นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี ปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย จับมืออัพเกรดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวภารกิจสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดกับข่าว นายกรัฐมนตรี ปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย จับมืออัพเกรดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียนไปในทิศทางที่ดีขึ้นครับ

นายกรัฐมนตรี ปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย จับมืออัพเกรดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน

การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการทูต แต่เป้าหมายหลักคือการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างสองประเทศให้สูงถึง 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ได้เข้าไปเจาะตลาดอินโดนีเซียที่มีกำลังซื้อมหาศาลมากขึ้น

ผลประโยชน์ที่จับต้องได้จากการอัพเกรดความร่วมมือ

เมื่อเราพูดถึงการที่ นายกรัฐมนตรี ปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย จับมืออัพเกรดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนั้นมีอยู่ 4 ด้านหลักๆ ที่รัฐบาลเน้นย้ำ ได้แก่:

  • โอกาสทางธุรกิจ: ตลาดใหม่ที่กว้างขึ้นสำหรับผู้ผลิตและเกษตรกรไทย
  • การจ้างงาน: การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ
  • ความปลอดภัย: การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้มแข็งขึ้นผ่านความร่วมมือด้านข้อมูล
  • เสถียรภาพภูมิภาค: การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากถึง 4 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการหารือบนกระดาษสู่การลงมือทำจริงในภาคธุรกิจ

ในมุมมองของผม นี่คือจังหวะเวลาที่สำคัญมาก เพราะการที่เรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างอินโดนีเซีย จะช่วยให้ไทยมีความมั่นคงทั้งในด้านอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นการปูทางไปสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ของไทยอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย จับมืออัพเกรดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การค้า-ลงทุน

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับงานสำคัญของบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา กับการที่รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นงานที่มีความหมายลึกซึ้งและแสดงถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน

บรรยากาศงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ภายในตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่อย่างสมพระเกียรติ เพื่อต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาในงานรัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเฉลิมพระเกียรติ

นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล โดยเน้นย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อความผาสุกของแผ่นดินตลอดมา การที่รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อโครงการจิตอาสาพระราชทานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร

  • พระปรีชาสามารถด้านการบินที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ
  • การสืบสานพระราชปณิธานการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • การสร้างความสามัคคีผ่านโครงการจิตอาสา

มุมมองทิ้งท้าย: งานสโมสรสันนิบาตในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งสะท้อนผ่านความทุ่มเทของหน่วยงานรัฐที่ตั้งใจจัดงานออกมาอย่างงดงามและเรียบร้อย ความรู้สึกที่ได้เห็นภาพบรรยากาศแห่งความจงรักภักดีนี้ ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะยังคงเป็นเสาหลักที่มั่นคงและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน หากคุณมีความประทับใจในงานมงคลเช่นนี้ สามารถแบ่งปันความคิดเห็นหรือความรู้สึกร่วมกันได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของทุกท่านครับ

ที่มา – รัฐบาล จัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ท้องสนามหลวง บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เมื่อนายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีพสกนิกรชาวไทยจากทุกภาคส่วนพร้อมใจกันมาร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

บรรยากาศแห่งความจงรักภักดี ณ ท้องสนามหลวง

ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และภริยา ได้เดินทางมาถึงบริเวณพิธี ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง เพื่อเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล โดยมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ

ในระหว่างพิธีการ นายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย รวมถึงการพระราชทานความช่วยเหลือเมื่อราษฎรตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งดุจดังแสงประทีปที่คอยส่องสว่างนำทางให้ปวงชนชาวไทยมีความร่มเย็นเป็นสุข

  • ร่วมวางพานพุ่มทอง-พานพุ่มเงิน
  • จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล
  • ร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นราชพิธีที่สำคัญยิ่ง แต่ยังเป็นการรวมพลังของคนไทยในการแสดงความรักต่อแผ่นดินและองค์พระประมุขผ่านการร่วมจุดเทียนและสวดถวายพระพร ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่งดงามและสื่อถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทยที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

ขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมาร่วมกันน้อมรำลึกและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการปฏิบัติตนเป็นคนดีและทำประโยชน์ให้แก่สังคม เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีด้วยหัวใจ และร่วมกันทำให้ประเทศชาติของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป และนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงพลังให้ปรากฏผ่านภาพของ นายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อบอวลไปด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไทยพร้อมจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

นับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ระดับโลกสำหรับประเทศไทย เพราะงาน ประเทศไทยพร้อมแล้ว เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้ กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ถือเป็นมหกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญมาก ซึ่งรัฐบาลไทยได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก

ประเทศไทยพร้อมแล้ว เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นเวทีที่ประเทศไทยจะแสดงศักยภาพให้โลกยอมรับ ผลการประเมินจากคณะผู้แทน IMF และธนาคารโลกให้ผลลัพธ์ในระดับ A อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความพร้อมที่เหนือระดับทั้งเรื่องสถานที่ การรักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกต่างๆ

ไฮไลท์สำคัญและการเตรียมงานในภาพรวม

นอกจากสถานที่แล้ว ภายในงานยังมีการนำเสนอแนวคิด “New Horizon: 7 Decades of Building Resilience and Empowering People” ผ่าน Thailand Pavilion ที่น่าสนใจ โดยเน้นย้ำถึง 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่:

  • Digital Public Infrastructure (DPI): การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • Middle Power: บทบาทของประเทศไทยในฐานะตัวกลางทางเศรษฐกิจ
  • Climate Resilience: การปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • Longevity: การสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมแล้ว เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ การบูรณาการจากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น

ในฐานะประชาชนคนไทย นี่คือโอกาสที่ดียิ่งในการโชว์ศักยภาพและเสน่ห์ของประเทศเราสู่สายตาโลก การที่เราได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ยังช่วยตอกย้ำให้เห็นว่านานาชาติมีความมั่นใจในเสถียรภาพและการเติบโตของไทยอย่างแท้จริง เรามาร่วมส่งกำลังใจและช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับผู้แทนระดับโลกที่จะมาถึงในตุลาคมนี้กันครับ เชื่อมั่นได้เลยว่าภาพลักษณ์ดีๆ จะช่วยดึงดูดโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยได้อีกยาวไกลครับ

ที่มา – ประเทศไทยพร้อมแล้ว เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้

อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือที่ว่ารัฐบาลเตรียมพับโครงการใหญ่ โดยยืนยันว่า อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและสถานการณ์โลกเอื้ออำนวย

อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที หลังปรับแผนให้สอดรับสถานการณ์

การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ได้สั่งยกเลิก เพียงแต่เป็นการปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน โดยเน้นกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานรากและคอขวดของระบบขนส่ง

กลยุทธ์เน้นเชื่อมต่อ Missing Link ควบคู่ไปกับโครงการเดิม

ท่านนายกฯ มองว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเร่งสร้าง “Missing Link” หรือโครงข่ายเส้นทางรถไฟที่ยังขาดช่วงไป เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภาคตะวันตกให้สมบูรณ์ โดย อนุทิน ยันยังไม่พับ แลนด์บริดจ์ พร้อมปัดฝุ่นทันที เมื่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มีความพร้อม และเมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟมีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับปริมาณสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ การปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่งยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งต้องผ่านการศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การลงทุนในทุกบาททุกสตางค์มีความคุ้มค่า โดยท่านนายกฯ เตรียมหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ต่อไป

  • การศึกษาศักยภาพท่าเรือระนองและฝั่งอ่าวไทย
  • การเชื่อมต่อรถไฟเพื่อการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
  • การผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ยังดำเนินอยู่

ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน นายอนุทินกล่าวว่า สัญญาระดับประเทศมีความซับซ้อนและมีการดูแลอย่างรัดกุม การจะยกเลิกไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพรวมของรัฐและนักลงทุน ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม

โดยภาพรวมแล้ว โครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการปรับจูนเครื่องยนต์ให้เร่งความเร็วได้ถูกต้องตามจังหวะเวลา หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการ การรอคอยความชัดเจนในจุดนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีในการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ในอนาคตครับ

ที่มา – “อนุทิน” ยันยังไม่พับ “แลนด์บริดจ์” พร้อมปัดฝุ่นทันทีเมื่อถึงเวลา

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

เรียกได้ว่าเป็นการประชุมที่เข้มข้นสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง เพื่อวางทิศทางการบริหารประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเน้นย้ำเรื่องการบูรณาการทำงานแบบไม่แบ่งแยกกระทรวง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ในช่วงหนึ่งของการประชุม ท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับภารกิจระดับประเทศ โดยเฉพาะหัวข้อ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ท่านได้เน้นย้ำกับทีมเจรจาว่าทุกกระทรวงต้องสนับสนุนข้อมูลให้ถึงกันอย่างทันท่วงที เพราะถ้าหากข้อมูลไม่แน่นพอจนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ หรือต้องขอข้อมูลเพิ่มระหว่างการเจรจา จะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที

เหตุผลที่ต้องบูรณาการข้อมูลให้เข้มแข็ง

การทำงานเชิงรุกในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่ความสำเร็จในการเจรจาขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวที่พร้อม การที่ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ข้าราชการทุกคนทำงานแบบมืออาชีพ โดยท่านเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากเราทำการบ้านมาไม่ดี คู่เจรจาจะจับทางเราได้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะตัวแทนของประเทศ

  • ทีมงานต้องพร้อม: ข้อมูลทุกด้านต้องถูกรวบรวมและวิเคราะห์ก่อนเข้าประชุม
  • บูรณาการแบบไร้รอยต่อ: ไม่มีการกอดผลประโยชน์กระทรวง แต่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง
  • ความแข็งแกร่งของรัฐบาล: การทำงานร่วมกันของหัวหน้าส่วนราชการคือหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังฝากอีกว่าข้าราชการเปรียบเสมือนเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้อง “ไม่ใส่เกียร์ว่าง” และต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยท่านย้ำเสมอว่าตราบใดที่ยังมีตำแหน่งอยู่ หน้าที่ความรับผิดชอบคือสิ่งที่สูงสุด การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งการในห้องประชุมเท่านั้น แต่เป็นคำเตือนใจถึงความสำคัญของการเป็นตัวแทนประเทศในการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรือการเจรจาระหว่างประเทศ การเตรียมตัวที่ดีและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐ จะเป็นเกราะปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเน้นย้ำถึงการปรับปรุงกระบวนการดูแลประชาชน โดยเฉพาะกรณีการลงทะเบียนสิทธิ์ต่างๆ ของรัฐ ซึ่งล่าสุด นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังจากเกิดเหตุการณ์น่าสลดใจที่ประชาชนผู้สูงอายุและชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยต้องเดินทางไกลเพื่อไปยืนยันสิทธิ์ จนเกิดปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต

ในมุมมองของการบริหารงานภาครัฐ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าแม้จะเป็นวิธีที่ตรวจสอบความถูกต้องได้แม่นยำ แต่หากมองในด้านของการเข้าถึงสำหรับกลุ่มเปราะบาง วิธีการเดิมอาจสร้างความลำบากอย่างมหาศาล ดังนั้นแนวคิดที่ท่านนายกฯ ได้กำชับไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ลงพื้นที่จริงถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เป้าหมายสูงสุดคือการไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การที่ นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการทำงานคือการคำนึงถึงความสะดวกของประชาชนเป็นหลัก แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาอุทธรณ์ด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกลไกหลักในพื้นที่ควรต้องเป็นฝ่ายเข้าไปตรวจสอบรายชื่อผู้ตกหล่น และให้ความช่วยเหลือถึงหน้าบ้าน เพื่อให้สวัสดิการของรัฐไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริงๆ โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องระยะทางหรือสุขภาพมาเป็นตัวขวางกั้น

เหตุผลหลักที่ต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก:

  • เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางของกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
  • เพื่อให้การคัดกรองข้อมูลมีความแม่นยำและทั่วถึงมากขึ้น
  • ลดขั้นตอนความยุ่งยากของประชาชนในการเตรียมเอกสารหรือเดินทางซ้ำซ้อน
  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การที่ นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการสาธารณะที่ควรเป็นไปในทิศทางนี้ตั้งแต่นานแล้ว หวังว่าจากนี้ไปเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมที่ทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อรักษาสิทธิ์เพียงเล็กน้อยอีกต่อไป

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหาประชาชนที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 พร้อมประเมินผลงานรัฐมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็น “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

นางมนพรระบุว่า ทางวิปรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่มีการนิรโทษกรรมในส่วนของมาตรา 112 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะโหวตเห็นชอบตามนั้นทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมกว่า 6,000 คน ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก

การประเมินผลงานรัฐมนตรีและจุดยืน “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

ในส่วนของคำถามเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้คาดโทษรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานนั้น นางมนพรกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประเมินผลงานกันทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากการแถลงครั้งนี้คือ:

  • พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความสามัคคีในชาติ
  • ยืนยันว่ากลไกศาลเยาวชนและครอบครัวมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเยาวชนโดยไม่จำเป็นต้องพ่วงมาตรา 112 เข้ากับร่าง พ.ร.บ. นี้
  • การบริหารงานในพรรคนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โปร่งใส และมีการตรวจสอบผลงานอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่มุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยและก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากในวงกว้างสามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้จริงโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันความเร็วและความถูกต้องต้องควบคู่กันไป การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านผลงานที่จับต้องได้ คือหัวใจหลักที่พรรคเพื่อไทยพยายามพิสูจน์ให้เห็นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลโหวตในสภาฯ จะนำพาประเทศก้าวไปสู่จุดที่สันติสุขได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ไม่ห่วงนายกฯ ขู่ปรับ ครม.

Scroll to top