะกลับมาที่บ้านส่วนตัวทุกปีหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อมาทำบุญวันเกิดที่โรงเรียนแก่นนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของท่าน มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เสมอ และทุกครั้งที่ “พระอลงกต” มาทำบุญ จะมีญาติโยมมาร่วมงานจนเต็มพื้นที่

เรื่องเล่าจากเพื่อนบ้านเกี่ยวกับ “พระอลงกต”

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเล่าว่าช่วงที่ “พระจอร์จ” เรียนอยู่ที่โรงเรียนแก่นนคร ท่านยังเป็นนักกีฬาฟุตบอล เป็นคนใจดี ยิ้มเก่ง คาดว่าหลังจากจบ ม.ต้น จากโรงเรียนแก่นนคร ท่านก็ไปศึกษาต่อสายอาชีพที่โรงเรียนเทคนิคขอนแก่นใกล้ๆ บ้าน แต่ทุกคนไม่ทราบชื่อ-สกุลจริงของ “พระจอร์จ” มาทราบจากข่าวที่ปรากฏ ส่วนพ่อของ “พระจอร์จ” ชื่อเฉย แต่ไม่มีใครทราบนามสกุล เมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับ “พระอลงกต” ทุกคนก็รู้สึกตกใจและสงสาร เพราะเท่าที่เคยสัมผัส ท่านเป็นคนใจดีมาก

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ “พระอลงกต” ตามข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้าน โดยมีประธานชุมชนบะขาม หมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร่วมเดินทางไปด้วย บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในซอยอำพล หมู่ 4 จากการสำรวจพบว่าประตูถูกล็อคไว้นานแล้ว สภาพบ้านเป็นบ้านร้าง มีจดหมายจำนวนมากในตู้จดหมาย สภาพขาดรุ่งริ่งจากฝนตกใส่ และเป็นจดหมายเก่า โดยจ่าหน้าซองถึงบุคคลในครอบครัวพี่สาวของ “พระอลงกต” ซึ่งนามสกุลเป็นนามสกุลของครอบครัวสามีพี่สาว

นางจารุณี ประธานชุมชนบะขาม ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเป็นประธานชุมชนมาตั้งแต่ปี 2543 ข้อมูลที่ทราบคือบ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อเฉย พ่อของ “พระอลงกต” แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ชื่อนี้ ตนเองจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ส่วนนามสกุลของพ่อเฉยก็จำไม่ได้เช่นกัน ในบ้านหลังนี้มีพ่อเฉย พี่เขย และพี่สาวอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนภรรยาของพ่อเฉยเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นหลายปี

พ่อเฉยและพี่เขยของ “พระอลงกต” ทำงานที่สำนักงานทางหลวง มีประตูที่สามารถเข้าออกไปยังสำนักงานซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักข้าราชการได้สะดวก ครอบครัวนี้มักจะใช้ประตูที่ติดกับรั้วสำนักงานทางหลวงเป็นประจำ ไม่ค่อยได้ใช้ประตูทางเข้าชุมชนบะขาม ก่อนที่พ่อเฉยจะเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว บ้านก็ตกเป็นของลูกสาว ซึ่งเป็นพี่สาวของ “พระอลงกต” สมัยที่ “พระอลงกต” ยังเป็นวัยรุ่น ท่านไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้าน นานๆ จะมาสักครั้ง หลังจากพ่อเฉยเสียชีวิต ท่านก็หายไป ทราบคร่าวๆ ว่าไปบวช กระทั่งมาทราบอีกทีก็คือ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

นางจารุณียังเล่าอีกว่า ตนเองเคยเดินทางไปดูงานที่วัดพระบาทน้ำพุพร้อมกับชาวชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 30-40 คน โดยเดินทางด้วยรถของเทศบาลฯ เนื่องจากสมัยนั้นวัดพระบาทน้ำพุดังในเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV และในช่วงโควิด อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดทำผ้าป่าและนำเงินประมาณ 500,000 กว่าบาทไปถวายที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งตนเองและชาวชุมชน รวมทั้งประธานชุมชนอื่นๆ ในเขตเดียวกันได้เดินทางไปร่วมบุญด้วย และยังได้เห็นพี่สาวของ “พระอลงกต” ทำหน้าที่ในครัว ดูแลเรื่องอาหารของวัด “พระอลงกต” จะกลับมาที่บ้านในช่วงหลังสงกรานต์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของท่าน

ก่อนที่ “พระอลงกต” จะเดินทางมา พี่สาวของท่านจะให้แม่ครัวมาทำอาหารที่บ้านหลังนี้เพื่อเตรียมถวายและเลี้ยงชาวบ้าน โดยจะมีการเชิญผู้สูงอายุมาร่วมรดน้ำดำหัวและมอบเงินให้รายละ 1,000 บาทเป็นการทำบุญวันเกิด แต่คนในชุมชนไม่ค่อยได้ไปร่วมงาน มีเพียงญาติๆ และคนในย่านบ้านพักสำนักงานทางหลวงเท่านั้นที่ได้รับเชิญ ตนเองในฐานะประธานชุมชนได้ไปร่วมงานเพื่ออยากเห็นลูกบ้านของตัวเองได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุด้วยความชื่นชม

เมื่อเห็นข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนตัวไม่ได้ตกใจ คิดอยู่ว่าสักวันจะต้องมีเรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพราะเงินมันเยอะ ตนเองไม่อยากจะพูดว่าเมื่อเห็นเงินเยอะแล้วเกิดกิเลส เพราะพระก็เป็นคนคนหนึ่ง ซึ่งกิเลสไม่ได้อยู่ที่พระ แต่อยู่ที่โยมที่นำกิเลสไปให้ จากแรกๆ ที่ตั้งใจจริง พอเงินเยอะก็อาจทำให้เผลอได้ ส่วนเรื่องความศรัทธาส่วนตัว ตอนนี้ยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำบุญตักบาตรตามปกติ แต่อาจจะต้องเลือกสถานที่ที่จะทำบุญเพื่อให้สบายใจ

เรื่องราวของ “พระอลงกต” หรือ “พระจอร์จ” ที่ชาวบ้านขอนแก่นรู้จัก เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างท่านกับบ้านเกิด และความทรงจำดีๆ ที่ท่านได้สร้างไว้กับชุมชน แม้จะมีข่าวคราวต่างๆ เกิดขึ้น แต่ความศรัทธาและความเคารพที่ชาวบ้านมีต่อท่านก็ยังคงอยู่

ที่มา – พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

เรื่องราวสุดฮือฮาจากวงการการศึกษา! อาจารย์คณะพืชศาสตร์ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของนักศึกษาเก่าชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” ที่หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุชื่อดังถึง 80% เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

อาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในจังหวัดพิษณุโลก ได้ออกมาเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับลูกศิษย์ชื่อนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเคยศึกษาในระดับ ปวช. เมื่อปี 2523 อาจารย์เล่าว่า ตอนนั้นตนเองเพิ่งเริ่มเข้ารับราชการใหม่ๆ และได้เจอกับนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเป็นนักศึกษาที่โดดเด่น เป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนฝูง

“เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” นักศึกษาดาวเด่น

อาจารย์เล่าว่า นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว เป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี เป็นนักกิจกรรมตัวยง ชอบเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า และมีความเป็นผู้นำสูง มักจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของรุ่นในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือนายเกรียงไกรเคยเป็นประธานในการจัดทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่นให้กับเพื่อนๆ ในชั้น ปวช.ปี 3

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการศึกษาในระดับ ปวช. ก็ไม่มีใครทราบว่านายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ได้ศึกษาต่อในระดับ ปวส. หรือไม่ แต่ที่เป็นเรื่องน่าสนใจคือ เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่กลับเชื่อว่า นายเกรียงไกรคือพระอลงกตถึง 80%

ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มต้นจากการที่เพื่อนๆ ในรุ่นมีการจัดงานเลี้ยงรุ่นกันเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่เคยมีใครได้พบเจอนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว มาร่วมงานเลยสักครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ มีข่าวลือว่านายเกรียงไกรรับทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่น แต่ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ แถมยังนำเงินที่เก็บจากเพื่อนๆ ไปด้วย จำนวนหลักหมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น อาจารย์เล่าว่า เงินเดือนของตนเองในสมัยนั้นอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน ลองคิดดูว่าเงินหมื่นบาทในสมัยนั้นจะมีมูลค่ามากขนาดไหน

พระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ และมักจะเดินทางมาบิณฑบาตเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นประจำ โดยทางมหาวิทยาลัยมักจะนิมนต์ท่านมาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในวันนั้นจะมีการงดการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมบิณฑบาต ฟังเทศนา และชมคอนเสิร์ตจากผู้ป่วยของวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระอลงกตคือนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว จริงหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่ามีความเชื่อในเรื่องนี้ถึง 80% ตามความเชื่อของเพื่อนร่วมรุ่นของนายเกรียงไกร

อาจารย์ยังได้ฝากข้อความถึงพระอลงกตว่า หากท่านยังมีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เคยเป็นศิษย์เก่าอยู่บ้าง ก็ขอให้ออกมายอมรับในสิ่งที่เคยทำผิดพลาด หรือหากมีเหตุผลใดๆ ก็ขอให้ออกมาพูด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากพระอลงกตเคยไปรับราชการที่กระทรวงเกษตรจริง ท่านใช้วุฒิการศึกษาใดในการสมัคร เนื่องจากรุ่นของท่านมีเพื่อนที่จบการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์และทำงานเป็นเกษตรจังหวัดอยู่หลายคน

เรื่องราวของนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว และความเชื่อมโยงกับพระอลงกต ยังคงเป็นปริศนาที่รอการไข แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับการกระทำและความดีที่พระอลงกตได้สร้างไว้มากกว่า

ที่มา – อาจารย์เผยมีนักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เชื่อเป็นพระอลงกต 80%

วัดพระบาทน้ำพุ แจงดราม่าหลวงพ่ออลงกต ขอเวลาตรวจสอบ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต พูลมุข ล่าสุดทีมทนายความและตัวแทนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาค

วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความ กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และเด็กกำพร้า ส่วนประเด็นการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชนของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกตมีบัตรประชาชนของตัวเอง และนามสกุล “พูลมุข” จริงตามหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีที่ใบสุทธิพระใช้นามสกุลพลมุขและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต อาจเกิดจากความสับสน

ทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเลขบัตรประชาชนที่ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกกับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความจะนำประเด็นเหล่านี้ไปตรวจสอบและให้คำตอบในภายหลัง

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ยืนยันว่า นายอลงกต พลมุข ข้าราชการที่เสียชีวิต เป็นญาติโดยตรงของตนเอง ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับนามสกุลเดียวกันนั้น ไม่ได้มีการสอบถามโดยตรง แต่ทราบว่าทั้งสองคนมีเลขบัตรประชาชนคนละเลขกันตามที่กรมการปกครองได้ชี้แจง

ทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ยังได้ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ป่วย HIV ที่วัดรับดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 140 คน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ รวมแล้วมีคนที่หลวงพ่ออลงกตดูแลทั้งสิ้น 1,260 คน

ทีมทนายความยังได้อธิบายถึงบทบาทของมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าแต่ละมูลนิธิแยกออกจากวัดโดยสิ้นเชิง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโดยตรง กิจการต่างๆ ดำเนินการในนามมูลนิธิ ไม่เกี่ยวกับวัด และมูลนิธิไม่ใช่ของวัด

สำหรับประเด็นที่ว่าสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตทำในทุกวันนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทีมทนายความยืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำในพระบาทน้ำพุเป็นกิจของสงฆ์ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และทำให้คนมีความสุข

เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ

ส่วนเรื่องเงินบริจาค ทีมทนายความชี้แจงว่า เงินที่เข้ามูลนิธิกับเงินวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เงินที่หลวงพ่ออลงกตได้รับบริจาคมาและนำเข้ามูลนิธิ ก็เป็นเงินส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกตที่ได้รับบริจาคมาให้ทำตามสาธารณประโยชน์

ประเด็นเรื่องที่ดินที่ใช้ชื่อบุคคลถือแทนวัดนั้น ทีมทนายความอธิบายว่า ไม่ใช่การถือที่ดินแทนวัด แต่เป็นการถือที่ดินแทนมูลนิธิ โดยที่ดินที่ซื้อ ไม่ได้ซื้อทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อยๆ ได้มาทีละแปลง จึงใช้เป็นชื่อบุคคลก่อนระหว่างรวบรวมที่ดิน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยกรรมสิทธิ์ก็จะไปอยู่ที่มูลนิธิ

สำหรับโรงเรียนนาถะศาสตร์ สนามฟุตบอล และใจฟ้าฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิธรรมรักษ์และมูลนิธิอาทรประชานาถ ทีมทนายความยืนยันว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนที่มีทักษะทางกีฬาที่ดี เพื่อพัฒนาเด็กให้มุ่งสู่อนาคตที่ดี

และกรณีที่ดินในอำเภอดินหนองม่วง 2,000 ไร่นั้น ทีมทนายความชี้แจงว่า แท้จริงมีเนื้อที่เพียงประมาณ 800-900 ไร่เท่านั้น และในจำนวนนี้ได้บริจาคให้ราชการ คือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี 236 ไร่ ส่วนที่เหลือที่ทายาทของไวยาวัจกรคนเก่ายังไม่ได้โอนคืน ก็กำลังเร่งโอนคืนให้กับมูลนิธิ

นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม เงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้ในประโยชน์สาธารณะทั้งหมด และยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง

จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข้อมูลใดๆ ก็ตาม การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้ สิ่งที่วัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญอยู่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ

ที่มา – วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

Scroll to top