จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต พูลมุข ล่าสุดทีมทนายความและตัวแทนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาค
วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม
นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความ กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และเด็กกำพร้า ส่วนประเด็นการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชนของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกตมีบัตรประชาชนของตัวเอง และนามสกุล “พูลมุข” จริงตามหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีที่ใบสุทธิพระใช้นามสกุลพลมุขและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต อาจเกิดจากความสับสน
ทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเลขบัตรประชาชนที่ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกกับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความจะนำประเด็นเหล่านี้ไปตรวจสอบและให้คำตอบในภายหลัง
นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ยืนยันว่า นายอลงกต พลมุข ข้าราชการที่เสียชีวิต เป็นญาติโดยตรงของตนเอง ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับนามสกุลเดียวกันนั้น ไม่ได้มีการสอบถามโดยตรง แต่ทราบว่าทั้งสองคนมีเลขบัตรประชาชนคนละเลขกันตามที่กรมการปกครองได้ชี้แจง
ทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ยังได้ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ป่วย HIV ที่วัดรับดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 140 คน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ รวมแล้วมีคนที่หลวงพ่ออลงกตดูแลทั้งสิ้น 1,260 คน
ทีมทนายความยังได้อธิบายถึงบทบาทของมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าแต่ละมูลนิธิแยกออกจากวัดโดยสิ้นเชิง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโดยตรง กิจการต่างๆ ดำเนินการในนามมูลนิธิ ไม่เกี่ยวกับวัด และมูลนิธิไม่ใช่ของวัด
สำหรับประเด็นที่ว่าสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตทำในทุกวันนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทีมทนายความยืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำในพระบาทน้ำพุเป็นกิจของสงฆ์ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และทำให้คนมีความสุข
เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ
ส่วนเรื่องเงินบริจาค ทีมทนายความชี้แจงว่า เงินที่เข้ามูลนิธิกับเงินวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เงินที่หลวงพ่ออลงกตได้รับบริจาคมาและนำเข้ามูลนิธิ ก็เป็นเงินส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกตที่ได้รับบริจาคมาให้ทำตามสาธารณประโยชน์
ประเด็นเรื่องที่ดินที่ใช้ชื่อบุคคลถือแทนวัดนั้น ทีมทนายความอธิบายว่า ไม่ใช่การถือที่ดินแทนวัด แต่เป็นการถือที่ดินแทนมูลนิธิ โดยที่ดินที่ซื้อ ไม่ได้ซื้อทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อยๆ ได้มาทีละแปลง จึงใช้เป็นชื่อบุคคลก่อนระหว่างรวบรวมที่ดิน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยกรรมสิทธิ์ก็จะไปอยู่ที่มูลนิธิ
สำหรับโรงเรียนนาถะศาสตร์ สนามฟุตบอล และใจฟ้าฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิธรรมรักษ์และมูลนิธิอาทรประชานาถ ทีมทนายความยืนยันว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนที่มีทักษะทางกีฬาที่ดี เพื่อพัฒนาเด็กให้มุ่งสู่อนาคตที่ดี
และกรณีที่ดินในอำเภอดินหนองม่วง 2,000 ไร่นั้น ทีมทนายความชี้แจงว่า แท้จริงมีเนื้อที่เพียงประมาณ 800-900 ไร่เท่านั้น และในจำนวนนี้ได้บริจาคให้ราชการ คือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี 236 ไร่ ส่วนที่เหลือที่ทายาทของไวยาวัจกรคนเก่ายังไม่ได้โอนคืน ก็กำลังเร่งโอนคืนให้กับมูลนิธิ
นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม เงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้ในประโยชน์สาธารณะทั้งหมด และยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง
จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข้อมูลใดๆ ก็ตาม การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้ สิ่งที่วัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญอยู่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ
ที่มา – วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม


