นายกรัฐมนตรีอนุทิน

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการติดต่อสื่อสาร แต่เหรียญอีกด้านที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายก็คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดโครงการ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยทุกคน

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทั่วไป แต่เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญจากทั้งภาครัฐ ธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ เพื่อร่วมมือกันปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง โดยท่านนายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเน้นไปที่การป้องกันก่อนที่จะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินขึ้นจริงๆ

เกราะป้องกันดิจิทัล: เครื่องมือสำคัญในการรับมือมิจฉาชีพ

กิจกรรม นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกัน” ในการใช้เทคโนโลยี โดยมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้:

  • ตั้งสติก่อนเชื่อ: มิจฉาชีพมักใช้วิธีสร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะเป็นการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ หรือการปลอมเสียงคนใกล้ชิด
  • ตรวจสอบทุกครั้ง: ก่อนโอนเงินทุกครั้ง ให้ตรวจสอบชื่อบัญชีและหน่วยงานปลายทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
  • อย่ากดลิงก์แปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความแชทที่ไม่รู้จัก เพราะอาจเป็นช่องทางในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการกับปัญหาซิมม้า บัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปิดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้ายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากเราส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนรอบข้าง ก็เท่ากับว่าเรากำลังช่วยกันสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารจากภาครัฐและเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองอยู่เสมอคืออาวุธที่ดีที่สุด การที่ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เกราะป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

ทอ. แจง “อนุทิน” งดบิน F-16 เหตุสภาพร่างกายไม่พร้อม ต้องทำตามขั้นตอนความปลอดภัย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับภารกิจตรวจเยี่ยมกองบิน 1 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าทำไมล่าสุดทางกองทัพอากาศถึงออกมาประกาศว่า ทอ. แจง “อนุทิน” งดบิน F-16 เหตุสภาพร่างกายไม่พร้อม ต้องทำตามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดตามมาตรฐานการบินสากลครับ

ทอ. แจง “อนุทิน” งดบิน F-16 เหตุสภาพร่างกายไม่พร้อม ต้องทำตามขั้นตอนความปลอดภัย

เหตุผลหลักที่การบินในครั้งนี้ต้องถูกระงับไปก่อน ก็คือเรื่องของระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดของกองทัพอากาศครับ โดยปกติแล้วการขึ้นบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16 นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ แต่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมตัวที่ละเอียดอ่อน ทั้งในเรื่องการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดและการฝึกทักษะการสละอากาศยานที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างจริงจัง

ทำไมมาตรฐานความปลอดภัยถึงสำคัญที่สุด?

การที่ ทอ. แจง “อนุทิน” งดบิน F-16 เหตุสภาพร่างกายไม่พร้อม ต้องทำตามขั้นตอนความปลอดภัย นั้นไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเป็นมืออาชีพครับ โดยทางกองทัพอากาศได้เน้นย้ำถึงขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสุขภาพและความพร้อมทางร่างกายและจิตใจอย่างละเอียด
  • การฝึกในห้องปรับสภาพความกดอากาศ (Altitude Chamber) เพื่อรองรับแรง G
  • การฝึกซ้อมขั้นตอนการสละอากาศยาน (Ejection Training) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิดก่อนการตรวจเยี่ยมในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ทำให้การเตรียมความพร้อมตามมาตรฐานข้างต้นไม่สามารถทำได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นการตัดสินใจเลื่อนการบินออกไปจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแก่เหตุผลที่สุดครับ

แม้ว่าจะไม่มีการขึ้นบินในครั้งนี้ แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจในการรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพลที่กองบิน 1 ตามกำหนดการเดิม ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ฝ่ายนโยบายจะได้ทำความเข้าใจกับข้อจำกัดและขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจด้านความมั่นคงที่แม่นยำและเห็นภาพหน้างานจริงมากขึ้น

ในอนาคต หากมีความพร้อมและเหมาะสมตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ การบินร่วมกับ F-16 อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ระเบียบที่เข้มงวด โดยกองทัพอากาศได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่มีการเพิ่มชั่วโมงบินหรือใช้งบประมาณพิเศษโดยไม่จำเป็น ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการยึดถือระเบียบวินัยและธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง

ในมุมมองของเรา การที่กองทัพอากาศยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะงานด้านการบินเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง มาตรฐานที่ชัดเจนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – ทอ. แจง “อนุทิน” งดบิน F-16 เหตุสภาพร่างกายไม่พร้อม ต้องทำตามขั้นตอนความปลอดภัย

เจาะลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายขบวนการลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงได้ยินชื่อปฏิบัติการ Silent Volt กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเองถึงความจริงจังของรัฐบาลในการกวาดล้างเหมืองขุดเงินคริปโตที่แอบลักลอบใช้ไฟฟ้าหลวง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายระดับประเทศครับ

สรุปเบื้องลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

การบุกค้นจุดเป้าหมายถึง 7 จุดในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นแกนหลักในการประสานงาน เพื่อตรวจสอบการต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมและบั่นทอนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทยอย่างรุนแรง

ทำไมปฏิบัติการ Silent Volt ถึงมีความสำคัญมากในเวลานี้

รัฐบาลมองว่าการขุดเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและขโมยไฟฟ้านั้น กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างหนัก โดยนายกฯ ได้กำชับว่า:

  • จะมีการขยายผลยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหมือง นายทุน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย
  • เตรียมคุมเข้มการนำเข้าเครื่องขุดคริปโตผ่านกรมศุลกากร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม
  • เป้าหมายไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐเพื่อทดแทนพลังงานที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและโปร่งใส การแอบทำเหมืองโดยใช้ทรัพย์สินหลวงแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ยอมรับไม่ได้ และจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่องแน่นอน

หากถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเราอย่างไร คำตอบคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมและเสถียรภาพของโครงข่ายสาธารณูปโภคนั่นเองครับ อยากฝากถึงทุกคนอย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกหลอกแล้ว หากไปพัวพันกับธุรกิจที่ใช้ไฟหลวง คุณอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการ Silent Volt โดยไม่รู้ตัว

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในโลกคริปโตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อย่าได้เห็นแก่ผลกำไรที่สูงเกินจริงจากช่องทางที่ผิดกฎหมาย เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนในกรณีที่มีการทลายแหล่งผลิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่รัฐบาลกำลังเร่งจัดการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ นำแถลงเปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีน ดึง AI

ช่วงที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งงานนี้เปรียบเสมือนการนายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีน ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ให้กลายเป็นจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีน ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพบปะระดับผู้นำ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย โดยไทยและจีนได้ตกลงที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การศึกษา หรือการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชนทุกคน

โอกาสทองในการเติบโตเศรษฐกิจไทยด้วย AI และนวัตกรรม

การที่นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีน ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จะส่งผลดีต่อภาพรวมการลงทุนของไทยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูงมาขับเคลื่อน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรไทยผ่านทุนฝึกอบรมกว่า 5,000 ทุน
  • การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับนานาชาติ
  • โครงการระบบแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะ “หม่าจู่” ที่พร้อมใช้งานจริงในประเทศไทย
  • ความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตระดับภูมิภาค

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการ “ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ทำให้ทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน นี่ถือเป็นด่านแรกของก้าวย่างใหม่ที่ท้าทายแต่ก็น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีได้เร็วกว่าเดิม หากเราสามารถดึงศักยภาพจากการร่วมมือกับจีนมาใช้ให้ถูกจุด โดยเฉพาะการพัฒนาคนให้ทันกับความก้าวหน้าของ AI เราจะเห็นประเทศไทยที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอย่างแน่นอน อย่าลืมจับตาดูก้าวต่อไปของโครงการเหล่านี้กันนะครับ เพราะโอกาสดีๆ กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

ที่มา – นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีน ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อนุทิน โชว์ร้องเพลง เถียนมี่มี่ บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน

อนุทิน โชว์ร้องเพลง เถียนมี่มี่ บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน

เป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มและเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโซเชียลมีเดียเลยทีเดียวครับ สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหารือข้อราชการสำคัญระหว่างรัฐบาลไทยและจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้สร้างโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการ อนุทิน โชว์ร้องเพลง เถียนมี่มี่ บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศที่แสดงออกถึงความสนิทสนมและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศได้อย่างชัดเจน

บรรยากาศสุดประทับใจเมื่อ อนุทิน โชว์ร้องเพลง เถียนมี่มี่ บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน

ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนไทย ณ มหาศาลาประชาชน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งไฮไลท์ของงานเกิดขึ้นในช่วงท้าย เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทินได้รับเชิญให้ขึ้นมาร่วมขับร้องเพลง ‘เถียนมี่มี่’ เพลงอมตะที่คนไทยและคนจีนคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ทำเอาบรรยากาศในงานคึกคักขึ้นมาทันที

การที่ท่านนายกฯ ได้ อนุทิน โชว์ร้องเพลง เถียนมี่มี่ บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิตรภาพทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน การเปิดใจและมีปฏิสัมพันธ์ที่น่ารักแบบนี้ ย่อมช่วยกระชับความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ Soft Power อีกด้วย

  • สร้างบรรยากาศที่ดีและลดช่องว่างในการเจรจา
  • แสดงถึงความเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของผู้นำ
  • ใช้ดนตรีเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างพี่น้องสองประเทศ

ในมุมมองของผม นี่คือ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม่ใช่แค่การพูดคุยเรื่องตัวเลข GDP แต่คือการสื่อสารความรู้สึกดีๆ ต่อกันผ่านเสียงเพลง ซึ่งจะช่วยให้ความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคตราบรื่นยิ่งขึ้น เรื่องราวนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่ามิตรภาพไทย-จีน ยังคงเหนียวแน่นและพร้อมจับมือกันพัฒนาต่อไปในทุกมิติอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “อนุทิน” โชว์ร้องเพลง “เถียนมี่มี่” บนโต๊ะอาหารปิดท้ายงานเลี้ยงนายกฯ จีน

ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา

ข่าวดีสำหรับคนรักการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการธุรกิจในไทย เมื่อล่าสุด ททท. ได้เดินหน้าลุยเจาะตลาดแดนมังกรเต็มตัวด้วยกลยุทธ์เชิงรุก โดยการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยให้ทะลุเป้า 5 ล้านคนภายในปี 2569 นี้

ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา

ภายหลังการลงพื้นที่เจรจาธุรกิจโดยนายกรัฐมนตรีและทีมบริหารของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึงในพื้นที่เมืองรองและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สนามบินทั้งสองแห่งกลับมาคึกคักอีกครั้ง

โอกาสทองของการท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวจีน

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เน้นเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ ตอนนี้หันมานิยมการเดินทางแบบ FIT หรือ เที่ยวด้วยตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง

นอกเหนือจากการเพิ่มเส้นทางบินตรงแล้ว ททท. ยังเดินหน้าทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan เพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เข้าถึงใจคนจีนผ่านแคมเปญการตลาดดิจิทัลที่แม่นยำ นี่คือปัจจัยที่จะช่วยให้ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างยาวนาน

  • เพิ่มเส้นทางบินเชื่อมตรงจีน-หัวหิน และจีน-อู่ตะเภา
  • เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียมและกลุ่มคนรุ่นใหม่
  • ใช้เทคโนโลยี Smart Tourism ขยายฐานตลาดออนไลน์
  • ผลักดัน Gastronomy Destination ดึงดูดนักชิมทั่วโลก

ด้วยเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนกว่า 5 ล้านคนในปีหน้า ที่คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 2.8 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่มีความเป็นไปได้สูงมาก หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการบริการและรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับ เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวจีนเสมอ

ที่มา – ททท. จับมือสายการบินจีน จ่อเปิดบินตรง หัวหินและอู่ตะเภา คาดดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย 5 ล้านคน

นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย

นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมตัวเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่

ภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้คือการเข้าร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการด้าน AI ระดับโลก เป้าหมายที่ชัดเจนคือการชูจุดแข็งของไทย เพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุนจีนหันมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี รวมถึงการเป็นสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

โอกาสทองในการร่วมมือสู่การเป็นฐานเอไอโลก

นอกจากเรื่องของ AI แล้ว การไปเยือนจีนครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำว่า นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย โดยจะมีการหารือทวิภาคีกับนายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงการเข้าหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสานต่อความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ต้องการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างเต็มตัว โดยในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน เพื่อเร่งผลักดันข้อตกลง FTA ไทย-อียู ให้จบภายในสิ้นปี 2569 พร้อมทั้งเดินหน้าส่งหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ด้วยความมุ่งมั่น โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การผลักดันการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก
  • การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับฐานการผลิตจากต่างชาติ
  • ความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคส่วนดิจิทัลและ AI

ด้วยความพยายามของ นายกฯ อนุทิน ยก จีน มหามิตร เตรียมดึงนักลงทุนเอไอเข้าไทย เราเชื่อมั่นว่าหากไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ได้สำเร็จ จะเป็นการวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในอนาคต ทำให้ไทยกลายเป็นฮับเทคโนโลยีที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง การเข้าหาพันธมิตรทั้งฝั่งจีนและยุโรปถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกและขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับสากล

ที่มา – “นายกฯอนุทิน” ยก จีน มหามิตร เตรียมบินเซี่ยงไฮ้ เย็นนี้ หวังดึงนักลงทุนเอไอ ใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองและกฎหมายไทย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลักลอบนำพืชกัญชาออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่ง “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันว่ากัญชาไทยไม่ใช่สินค้าที่จะส่งออกได้เสรีครับ

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

เหตุการณ์การลักลอบขนกัญชาข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ทางการให้ความสำคัญอย่างมากครับ ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่าเมื่อมีการตั้งใจทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ใครที่คิดจะลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไปถึง เพราะถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและกฎระเบียบของไทยในระดับสากล สำหรับประเด็นเรื่อง อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม นั้น นายกฯ ได้เน้นย้ำว่ากฎหมายไทยเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก

คุมเข้มการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้การควบคุมดูแลกัญชาเป็นไปอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้ครับ:

  • เน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น
  • ป้องกันการนำกัญชาไปใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ หรือการสูบเสพ
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดข้อบังคับ
  • สร้างมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกกัญชาอย่างเข้มงวด

ความชัดเจนในกฎหมายถัดจากนี้ จะช่วยลดปัญหาเรื่องการนำกัญชาไปใช้อย่างผิดประเภทได้อย่างมาก ไม่ว่าจะถูกนำไปใช้สันทนาการหรือการส่งออกที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างจะถูกจัดระเบียบให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า กัญชาจะถูกจำกัดวงไว้แค่เรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาลเท่านั้น การเดินทางไปต่างประเทศหรือทำธุรกิจที่นอกเหนือจากกรอบกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น อย่าลองดีกับกฎหมาย เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแถลงของนายกฯ สามารถติดตามต่อได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม

คืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ พระราชพิธีพระพันปีหลวง

คืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ พระราชพิธีพระพันปีหลวง

วันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์สำคัญที่ประชาชนชาวไทยให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระพันปีหลวง” ซึ่งถือเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่งของกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของพระราชพิธีเป็นไปอย่างสมพระเกียรติและถูกต้องตามโบราณราชประเพณีทุกประการ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าด้วยตนเอง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยได้รับรายงานว่างานโครงสร้างหลักนั้นมีความคืบหน้ากว่า 90% แล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของงานพระราชพิธี โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างเร่งระดมกำลังทำงานแข่งกับเวลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

การดำเนินงานภายใต้ความคืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระพันปีหลวง”

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสเยี่ยมชมการทำงานของสำนักช่างสิบหมู่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรังสรรค์งานประณีตศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นการขยายแบบลวดลายสถาปัตยกรรมขนาดเท่าจริง การจัดทำพระโกศไม้จันทน์ และหีบพระบรมศพไม้จันทน์ ซึ่งทุกชิ้นงานล้วนทำออกมาด้วยความวิจิตรบรรจง นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมในส่วนของ:

  • การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศเพื่อให้พร้อมใช้งานตามราชประเพณี
  • การติดตั้งประติมากรรมตกแต่งรอบพระเมรุมาศที่จะต้องมีความละเอียดอ่อนงดงาม
  • การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบเพื่อให้เกิดความร่มรื่นและสมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ในส่วนของพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทางกรมศิลปากรยังคงอยู่ระหว่างการออกแบบอย่างประณีต เพื่อให้รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยมีความสอดคล้องกับพระจริยวัตรอันงดงาม และมีรูปแบบที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีทุกประการ

สำหรับความคืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระพันปีหลวง” ในภาพรวมถือว่าดำเนินไปได้ตามแผนงานที่วางไว้ทุกประการ การที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรายละเอียดด้วยตนเองเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของทุกภาคส่วนที่จะจัดงานนี้ให้สมบูรณ์และสง่างามที่สุด เพื่อร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติสูงสุด

เราในฐานะพสกนิกรชาวไทย ต่างเฝ้ารอและร่วมเป็นกำลังใจให้การดำเนินการจัดสร้างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามเป้าหมายครับ เชื่อมั่นว่าด้วยฝีมือช่างไทยที่หาที่เปรียบไม่ได้ พระเมรุมาศแห่งนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครับ

ที่มา – คืบหน้า 90% จัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “พระพันปีหลวง”

Scroll to top