นายกคนที่ 32

“อนุทิน” ดีใจ พรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

“อนุทิน” ยิ้มแย้มเข้าสภาฯ หลังพรรคประชาชนมีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข หัวเราะ “พรรคเพื่อไทย” บอกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พาประเทศไม่รอด เป็นเหตุยื่นยุบสภา ชี้ให้ไปดูคำแถลงพรรคส้ม

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสภาฯ เมื่อเวลา 09.47 น. โดยผู้สื่อข่าวถามถึงว่า ทันทีที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ดีใจหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลการยุบสภาว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำพาประเทศไปไม่รอด นายอนุทินหัวเราะ ก่อนตอบว่า ดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลงมันมีคำตอบอยู่ในนั้น

เมื่อถามว่าพร้อมเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ”

“อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง และการยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาล

อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน “ดีใจที่จะโหวตนายกฯ ให้”

หลังจากการแถลงข่าวของพรรคประชาชนที่ประกาศสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นักข่าวได้สอบถามความรู้สึกของนายอนุทิน ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความยินดีและความขอบคุณที่นายอนุทินมีต่อพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา โดยระบุว่าขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่สามารถนำพาประเทศไปรอดได้ นายอนุทินได้หัวเราะและกล่าวว่าให้ไปดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลง ซึ่งน่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้น เป็นการตอบโต้ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในสถานการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่านายอนุทินพร้อมที่จะเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่อไป

การที่พรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การจับมือกันของสองพรรคนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่นายอนุทินพร้อมจะเซ็นนั้น จะมีรายละเอียดอะไรบ้างและจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อนาคตทางการเมืองของอนุทินกับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน

การได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการบริหารจัดการประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้สำเร็จ

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ท้าทายนี้

การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทางการเมือง และการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรักษาความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • การตัดสินใจของพรรคประชาชนส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร?
  • ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีอะไรบ้าง?
  • ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการร่วมมือของสองพรรคนี้?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากรู้และรอคอยคำตอบจากนักการเมืองทุกคน หวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ พร้อมเซ็นทุกข้อตกลง

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

เปิดเอกสารลงนาม 5 ข้อระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยฉบับเพิ่มเติม “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ย้ำ ปชน. จะเป็นฝ่ายค้านต่อ ไม่มีใครไปเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน นำแถลงข่าวว่า 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้คุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคมีมติว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

โดยนายณัฐพงษ์ ได้แถลงว่า กรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเห็นร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าในระยะเวลาอันสั้น จัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว

4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยในเอกสารตอนท้ายมีการระบุชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางพรรคได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อคืนนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 25,000 คน ความเสี่ยงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการบิดพลิ้ว และการตระบัดสัตย์ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีต้นทุนในการรับผลนั้น ยืนยันว่าไม่เสียใจภายหลัง เพราะ 5 วันที่ผ่านมา ได้ไตร่ตรองและรับฟังเสียงรอบด้าน ทั้ง สส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงาน ทุกความเห็นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการลงนามนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน ได้ลงนามตอบกลับแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ไว้วางใจนายกฯ คนใด แต่เพื่อให้เดินหน้ายุบสภา

ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย พบว่า นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แกนนำพรรค พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เดินทางมารับเอกสารลงนาม ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก สส. ของพรรคภูมิใจไทย ด้านบนอาคารรัฐสภา

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การจับตาดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศต่อไปในอนาคต มาร่วมกันติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และแสดงพลังของเราในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้

ด่วน! ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยันแล้ว

สถานการณ์การเมืองล่าสุดร้อนระอุ! “สรวงศ์” ยืนยันว่า “ภูมิธรรม” ได้ดำเนินการเรื่องทูลเกล้าฯ ยุบสภาเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าการที่ “พรรคประชาชน” ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังจากที่พรรคประชาชนมีมติสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ในด้านของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้ารับการพิจารณา

นายสรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระบวนการทั้งหมดที่ผมได้รับทราบมาเมื่อเช้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของรายละเอียดต่างๆ ขอให้นายภูมิธรรมเป็นผู้ออกมาแถลงด้วยตนเองจะเหมาะสมกว่า” เมื่อถูกถามย้ำว่าขณะนี้ได้มีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ใช่ครับ ในส่วนที่นายภูมิธรรมรับผิดชอบ นายภูมิธรรมได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”

ทําไมต้องทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

สำหรับเหตุผลสำคัญในการทูลเกล้าฯ ยื่นยุบสภาในครั้งนี้ นายสรวงศ์ อธิบายว่า “มีหลายสาเหตุมากครับ สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกแล้ว พรรคประชาชนประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย แต่กลับจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนเพียง 130 กว่าเสียงเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าความเชื่อมั่นจะมาจากไหน ในความเป็นจริง สถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในฐานะ สส. คนหนึ่ง ผมมองว่าไม่น่าจะสามารถไปต่อได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการขอยุบสภา เนื่องจากมีหลายฝ่ายท้วงติงว่าอาจไม่สามารถทำได้ นายสรวงศ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “เรามีความมั่นใจครับ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ และนายภูมิธรรมก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมไปแล้ว”

ความเห็นจากนักวิเคราะห์ต่อการทูลเกล้าฯ ยุบสภา

นักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่ายต่างแสดงความเห็นต่อการตัดสินใจทูลเกล้าฯ ยุบสภาในครั้งนี้ โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางส่วนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อปลดล็อคสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเลื่อนการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ

การทูลเกล้าฯ ยุบสภาถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต ประชาชนทุกคนจึงควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนในการเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยัน “ภูมิธรรม” ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

“ชูศักดิ์” แย้มปม ยุบสภาฯ “ภูมิธรรม” มีอำนาจจริงหรือ

“ชูศักดิ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แย้มปม ”ยุบสภาฯ” พร้อมย้ำ “ภูมิธรรม” ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทูลเกล้าฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย เผยว่า กรณีการยุบสภาฯ ตามข้อเสนอการยุบสภาฯ ของพรรคการเมืองนั้น พรรคเพื่อไทยจึงมีการหารือกันว่า ยุบสภาฯ ในขณะนี้ไปเลยดีกว่าไหม

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการยุบสภาฯ หรือไม่นั้น มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งภายหลังจากการทูลเกล้าฯ เป็นพระราชอำนาจ.

“ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะร้อนระอุเป็นพิเศษ หลังจากที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการยุบสภาฯ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองถึงความเป็นไปได้และอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี

หลายคนอาจสงสัยว่า การยุบสภาฯ คืออะไรกันแน่? การยุบสภาฯ คือการที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระปกติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การตัดสินใจยุบสภาฯ มักเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาในการบริหารประเทศ หรือต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

อำนาจของ “ภูมิธรรม” ในการทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ

คำถามสำคัญคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการยุบสภาฯ ได้จริงหรือไม่? ตามที่นายชูศักดิ์ได้กล่าวไว้ นายภูมิธรรมมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน การตัดสินใจจึงต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แล้วอะไรคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอาจพิจารณาถึงการยุบสภาฯ ในขณะนี้?

  • อาจเป็นเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • หรือต้องการเสียงสนับสนุนเพื่อผลักดันนโยบายสำคัญ
  • หรืออาจเป็นเพราะต้องการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร การตัดสินใจยุบสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะการตัดสินใจทางการเมืองส่งผลต่อชีวิตของเราโดยตรง ร่วมกันติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้น

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลง การติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ชูศักดิ์” แย้มปม “ยุบสภาฯ” ย้ำ “ภูมิธรรม” มีอำนาจทูลเกล้าฯ

พรรคประชาชน โหวต อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! ล่าสุด “พรรคประชาชน” ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะลงมติสนับสนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในการโหวตที่จะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เรียกประชุมสื่อมวลชนเพื่อแถลงข่าวผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ณ อาคารรัฐสภา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองอย่างใกล้ชิด

พรรคประชาชน ยืนยัน โหวต อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า “เรียนพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ทุกท่าน ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา ซึ่งผมขอเรียนว่ายังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ผมได้ข้อสรุปแล้วว่า…”

“หลังจากที่เราได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย”

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเสียงสนับสนุนของพรรคประชาชน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาชน

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการเจรจา แต่เป็นที่คาดการณ์กันว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยได้มีการตกลงในเรื่องนโยบายและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งทำให้พรรคประชาชนมั่นใจในการสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเมืองและความพร้อมในการเจรจาต่อรองของพรรคประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การประกาศสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคประชาชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การตัดสินใจของ พรรคประชาชน ในการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และความพยายามในการแสวงหาทางออกร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แม้การตัดสินใจนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนบางส่วน แต่ก็ถือเป็นความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย และมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอม และการทำงานร่วมกัน แม้จะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่หากทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ประเทศไทยก็สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรค และสร้างอนาคตที่สดใสได้

ที่มา – “พรรคประชาชน” แถลงยืนยันมีมติยกมือโหวต “นายกรัฐมนตรี” ให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

เกาะติดถ่ายทอดสด การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เตรียมพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32 อย่างใกล้ชิด พรรคประชาชนเตรียมตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะสนับสนุนใครในการลงมติครั้งสำคัญนี้

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 2 ปีที่ 3 ครั้งที่ 18, 19 และ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 เวลา 9.00 น. โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการโหวตนายกฯ คนที่ 32

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการแข่งขันกันระหว่างสองพรรคหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อนายชัยเกษม นิติศิริ และพรรคภูมิใจไทยที่เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งสองพรรคจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 247 เสียงเพื่อคว้าชัยชนะ

พรรคเพื่อไทยประเมินว่ามีเสียงสนับสนุนในมือราว 200 เสียง หลังจากมี สส. บางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะรวบรวมเสียงได้ประมาณ 150 เสียง

ดังนั้น ทั้งสองพรรคจึงให้ความสนใจไปยังพรรคประชาชน ซึ่งมีเสียงอยู่ในมือประมาณ 140 เสียง และถือเป็นกุญแจสำคัญในการโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้

พรรคประชาชนได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคในวันนี้ เพื่อตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคอาจจะเทคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย

กระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะยังคงใช้วิธีการขานชื่อ สส. ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 492 คน หากมีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงจากสองพรรค สส. แต่ละคนจะต้องลุกขึ้นขานชื่อเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะสนับสนุนใคร คาดการณ์ว่าการลงมติจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน เนื่องจากต้องแจ้งให้ สส. ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

ถ่ายทอดสด! จับตาประชุมสภาฯ โหวตนายกฯ คนที่ 32

ติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาและโหวตนายกฯ คนที่ 32 ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ

สถานการณ์ล่าสุดก่อนการโหวตนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ก่อนการโหวตมีความเข้มข้นอย่างมาก แต่ละพรรคการเมืองต่างเร่งเจรจาเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลการลงมติ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และส่งผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ผลการโหวตนายกฯ คนที่ 32 จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศ การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจึงมีความหมายอย่างยิ่ง

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโหวตนายกฯ คนที่ 32

มาร่วมกันจับตาดูว่าผลของการโหวตครั้งนี้จะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และเราในฐานะประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีได้อย่างไร

ที่มา – ถ่ายทอดสด จับตาวันแรก ที่ประชุมสภาฯ เตรียมโหวตนายกฯ คนที่ 32(คลิป)

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกฯ คนที่ 32

พรรคประชาชน เตรียมแจ้งผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในเช้าวันพรุ่งนี้ที่รัฐสภาฯ คาดการณ์ว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคประชาชน ปรากฏว่ายังไม่มีมติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้กับแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย และได้ปฏิเสธกระแสข่าวการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ในวันนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นเท่านั้น ยังไม่มีการลงมติใดๆ และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ (3 กันยายน) ซึ่งจะมีการลงมติในเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.29 น. ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แจ้งว่า ในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ อาคารรัฐสภา จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมและมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวน สส. มากถึง 143 เสียง จะมีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ เนื่องจากพรรคมีจำนวน สส. มากที่สุดในสภาฯ ดังนั้น มติของพรรคจึงมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ การที่พรรคยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักวิเคราะห์การเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างก็ต้องการทราบว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไร และจะตัดสินใจสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • ข้อตกลงทางการเมือง: อาจมีการเจรจาและตกลงเงื่อนไขระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับการสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรี
  • นโยบายของพรรค: พรรคประชาชนอาจพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค และเลือกสนับสนุนพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกับอุดมการณ์และเป้าหมายของพรรค
  • ความเห็นของสมาชิกพรรค: การตัดสินใจของพรรคอาจขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกพรรค รวมถึง สส. และกรรมการบริหารพรรค

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ต่อไป

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “พรรคประชาชน” จ่อแถลงมติ กก.บห. โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เช้าพรุ่งนี้ที่สภาฯ

พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ รอเคาะพรุ่งนี้

สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุ! พริษฐ์-ปกรณ์วุฒิ โต้ข่าวลือ พรรคประชาชนลงมติโหวตให้ภูมิใจไทย ย้ำชัดเจนว่าวันนี้พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ ให้พรรคใดทั้งสิ้น มีเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น โดยโยนให้ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเคาะอีกทีในวันพรุ่งนี้ ยืนยันไม่ลืมอดีต แต่ขอดูข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 17.19 น. ณ อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุม สส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือแนวทางการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้เสียงในพรรคยังแตกเป็น 3 ฝ่าย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ โดยตลอด 2 วันที่ผ่านมา พรรคได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของ สส. และทุกองคาพยพของพรรคทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงได้ส่งข้อความไปยังสมาชิกพรรคทั่วประเทศราว 100,000 คน เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

“วันนี้มีการประชุมเพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อวานนี้มี สส. หลายท่านติดภารกิจในการประชุมกรรมาธิการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ วันนี้ สส. เดินทางมาเกือบครบ และมีความเห็นเพิ่มเติมพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้เรายังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคต่อไป โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารของพรรคเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใด” นายพริษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรุ่งนี้จะทราบผลแน่ชัดใช่หรือไม่ว่าพรรคจะโหวตให้ใคร นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่า “ใช่ครับ” แต่ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และยังไม่ได้กำหนดเวลานัดหมายเพื่อหารือกับผู้บริหารพรรค เพียงแต่จะเร่งดำเนินการนัดหมายให้เร็วที่สุด

นายปกรณ์วุฒิ ยังได้ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าพรรคประชาชนมีมติโหวตสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่า พรรคประชาชน ยังไม่มีมติโหวตนายกฯ ให้ใคร และวันนี้เป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มีการลงมติใดๆ ทั้งสิ้น

“สส. ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด แต่เป็นการเลือกนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่ก็ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเสริม

ส่วนกระแสข่าวที่ปล่อยออกมานั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าว และมีเจตนาใด

ด้านนายพริษฐ์ ได้ตอบโต้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวว่า การยุบสภาเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว โดยยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง แต่ยึดตามข้อเสนอ 3 ข้อที่มีความชัดเจนและมีรายละเอียดแล้ว พร้อมย้ำว่าหากจะยุบสภาก็ไม่ต้องรอพรรคประชาชน

ปัจจัยในการตัดสินใจของพรรคประชาชน

“ถ้าจะพูดถึงความรู้สึกมันก็มีกันหมด แต่ไม่ได้เอาความรู้สึกมาเป็นตัวตั้ง แต่อดีตเราไม่ลืม แต่ไม่ได้เอามาตัดสินใจ จะดูข้อเท็จจริงต่างๆ ว่าทางเลือกไหนมีแนวโน้มที่ทำให้เรารักษาสัญญาณให้ดีที่สุด” นายพริษฐ์กล่าว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาการจัดตั้งรัฐบาล และการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่ากรรมการบริหารพรรคจะเคาะชื่อใครในวันพรุ่งนี้ และจะมีทิศทางการโหวตอย่างไร

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการประนีประนอมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – พรรคประชาชน ยังไม่มีมติ โหวตนายกฯ ให้พรรคใด รอ กก.บห. เคาะอีกทีพรุ่งนี้

ไทยรัฐโพล: โหวตนายกฯ ประยุทธ์-ชัยเกษม แก้เศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ในหัวข้อ “ถ้าสภาฯ โหวตนายกฯ สัปดาห์หน้า คุณอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด” ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามถึง 6,843 คน และผลปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

จากผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ พบว่า 42.46% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามมาด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ได้รับคะแนน 26.86% และนายอนุทิน ชาญวีรกูล 18.79% ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้รับคะแนนสนับสนุน 8.51% และ 3.38% ตามลำดับ

นอกจากคำถามเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว แบบสำรวจยังเจาะลึกถึงปัจจัยสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้ในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยผู้ร่วมโหวตสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งข้อ ซึ่งมีผู้ตอบคำถามในส่วนนี้จำนวน 5,451 คน

ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้เลือกปัจจัยนี้สูงถึง 25.93% สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัจจัยรองลงมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนกัมพูชา ที่มีผู้ให้ความสำคัญ 18.43% และความสะอาดโปร่งใส รวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้รับความสนใจจาก 15.53% ของผู้ตอบแบบสอบถาม นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและธรรมาภิบาลของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ

ประเด็นสำคัญจากไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

  • พลเอก ประยุทธ์ นำโด่งด้วยคะแนน 42.46%
  • ชัยเกษม นิติสิริ ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 26.86%
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญที่สุด

ภาพรวมของผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 586,000 ครั้ง การเปิดโหวตเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.22 น. และเปิดให้ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ร่วมโหวตได้จนถึงวันที่ 5 กันยายน เวลา 18.00 น. ที่ https://poll.thairath.co.th/campaign/newPM

ผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาเลือกผู้นำประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนว่าประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน และต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม การเลือกนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

Scroll to top