นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว จ่อลงนาม ครม.

นายกฯ สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว ก่อนลงนามรายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ บอกเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกเปราะ ขณะ “บิ๊กเล็ก” ว่าที่ รมว.กลาโหม รอรับ พลาดลื่นล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร หลังตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับอยู่

โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณหอพระ ซึ่งระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปยังหอพระ พล.อ.ณัฐพล ที่เดินตามข้างหลังเกิดลื่นล้มบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นหอพระ คาดว่าเป็นเพราะถุงเท้าทำให้ลื่น แต่ พล.อ.ณัฐพล ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต่อมา นายอนุทิน ได้ผูกผ้าแพร 3 สี จากนั้นถวายพวงมาลัยศาลหลักเมือง และสักการะศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด ขณะที่ประชาชนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองต่างตะโกนให้กำลังใจนายอนุทิน ว่า “นายกฯ สู้ๆ” โดยนายอนุทินจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองมายังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) และเดินเข้าทางประตูสวัสดิโสภา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินทางออกมาพร้อมบอกผู้สื่อข่าวว่า “นำบุญมาฝาก” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวสาธุพร้อมกัน

เมื่อถามว่าเสร็จภารกิจจากวัดพระแก้วจะเดินทางไปที่ไหนต่อนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ต้องรอลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนสถานที่จะใช่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมุกและพูดติดตลกว่า “ไปร้านลาบมั้ง”

ทางด้านคำถามว่า วันนี้รู้สึกสดชื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็วันนี้เสร็จภารกิจที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปอีกเปราะ แต่ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ยังต้องทำ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่นายอนุทิน จะขึ้นรถออกจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีที่เมื่อทราบว่านายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเข้ามาขอถ่ายรูป และเมื่อรถเคลื่อนออกไปจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังได้โบกมือให้ด้วย.

สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว ก่อนลงนาม ครม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ก่อนที่จะลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญของผู้นำประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการบริหารประเทศ การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

การลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากนี้จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มดำเนินงานตามนโยบายที่ได้วางไว้ ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับใครที่ต้องการไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อเป็นการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

ครม.อนุทิน 1: คาดคลอดโฉมหน้าเร็วๆ นี้!

จับตาโฉมหน้า ครม.อนุทิน 1! คาดว่าจะมีความชัดเจนอย่างช้าสุดภายในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่ารายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว และจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในวันนี้ยังคงเงียบเหงา สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 1 ว่าจะมีความชัดเจนเร็วสุดในช่วงเย็นวันนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอความชัดเจนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ว่าจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้เมื่อใด

บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ ยังคงเงียบเหงา มีแกนนำพรรคเดินทางเข้าที่ทำการพรรคบ้างประปราย อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีกำหนดการเดินทางเข้าพรรคในวันนี้

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ สร้างความคาดหวังให้กับประชาชนที่รอคอยการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่นี้

ครม.อนุทิน 1

ความล่าช้าในการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้การดำเนินการล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะยืนยันว่ารายชื่อเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม

การตรวจสอบประวัติของว่าที่รัฐมนตรีแต่ละคนถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งมีความเหมาะสม ไม่มีประวัติด่างพร้อย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใหม่นั้นสูงมาก ทุกคนต่างหวังว่า ครม.อนุทิน 1 จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างตรงจุด และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ความท้าทายของ ครม.อนุทิน 1

ครม.อนุทิน 1 จะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง และปัญหาสังคม การบริหารจัดการประเทศในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว
  • การสร้างความปรองดองในสังคม
  • การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
  • การพัฒนาระบบการศึกษาและสาธารณสุข

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การทำงานเป็นทีมและความสามัคคีภายในคณะรัฐมนตรีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

การสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจให้กับรัฐบาล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการทำงานจะช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนและทำให้ทุกคนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

เราหวังว่า ครม.อนุทิน 1 จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสร้างความสุขให้กับประชาชนได้สำเร็จ

ที่มา – ครม.อนุทิน 1 รอ สลค. ตรวจประวัติ คาดช้าสุดพรุ่งนี้-ภูมิใจไทย เช้านี้ยังเงียบเหงา

“นายกฯ อนุทิน” ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว

“นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ถือว่า 100% หลังตรวจประวัติเสร็จนำขึ้นทูลเกล้าฯ สัปดาห์นี้ ส่งทีมงานยื่นเอกสารเพิ่ม สลค. ทำเนียบฯ อังคารนี้งดประชุม ครม.

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ ว่า เราขึ้นโครงร่างมาแล้ว จะส่งเนื้อหาของกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลรับผิดชอบเพื่อให้พิจารณาเพิ่มเติมแก้ไข รวมไปถึงตัดบางส่วนเพื่อทำให้รัฐมนตรีมั่นใจว่าสามารถเข้ามาแล้วทำงานได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบประวัติว่าที่รัฐมนตรีเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่าใกล้แล้ว เพราะรายชื่อถือว่า 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งการตรวจประวัติถือเป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

ส่วนคำถามว่าหากมีการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาภายในกี่วัน นายอนุทิน ระบุว่า เราจะรอการถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งระหว่างนั้นคงจะทำงานได้ระดับหนึ่ง เพราะต้องเร่งแถลงนโยบาย เนื่องจากการจะทำงานได้เต็มที่ต้องรอการแถลงนโยบาย ระหว่างนี้ก็อยู่ระหว่างการเตรียมนโยบาย ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยก็จะนัดประธานรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายและทำงานเลย

ทั้งนี้ เมื่อตอบคำถามจบ นายอนุทิน บอกว่า “พอแล้วนะ” โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามต่อว่ามีการรายงานรายชื่อ ครม. ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 1 ภายหลังนายอนุทิน ระบุว่า ในส่วนของรายชื่อถือว่า 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในสัปดาห์นี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ทีมงานของนายอนุทิน นำเอกสารมาส่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพิ่มเติม โดยคาดว่าเป็นเอกสารคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีเพื่อทำการตรวจสอบ ขณะที่เมื่อเวลา 13.30 น. นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกัน สลค. ได้มีการแจ้งงดการประชุม ครม. ในวันที่ 16 กันยายน 2568

“นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ ครม. ถือว่า 100%

ความคืบหน้าล่าสุด “นายกฯ อนุทิน” กับการจัดตั้งรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน” การที่นายกฯ ออกมายืนยันว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีถือว่า 100% แล้ว แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาณที่ดีถึงการมีรัฐบาลที่พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศในเร็ววัน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เร่งดำเนินการเรื่องนโยบายของรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง การที่เปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาเนื้อหาของนโยบาย ก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติครบถ้วนในการทำหน้าที่สำคัญนี้

การงดประชุม ครม. ในวันที่ 16 กันยายน 2568 อาจเป็นผลมาจากการที่หลายฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เวลาและความรอบคอบเป็นอย่างมาก

โดยรวมแล้ว สถานการณ์การเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การที่ “นายกฯ อนุทิน” และทีมงานสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและติดตาม

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ ครม. ถือว่า 100%

อนุทินเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ลุยเศรษฐกิจ

“อนุทิน” เตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ แจงสภาอุตสาหกรรมฯ ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชาในตอนนี้ ชี้ เป็นรัฐบาลมา 6 ปี รู้ไส้ปัญหา ยึดสไตล์ทำงานคนละพรรคแต่พวกเดียวกัน มุ่งแก้ไขเศรษฐกิจในระยะสั้น

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายธนกร วังบุญคงชนะ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้แนะนำ นายสุชาติ และนายธนกร ให้กับนางศุภจี พร้อมกล่าวว่าให้ทำความรู้จักกันไว้เพราะนี่คือรัฐมนตรีของเรา จากนั้นเมื่อถึงห้องประชุม บรรดาผู้ร่วมประชุมได้ปรบมือต้อนรับนายกรัฐมนตรี ทางด้านประธาน ส.อ.ท. ได้มอบกระเช้าแสดงความยินดีและอวยพรวันเกิดให้กับนายอนุทิน ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวให้การต้อนรับว่า ในนามของสภาอุตสาหกรรมฯ ตนและทีมงานทุกท่านรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมหารือกับ ส.อ.ท. ในวันนี้ ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนเข้าห้องประชุมตนได้แนะนำผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้รู้จักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอแนะนำบางท่านที่ยังเหลืออยู่

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า ในวงหารือวันนี้เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานาน หลังจากนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต้องขับเคลื่อน ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไข และจะมีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ปล่อยเวลาให้เสียประโยชน์ ได้ประสานกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รัฐบาลกับผู้นำทางเศรษฐกิจต้องไปคู่กัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงในมิติอื่นๆ เช่น หากเศรษฐกิจดีคุณภาพชีวิตก็จะดี สังคมก็จะมีความสงบสุข

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า จริงๆ วันนี้ต้องการมารับฟังข้อกังวลข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราได้ประชุมร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เนื่องจากเวลามีจำกัด ซึ่งแม้ยังไม่ได้ทำงานแต่หลังไมค์ก็ทำทุกอย่าง เพราะสไตล์ของพวกเราคือต้องทำงานเร็ว นโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนั้นมุ่งเน้นแก้ไขเศรษฐกิจระยะสั้น วางรากฐานเพื่อการต่อยอดให้มีความมั่นคงต่อไปในระยะยาว

ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการ แต่ไทย-กัมพูชาก็ต้องมีการค้าขายกันอยู่ แต่ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาถึงปัจจุบันนี้ เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ การที่เราจะต้องรักษาอธิปไตย เกียรติภูมิของประเทศ การเปิดด่านจะไม่เกิดขึ้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งก่อนจะเกิดสิ่งเหล่านั้นก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่เราเป็นผู้กำหนด เพราะเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน ต้องพูดให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความกังวล เราต้องใช้ทุกวิธี เช่น การทหาร การทูต และหารือกับฝ่ายกัมพูชา ใช้องคาพยพทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาของ 2 ประเทศ โดยเร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า ในเรื่องของผู้ประกอบการ ที่อยู่ในโครงการ Thailand Plus One ในส่วนของกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวคิดที่จะต้อง Matching กับเรา โดยเฉพาะ Local Content ที่เราเคยทำกับประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องลงทุนผลิตในประเทศไทยแทน ดังนั้นคำว่า Local Content เป็นคำที่พวกเราต้องให้การสนับสนุน และให้ความสำคัญมาก ด้วยการเจรจากับประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเราว่าเขามีข้อกำหนดมา ถือว่าประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น แต่ยังมีเงื่อนไข โดยเฉพาะเรื่องการแปลงร่าง Local Content ที่กำหนดเงื่อนไขมา

ตนมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี ทำให้เราสามารถผลิตสินค้าส่งไปสหรัฐอเมริกาได้ และหากมีปัญหาก็ควรต้องส่งเสริมการลงทุนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ไม่แปลก เพราะเมื่อ 20-30 ปีก่อน ที่ไทยเราเริ่มอุตสาหกรรม OEM แต่ครั้งนี้อย่าให้เป็นการรับจ้างทำของ หรือจ้างประกอบ เราต้องเริ่มตั้งแต่เปิดช่องทางเศรษฐกิจ ถือเป็นโอกาสให้ไทยขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาได้วางรากฐานเอาไว้สำหรับการขยายตัวอุตสาหกรรมของประเทศไทย ตนมองว่าเรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการชะลอตัว ตอนนี้เราต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพราะคู่แข่งข้างนอกเกิดมากขึ้น เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ในภาคอุตสาหกรรม ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า บางครั้งต้องยอมรับว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าความเป็นหนึ่งเดียวของรัฐบาลที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

“ที่ผ่านมาผมอยู่มา 6 ปี เห็นปัญหาเยอะแยะ ที่สำคัญการหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เอาตรงนี้เสนอขึ้นมา เช่น พรรคนี้คุมกระทรวงอุตสาหกรรม แต่นายกฯ เป็นคนละพรรคกันก็ไม่สนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะกลัวคะแนนตกไปที่พรรคอื่น ซึ่งขอเรียนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของผม เพราะถือคติคนละพรรคแต่พวกเดียวกันสำคัญกว่าพรรคเดียวกันคนละพวก”

ในตอนท้าย นายอนุทิน เผยว่า ตนอยู่ภาคเอกชนมาก่อน มีความเชื่อมั่นว่าถ้าเศรษฐกิจดีประเด็นอื่นเป็นเรื่องเล็ก จะบอกว่าคนมีกิน มีใช้ หรือมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีด้วยก็ได้ ซึ่งจังหวะนี้ทำให้ผู้ร่วมประชุมหัวเราะขึ้นมา ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะกล่าวต่อไปว่า ตนและทีมงานของตนจะเร่งให้เกิดการวางรากฐานให้ได้มากที่สุดด้วยสไตล์การทำงานยึดภาพรวมเป็นหลัก ไม่ยึดภาพตัวเองเป็นหลัก ขอให้มั่นใจ อะไรที่ดีต่อส่วนรวมจะใช้อำนาจหน้าที่ของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ช่วยผลักดันความคาดหวังของพวกท่านให้เกิดความสำเร็จ.

อนุทินเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้

อะไรคือประเด็นหลักของการ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้

ประเด็นหลักคือการที่นายกรัฐมนตรีอนุทินได้แจ้งว่าจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ และให้ความสำคัญกับการหารือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การเตรียม ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ และการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ การที่นายกฯ อนุทินกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการส่งเสริม Local Content ในโครงการ Thailand Plus One แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

การดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาประเทศ

การประกาศ ทูลเกล้าฯ ครม. สัปดาห์นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการทำงาน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น และวางรากฐานเพื่อการต่อยอดในระยะยาว เป็นแนวทางที่ถูกต้อง และจะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ “ครม.อนุทิน” สัปดาห์นี้ นำว่าที่ รมต. คุย ส.อ.ท. ลุยฟื้น ศก.

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

“นายกฯ อนุทิน” ยอมรับมี “รมช.กลาโหม” เหตุคิดว่าจำเป็น ขอรอดู “รมว.ยุติธรรม” ว่าเป็นใคร ก่อนหัวเราะหลังสื่อจี้ถามเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ ชี้ ทุกคนต้องมี ความสัมพันธ์กันหมด ปมเชื่อมโยง “บุรีรัมย์” ถามกลับ รมต.ยธ. คนปัจจุบัน สนิทกับใครบ้าง

วันที่ 13 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโผคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าได้เมื่อไหร่นั้น ว่า คาดว่าเร็วๆนี้ ซึ่งตอนนี้รายชื่อนำส่งไปประกอบและบางส่วนทยอยส่งกลับมาแล้ว ซึ่งการตรวจสอบต้องการให้เกิดความชัดเจน และไม่มีปัญหา โดยต้องส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า รายชื่อที่ส่งไปไม่มีปัญหา

ส่วนมีความกังวลในการเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีนะ ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ตั้งไว้ ซึ่งตนก็เร่งถามไปที่เลขาคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลที่ผ่านมาตนได้สอบถามไปว่า หลังจากมีการประกาศโปรดเกล้า นายกรัฐมนตรีใช้เวลาเท่าไหร่ ในการแถลงชื่อคณะรัฐมนตรี เลขาธิการครม.ก็ได้ตอบกลับมาว่า “นี่ก็เร็วแล้ว” ซึ่งต้องยอมรับว่าระยะภายหลังต้องมีการอิงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องของจริยธรรม เราจึงต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้มีอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ส่วนตอนนี้ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงตัวแล้วหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีคนอื่นมีการเปิดเผยชื่อออกมาหมดแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวขอรอให้ทุกอย่างเรียบร้อย ย้ำว่าเปิดเผยหมดทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่ลงตัวหมดแล้ว และในส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทินบอกว่า มี คิดว่ามีความจำเป็น แต่ส่วนจะเป็นใครขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน

ส่วนที่พรรคประชาชนมีการตั้งคำถามว่า ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีความสัมพันธ์กับทางจังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทินย้อนถามกลับว่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน มีความสัมพันธ์กับใครบ้างหรือไม่ ก่อนย้ำว่าทุกคนก็มีความสำคัญ และความสัมพันธ์กันหมด ซึ่งต้องมีความรู้จักกันบ้าง รู้หน้าค่าตากัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจ นายอนุทินไม่ตอบ ก่อนจะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันมาพูดอีกว่า คนปัจจุบันเป็น ก่อนจะไม่ตอบว่าคนถัดไปเป็นหรือไม่

อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม

อนุทินตอบคำถามเรื่อง รมว.ยุติธรรม

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ท่านอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมนั้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองไปยังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นพิเศษ

คำถามสำคัญคือใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม? นายอนุทินยังคงอุบไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าขอให้ทุกอย่างเรียบร้อยเสียก่อน แต่ก็ยอมรับเป็นนัยว่าตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นมีความจำเป็น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่จะมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดบุรีรัมย์หรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับด้วยคำถามที่ชวนคิดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับใครบ้าง ก่อนจะย้ำว่าทุกคนมีความสัมพันธ์กันหมด

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกถามว่าว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นอดีตตำรวจหรือไม่ นายอนุทินก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่เลือกที่จะหัวเราะแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความสนใจในตำแหน่งนี้มากขึ้นไปอีก

การที่นายอนุทินอนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรมไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งที่แน่นอนคือตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะส่งผลต่อการบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน

ดังนั้นการที่ อนุทินรับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่นี้จะเป็นใคร และจะมีนโยบายในการบริหารงานอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าในเร็วๆ นี้เราคงจะได้ทราบกันอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” รับจำเป็นต้องมี รมช.กห. ไม่ตอบชื่อ รมว.ยุติธรรม ชี้ทุกคนต้องมีความสัมพันธ์กันหมด

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 พบชื่อ “บิ๊กดุลย์ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมนั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาคนนอก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของ “อนุทิน” เอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโผ ครม.อนุทิน 1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดทำ ล่าสุดมีรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ในส่วนของโควตาคนนอก ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญของพลโทอดุลย์ในด้านงานพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ การเข้ามาของพลโทอดุลย์จะช่วยแบ่งเบาภาระของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี

พลโท อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 38 นอกจากนี้ ท่านยังเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ความสัมพันธ์อันดีนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยเฉพาะในรายชื่อบางคนที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง ทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายชื่อแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกินจำนวนที่ต้องการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดแทนในกรณีที่จำเป็น คาดการณ์ว่ารายชื่อทั้งหมดจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในสัปดาห์หน้า

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

การปรับ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศด้วยทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย การได้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงาน น่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ภูมิภาคมีความผันผวนและมีความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น

ทำไมต้อง “บิ๊กดุลย์” ใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม อาจมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่พลโทอดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

  • ความเชี่ยวชาญด้านชายแดน: พลโทอดุลย์มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายด้านความมั่นคง
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน
  • การแบ่งเบาภาระ: การมี รมช.กลาโหม ที่มีความสามารถ จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการฯ และทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น การขาดประสบการณ์ในการทำงานในระบบราชการ หรือการไม่มีฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป

การจับตาดูการทำงานของ ครม.อนุทิน 1 ชุดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผลงานของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่

ที่มา – สะพัดครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง รมช.กห. โควตาคนนอก

โผ ครม.อนุทิน 1: ดัน “ศศิธร” นั่ง รมต!

โผ “ครม.อนุทิน 1” ดัน “ศศิธร กิตติธรกุล” ทายาท “โกหงวน” บ้านใหญ่กระบี่ นายก อบจ. 8 สมัย ผงาดนั่งรัฐมนตรี ลุ้นเปิดตัวคนนอกนั่ง “รมว.ยุติธรรม” พบส่งชื่อ “พล.ต.ท.รุทธพล” ตรวจประวัติด้วย

วันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ที่ส่วนใหญ่ลงตัวเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงบางตำแหน่งที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มีรายงานข่าวว่าจะเปิดตัวเป็นคนนอกเร็วๆ นี้ ล่าสุดมีชื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นแคนดิเดตถูกส่งชื่อไปตรวจสอบคุณสมบัติควบคู่กับรายชื่ออื่นด้วยในตำแหน่งนี้

ขณะเดียวกัน ก็มีชื่อของ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หรือ “โกหงวน” และเป็นญาติของ นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ที่ส่งตรวจสอบประวัติไปด้วย ส่วนจะดำรงตำแหน่งใดต้องรอการตรวจสอบประวัติเสร็จก่อน แต่กระแสข่าวว่าจะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

จับตา! โผ ครม.อนุทิน 1 กับการผลักดัน “ศศิธร” สู่รัฐมนตรี

การเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดที่น่าจับตามองคือความคืบหน้าของ โผ ครม.อนุทิน 1 ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคาดการณ์ถึงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ ที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงและแต่งตั้งใหม่

หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นและถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ทายาทของ “โกหงวน” บ้านใหญ่แห่งกระบี่ ที่มีกระแสข่าวว่าจะได้รับการผลักดันให้ขึ้นนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งสร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับผู้คนจำนวนมาก

ใครคือ “ศศิธร กิตติธรกุล” ที่ถูกกล่าวถึงใน โผ ครม.อนุทิน 1 ?

น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ไม่ได้เป็นเพียงทายาทของนักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยดำรงตำแหน่งประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

การที่ชื่อของ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ปรากฏใน โผ ครม.อนุทิน 1 จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าเธอจะสามารถนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถของเธอมาใช้ในการบริหารประเทศและพัฒนาด้านต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง

นอกจากตำแหน่งของ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล แล้ว ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีกระแสข่าวว่าจะมีการเปิดตัวบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งล่าสุดมีชื่อของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่ถูกส่งชื่อไปตรวจสอบคุณสมบัติ

การเปลี่ยนแปลงใน โผ ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทย ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไรบ้าง

โผ ครม.อนุทิน 1 ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงทิศทางการบริหารประเทศในอนาคต

ที่มา – โผ ครม.อนุทิน 1 ดัน “ศศิธร” ทายาท “โกหงวน” บ้านใหญ่กระบี่ ผงาดนั่ง รมต.

“ภูมิธรรม” เข้า มท. วันสุดท้าย ไขปม MOA แก้ รธน.

“ภูมิธรรม” เข้ากระทรวงมหาดไทยวันสุดท้าย แจงทำงานจนกว่าจะโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ บอกพี่น้องประชาชนรู้ดีอะไรเป็นอะไร ปม MOA แก้รัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนถูกหลอกหรือไม่ พร้อมย้ำจุดยืนเพื่อไทย

เมื่อเวลา 12.07 น.วันที่ 11 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมเปิดเผยว่า ตนมีอำนาจในการทำงานวันสุดท้ายจนกว่าจะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต่อเมื่อจะมีการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งคณะ จากนั้นอำนาจก็จะหมดไป ซึ่ง ครม. ทั้งคณะจะสามารถปฏิบัติหน้าที่และเซ็นเอกสารได้ก็ต่อเมื่อเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งตนมาวันนี้ไม่ได้ต้องการมาทำเรื่องอื่น แต่หากมีเรื่องที่ค้างและเป็นปัญหาต่อประชาชนตนก็จะทำ ซึ่งก็มีน้อยมาก ไม่ได้มีอะไร

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่าเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ก็มีการนำหนังสือไปให้ตนเซ็น คาดว่าสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์สุดท้ายในการทำงาน โดยวันนี้ตนคงมาทำงานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นวันสุดท้าย และหากหลังจากนี้มีเรื่องอะไรก็สามารถนำเอกสารไปให้ตนเซ็นที่พรรคเพื่อไทยได้

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้ง ซึ่งผิดจาก MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคประชาชน (ปชน.) ทำให้มองกันว่าพรรคประชาชนถูกหลอกหรือไม่ ว่า เรื่องนี้คงต้องถามพี่น้องประชาชนน่าจะรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ในส่วนของพรรคเพื่อไทยยังยืนยันอยู่ในจุดที่ต้องพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นให้ได้ อย่างน้อยต้องดีกว่าเดิม เพราะตนรู้อยู่แล้วและพูดมาตลอด ตอนเป็นคณะกรรมการศึกษาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรู้ว่ามันมีอุปสรรค มีข้อจำกัดเยอะ ไม่ได้จะแก้ให้เป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะทำให้เป็นประชาธิปไตยที่ดีกว่าเดิม.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่ นายภูมิธรรม เดินขึ้นห้องทำงานที่ชั้น 2 ของกระทรวงมหาดไทย ได้หันมาส่งยิ้มและโบกมือให้สื่อมวลชนด้วย.

การทำงานวันสุดท้ายของ “ภูมิธรรม” ที่กระทรวงมหาดไทย สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาดูต่อไป ความเห็นของประชาชนต่อ MOA แก้ รธน. และบทบาทของพรรคต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในอนาคต

“ภูมิธรรม” เข้า มท. วันสุดท้าย ประชาชนรู้ดี ปชน. ถูกหลอกหรือไม่ MOA แก้ รธน.

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แม้จะมีอุปสรรคและข้อจำกัดมากมาย การแก้ รธน.ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเดิมนั้นจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

อนาคตของการแก้ รธน. จะเป็นอย่างไร?

การแก้ รธน.นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ จะสามารถหาทางออกและผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร?

สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” เข้า มท. วันสุดท้าย ประชาชนรู้ดี ปชน. ถูกหลอกหรือไม่ MOA แก้ รธน.

Scroll to top