นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

มติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนน่าสนใจในแวดวงราชการมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสำคัญอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนงานภาครัฐให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งสำคัญที่หลายคนจับตามอง

สรุปมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ถือเป็นการปรับทัพครั้งใหญ่เพื่อรองรับการทำงานในอนาคต โดยมีรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งบริหารระดับสูงหลายท่าน อาทิ นายสราวุฒิ บุญสุข และนายณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ ที่ขึ้นมานั่งตำแหน่งรองปลัดกระทรวงฯ ซึ่งการทำมติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับงานด้านสาธารณสุขของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ

  • นายวีรวุฒิ อิ่มสำราญ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์
  • นายธิติ แสวงธรรม ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอนามัย
  • นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นอกจากนี้ ยังมีการรับโอน “ฉันทานนท์” มานั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมพร้อมรับภารกิจสำคัญหลังจากผู้บริหารเดิมเกษียณอายุราชการ รวมถึงการแต่งตั้งนางอรวรรณ คงธนขันติธร เป็นรองเลขาธิการ ก.พ. อีกด้วย เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเรื่องการบริหารงานบุคคลให้เข้าที่เข้าทางก่อนถึงกำหนดการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ครับ

ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบราชการไทยครับ การปรับทัพในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นไปตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต ทั้งด้านพลังงานและสาธารณสุข ซึ่งเชื่อว่ารายชื่อที่ผ่านการพิจารณาในมติครม.ครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปครับ

ที่มา – มติครม.แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข – รับโอน “ฉันทานนท์” นั่งปลัดกระทรวงพลังงาน

“สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี

“สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี เดินหน้าทลายอุปสรรคระบบชำระเงิน

ถือเป็นก้าวสำคัญของทูตไทยในเวทีโลก เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จในการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 ซึ่งว่างเว้นไปนานถึง 3 ปี โดยผลลัพธ์จากการเยือนครั้งนี้ทำให้ “สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี เดินหน้าทลายอุปสรรคระบบชำระเงิน เพื่อปูทางสู่การขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ยุทธศาสตร์การค้าและการแก้ปัญหาระบบชำระเงิน

ในการหารือครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยคือการปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน การที่ “สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี เดินหน้าทลายอุปสรรคระบบชำระเงิน นั้น เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจถึงช่องทางที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎระเบียบของธนาคารกลางทั้งสองประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความร่วมมือที่น่าสนใจอีกมากมายที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายจะผลักดัน:

  • ความร่วมมือด้านคมนาคม: ศึกษาการพัฒนาระบบรางของรัสเซียเพื่อนำมาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐานของไทย
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: รัฐบาลเตรียมหารือแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์
  • การเจรจา FTA: เดินหน้าผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai – EAEU FTA)
  • ความร่วมมือด้านพลังงานและปุ๋ย: รัสเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งไทยต้องการสร้างความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม การที่ “สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี เดินหน้าทลายอุปสรรคระบบชำระเงิน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขการค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการกระชับความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ การผลักดันกระบวนการสันติภาพในภูมิภาค และการวางรากฐานเพื่อการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น ท่าเรือทวาย เพื่อเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระหว่างไทยและเพื่อนบ้านเข้ากับเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

ในฐานะที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JC ในปีหน้า ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือนี้จะสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงนโยบายให้กลายเป็นเม็ดเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องใช้ประโยชน์จากการทูตเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศในระยะยาว

ที่มา – “สีหศักดิ์” พอใจ ผลเยือนรัสเซีย ฟื้นประชุม JC ในรอบ 3 ปี เดินหน้าทลายอุปสรรคระบบชำระเงิน

“แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

เชื่อว่าในช่วงการเมืองที่ดุเดือด หลายคนคงได้เห็นประเด็นดราม่าที่พรรคฝ่ายค้านมักจะออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยล่าสุดเกิดกรณีที่ “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากว่าทำไมการทำงานการเมืองถึงเบี่ยงเบนไปสู่การจับผิดส่วนตัวแทนที่จะเน้นเรื่องงานบริการประชาชน

“แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ภาพถ่ายของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตีความว่าเป็นภาพที่ต้องการสยบรอยร้าว แต่ทางด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ได้ออกมาตอบโต้ทันทีว่านี่เป็นการปั่นกระแสที่ปราศจากข้อเท็จจริง เพราะในความเป็นจริงสมาชิกพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นและทำงานร่วมกันได้เป็นปกติไม่มีปัญหาภายในแต่อย่างใด

เหตุใดพรรคภูมิใจไทยถึงยืนยันความสามัคคี

การที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง นั้น สะท้อนให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมองข้ามข่าวลือที่พยายามจะสร้างความแตกแยก โดยเฉพาะในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ที่เป็นช่วงเวลาทองในการลงพื้นที่พบปะประชาชน แทนที่จะมาวนเวียนกับเรื่องการจินตนาการถึงรอยร้าวในพรรค ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพรรคเลยแม้แต่น้อย

  • การเมืองสร้างสรรค์คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ
  • การรับฟังปัญหาประชาชนควรเป็นลำดับความสำคัญแรกของฝ่ายค้าน
  • เลิกให้ความสำคัญกับการปั่นกระแสความขัดแย้งที่ไม่เป็นความจริง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การวิจารณ์ด้วยเหตุและผลเป็นเรื่องที่ดี แต่การมุ่งเน้นสร้างข่าวเท็จเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรแก่ประชาชน แทนที่จะมาจับผิดว่าใครทะเลาะกับใคร ควรเปรียบเทียบผลงานและนโยบายที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงจะดีกว่า หากทุกพรรคหันมาทำการเมืองด้วยความโปร่งใสและมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาปากท้องตามที่หาเสียงไว้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาประชาชนจะดูดีขึ้นอีกมาก

ที่มา – “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เชื่อมอันดามัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวใหญ่ในแวดวงคมนาคมมาอัปเดตกันครับ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับอนาคตโลจิสติกส์ของไทย เมื่อคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเดินหน้าโครงการ สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เชื่อมอันดามัน อย่างเต็มกำลัง เพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคอย่างแท้จริงครับ

สัมผัสโอกาสใหม่กับโครงการรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง

โครงการรถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนองนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างทางรถไฟธรรมดาๆ นะครับ แต่มันคือการปูทางประเทศไทยไปสู่เวทีโลก ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 27,000 ล้านบาท บนระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร โครงการนี้เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ขาดหายไป ซึ่งจะเข้ามาเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ให้ตรงดิ่งเข้าสู่ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้อย่างไร้รอยต่อครับ

ศักยภาพที่ซ่อนอยู่หลังโปรเจกต์ สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ? ลองมาดูเหตุผลกันครับ:

  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์: ช่วยลดการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก เปลี่ยนมาใช้ระบบรางที่ประหยัดและแม่นยำกว่า
  • เชื่อมโยงตลาดโลก: เปิดเส้นทางเดินเรือสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ตะวันออกกลาง และแอฟริกาผ่านมหาสมุทรอินเดีย
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: สร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงดูดการลงทุนคลังสินค้าในจังหวัดชุมพรและระนอง
  • เพิ่มความคล่องตัว: สินค้าเกษตรและประมงของไทยจะส่งออกได้รวดเร็วและมีคุณภาพมากขึ้น

คุณสรรเพชญย้ำชัดเจนว่า การดำเนินงานทุกขั้นตอนจะคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ออกแบบเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังเร่งเสนอรายงาน EIA เพื่อให้โครงการก้าวหน้าไปตามแผนที่วางไว้ หากทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย เราอาจจะได้เห็นการเปิดประมูลโครงการในปี 2570 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยเลยทีเดียวครับ

ส่วนตัวผมมองว่าโครงการ สรรเพชญ ดันรถไฟสายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง เชื่อมอันดามัน คือก้าวที่กล้าหาญและสำคัญมาก เพราะหากเรามีระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมสองฝั่งทะเลได้อย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยจะมีแต้มต่อในตลาดโลกมหาศาล ใครที่อยู่ในพื้นที่หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่ง ต้องจับตาดูโปรเจกต์นี้ให้ดีเลยครับ เพราะมันอาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ที่มา – “สรรเพชญ” ดันสุดตัวรถไฟสายใหม่ “ชุมพร-ท่าเรือระนอง” เปิดประตูอันดามัน

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

เชื่อว่าพี่น้องชาวสตูลและนักท่องเที่ยวหลายท่านคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญอย่างการพัฒนาท่าเรือตันหยงโป เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่พร้อมจะยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักยภาพของสตูลอย่างจริงจัง พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายในการเชื่อมโยงการเดินทางไปยังหมู่เกาะชื่อดังอย่างเกาะหลีเป๊ะ และเกาะตะรุเตา ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดโครงการท่าเรือตันหยงโป

กรมเจ้าท่าได้วางงบประมาณปี 2570 ไว้กว่า 30 ล้านบาท เพื่อเนรมิตสะพานท่าเทียบเรือความยาว 150 เมตร ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องโครงสร้าง แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดด้านดีไซน์ โดยนำเอา:

  • ลายฉลุมลายู: สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่งดงาม
  • อุทยานธรณีโลกสตูล: เพิ่มอัตลักษณ์ด้วยลวดลายฟอสซิลแอมโมไนต์

โครงการ พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ ครั้งนี้ ยังมุ่งหวังให้เรือสปีดโบ๊ทสามารถเทียบท่าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แทนที่จะต้องไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าเรือปากบาราเพียงจุดเดียว

นอกเหนือจากการสร้างท่าเรือแล้ว รัฐบาลยังมีแผนบูรณาการโครงข่ายคมนาคมทางบก เช่น การเร่งก่อสร้างเส้นทางสายใหม่เชื่อมจากสะเดา จ.สงขลา สู่ควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้ถึง 60 กิโลเมตร รวมถึงการเร่งพัฒนาท่าเรือตำมะลังเพื่อเปิดประตูสู่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนสตูลให้กลายเป็นฮับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างแท้จริง การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ร้านค้า และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในท้องถิ่นให้ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” ลุยสตูลปักหมุด “ตันหยงโป” ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่เชื่อมมาเลเซีย

ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

ข่าวดีสำหรับคนเมือง! หลังจากที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหลายสีอาจทำให้หลายคนปวดหัวกับค่าแรกเข้าที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ล่าสุดมีข่าวดีออกมาแล้วว่า ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้

เจาะลึกรายละเอียด ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

มาตรการนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในระบบขนส่งมวลชน โดยรัฐบาลตั้งใจให้ ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งหลักการทำงานของตั๋วร่วมนี้เน้นความสะดวกสบายและการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้ครับ:

  • ค่าโดยสารราคาเดียว: คิดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
  • ครอบคลุมทุกสาย: ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู หรือสายอื่นๆ ที่เปิดให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ใช้บัตรเดียวจบ: รองรับการใช้งานผ่านบัตร EMV Contactless ช่วยให้การแตะเข้า-ออกสถานีรวดเร็วขึ้น

สิทธิพิเศษและเป้าหมายของนโยบายใหม่

นอกจากราคา 45 บาทตลอดสายสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว มาตรการนี้ยังคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม โดยจะมีโครงสร้างค่าโดยสารพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน

รัฐบาลยังได้ตัดสินใจมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบองค์รวม เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างสายเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และจัดการระบบตั๋วร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หน่วยงานเดียว

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา ผมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะเมื่อราคาจับต้องได้และไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน การเดินทางในเมืองหลวงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและประหยัดกว่าการขับรถส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ระบบนี้จะสมบูรณ์แบบได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท คาดเริ่ม 1 ม.ค. 70

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ วัดแหลมทราย จังหวัดสงขลา ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี อดีตข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวและสังคม ถือเป็นวาระสำคัญที่ทางครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพด้วยความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

ความหมายของงาน ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

ในงานพิธีนี้ นอกจากความเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความเคารพยกย่อง โดยครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี อย่างหาที่สุดมิได้ อีกทั้งยังได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประทานผ้าไตรและไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพิธีอันเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ที่ได้อุทิศตนทำงานเพื่อชาติและประชาชนมาอย่างยาวนาน

พิธีในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยญาติมิตรและผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนที่ต่างเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยอย่างเนืองแน่น เพื่อส่งดวงวิญญาณของคุณกัลยา บุญญามณี เป็นครั้งสุดท้าย

ภายในงาน ครอบครัวบุญญามณีได้แสดงถึงความกตัญญูและจิตสาธารณะ โดยมีการจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลที่น่าชื่นชม ดังนี้:

  • บริจาคเงินจำนวน 5,075,066 บาท ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อส่งต่อการรักษาและการแพทย์
  • มอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน 10 แห่ง เพื่อสนับสนุนอนาคตของเยาวชน
  • สานต่อเจตนารมณ์ของคุณแม่กัลยา บุญญามณี ที่มีความรักในการให้และช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด

การจากไปของคุณกัลยาไม่เพียงแต่ทิ้งไว้ซึ่งความอาลัย แต่ทิ้งไว้ซึ่งแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดีและผู้มีจิตเมตตา การที่ครอบครัวได้นำเงินที่ได้รับจากการร่วมบุญไปทำประโยชน์ต่อส่วนรวมเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างกุศลครั้งสุดท้ายที่งดงามยิ่ง ท้ายที่สุดนี้ เราขอร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวบุญญามณีและขอชื่นชมในความตั้งใจดีที่ได้ดำเนินพิธีการอย่างสมเกียรติและสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และมอบนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยเน้นการพัฒนาโครงการเร่งด่วนเพื่อยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศให้ทันสมัย สะดวก และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

“พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมเร่งบูรณาการระบบขนส่งทั้งประเทศ โดยมุ่งโครงการ Quick-Win 3 ด้านหลักเพื่อให้เกิดผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนี้

  • เร่งรัดโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ: รวมถึงโครงการจัดหาเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และโครงการป้องกันอันตรายจากนก (Bird Strike) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ท่าอากาศยาน
  • เร่งประกวดราคาโครงการที่พร้อม: เช่น โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ผู้ประกอบการรายที่ 2) และโครงการคลังสินค้าที่สุวรรณภูมิ (รายที่ 2)
  • เร่งนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี: อย่างโครงการ East Expansion ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนแม่บทสุวรรณภูมิ 2568 การพัฒนาดอนเมืองระยะ 3 เชียงใหม่ระยะ 1 ภูเก็ตระยะ 2 และการศึกษาความเป็นไปได้ของท่าอากาศยานอันดามันและล้านนา

นโยบายเร่งขยายสนามบินและยกระดับบริการ

นอกจากนี้ “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยแบ่ง 3 ด้านหลัก คือ พัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศเพื่อยั่งยืน ลงทุนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ และศึกษาการพัฒนาท่าอากาศยานใหม่ เช่น อันดามันและล้านนา เพื่อแบ่งเบาการจราจรจากสนามบินหลักอย่างสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต

AOT ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของไทย ซึ่งเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ จะเร่งขยายศักยภาพรองรับผู้โดยสารกว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 โดยเฉพาะสุวรรณภูมิที่จะมี East Expansion และอาคารทิศใต้ รวมถึงเปิดบริการลานจอดและคลังสินค้ารายที่ 2-3 ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ยืนยันความพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินโลก ด้วยบริการเลิศ ทันสมัย ยั่งยืน และปลอดภัยตามมาตรฐาน ICAO นอกจาก 6 สนามบินหลัก AOT จะพัฒนาอีก 5 แห่งให้คุ้มค่า รองรับเที่ยวบินมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีสากลทุกขั้นตอน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงป้องกัน Drone และ Bird Strike

ด้านความปลอดภัย AOT จับมือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดหา Anti-Drone ด้วย AI ตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทั้งใกล้-ไกล รวมถึงเทคโนโลยีจัดการนกและสัตว์อันตรายด้วยระบบแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ขับไล่ และวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินงานได้รับการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ ICAO ทุกประการ

นโยบายนี้ไม่เพียงยกระดับท่าอากาศยานไทยให้เทียบชั้นโลก แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค สร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ ลดต้นทุนฟุ่มเฟือย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินหลังโควิด

ติดตามข่าวสารและพัฒนาการท่าอากาศยานไทยเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนการเดินทางของคุณ!

ที่มา – “พิพัฒน์” มอบนโยบาย AOT เดินหน้าโครงการ Quick-Win ชูเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โครงการยักษ์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์หรือ Landbridge คือแผนเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือฝั่งอันดามันที่รันงค์ และฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร ด้วยรถไฟและทางหลวง เพื่อให้สินค้าขนส่งข้ามคอขาดได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แต่หลายฝ่ายกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความคุ้มทุน และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้กล่าวถึงญัตติค้านโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยื่นเข้าที่ประชุมวุฒิสภา ญัตตินี้ถูกบรรจุวาระแล้ว แต่สว.หลายคนขอเลื่อนไปสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีเวลาศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ใช่อภิปรายแบบไม่มีฐานข้อมูล นอกจากนี้ ยังยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แล้ว ซึ่งรอวันถามในสภา สว.เชิญชวนให้รมว.คมนาคมมาชี้แจงในสภาให้ชัดเจน

ข้อกังวลที่ยังคลายไม่ได้

สว.นรเศรษฐ์ชี้ว่า การตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานศึกษาความคุ้มค่า ก็ยังไม่คลายความกังวลได้ เพราะโครงการนี้มีผลกระทบมหาศาล แต่กลับไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงพรรคหรือคำแถลงนโยบายรัฐบาล ทำไมถึงเป็นวาระแรกที่รัฐบาลเร่งรัด? เป็นเพราะแก้เศรษฐกิจจริง หรือปิดดีลอะไร? นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะออกกฎหมายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้าย EEC มาก ภาคตะวันออกเคยเจอปัญหากฎหมายเร่งรัด สิ่งแวดล้อมพัง ทรัพยากรใต้สมบูรณ์ อย่าปล่อยให้เกิดซ้ำ

เหตุผลเรื่องสงครามก็เบาเกิน รัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าแลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ใคร เป็นจุดยุทธศาสตร์กระจายสินค้าอย่างไร? ถ้าสงครามมา จะจัดการสมดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ยังไง? การลงพื้นที่ของนายพิพัฒน์ ควรฟังประชาชนจริง ไม่ใช่แค่อธิบายข้อดี

ทำไมต้องประชามติ 2 ระดับ?

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โดยเสนอ 2 ระดับ คือถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้โครงการเดินหน้าด้วยความเห็นชอบจากประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ตัดสินจากบนลงล่าง นี่คือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะโครงการใหญ่ที่กระทบชีวิตคนนับล้าน

  • ประชามติทั้งประเทศ: เพื่อดูภาพรวมว่าประชาชนเห็นด้วยกับโครงการยุทธศาสตร์นี้หรือไม่ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดเวลาขนส่ง ลดต้นทุนน้ำมัน
  • ประชามติพื้นที่: ชาวชุมพร สุราษฎร์ รันงค์ ฯลฯ ที่รับผลกระทบโดยตรง เช่น สิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน ชุมชนท่องเที่ยว
  • ประโยชน์อื่นๆ: เพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความน่าเชื่อถือให้รัฐบาล

บทเรียนจาก EEC แสดงให้เห็นว่า กฎหมายเร่งรัดนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวพัง ภาคใต้ไม่ควรซ้ำรอย ต้องส่งเสียงดังให้รัฐบาลชะลอ คิดให้รอบคอบ

สรุปแล้ว สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ เป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในยุคที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น โครงการดีต้องไม่กลัวตรวจสอบ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ควรทำประชามติจริงไหม คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่กว้างขวาง

ที่มา – สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่ชี้ขาดโครงการ “แลนด์บริดจ์”

Scroll to top