นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ยศชนัน ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

ยศชนัน ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ นับเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และมีคำสั่งสำคัญเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยหนึ่งในประเด็นที่ท่านเน้นย้ำคือการขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยการบริจาคโลหิต

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงแนวทางการจัดการเหตุการณ์นักเรียนก่อเหตุในสถานศึกษา โดยระบุว่าขณะนี้สถานการณ์อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงเข้าร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อสำรองไว้ช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

มาตรการเร่งด่วนและการดูแลเยียวยา

นอกจากเรื่องการขอรับบริจาคโลหิตแล้ว นายยศชนัน ยังได้สั่งการมาตรการสำคัญเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางจิตใจดังนี้:

  • การสั่งปิดสถานศึกษา: สั่งให้โรงเรียนที่เกิดเหตุปิดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลพื้นที่
  • การเยียวยาจิตใจ: ประสานกรมสุขภาพจิตลงพื้นที่ดูแลครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด
  • การหยุดแชร์ภาพความรุนแรง: ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนงดส่งต่อภาพหรือคลิปเหตุการณ์ เพื่อเคารพสิทธิผู้สูญเสียและไม่กระทบกระเทือนจิตใจผู้อื่น

ในส่วนของมาตรการระยะยาว รัฐบาลกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งหรือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน การร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ประชาชน และหน่วยงานทหารที่ได้นำกำลังพลมาร่วมบริจาคเลือดนั้น แสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนไทยในยามวิกฤต

เราขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน และหวังว่ามาตรการที่ทางรัฐบาลเร่งดำเนินการจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับมาดีขึ้นโดยเร็ว การบริจาคเลือดเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจกลายเป็นโอกาสในการรอดชีวิตที่ยิ่งใหญ่สำหรับเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมของเรา

ที่มา – “ยศชนัน” ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิง

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบริเวณโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุด “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงจุดยืนในการจัดการวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ในฐานะที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านการศึกษาโดยตรง นายยศชนันกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ครับ”

มาตรการเร่งด่วนและแนวทางปฏิบัติหลังเหตุการณ์

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด และได้วางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างรวดเร็ว ดังนี้:

  • เร่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวดที่สุด
  • อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน
  • ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางสัญจรในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้เต็มที่
  • ขอความกรุณางดแชร์ภาพหรือคลิปเหตุการณ์ เพื่อเคารพสิทธิส่วนบุคคลและรักษาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและการให้เกียรติผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนในสังคมควรทำร่วมกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาจะได้รับการยกระดับให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการถกเถียงเรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดการยุบ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ ป.ย.ป. โดยเน้นย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกและมาตรฐานสากล

ท่ามกลางกระแสข่าวลือและการวิพากษ์วิจารณ์ นายยศชนันได้กล่าวถึงเรื่องการ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ อย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การตัดสินใจโดยอารมณ์หรือเหตุผลส่วนตัว แต่ต้องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เข้ามาทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งถือเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และโปร่งใสที่สุด

บทบาทของ ก.พ.ร. กับการชี้ชะตา ป.ย.ป.

นายยศชนันอธิบายว่า ในฐานะผู้กำกับดูแล ป.ย.ป. ที่ผ่านมาถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว โดยมีการปรับแนวทางการทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีการยุบหน่วยงาน เจ้าตัวยืนยันว่าการที่ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ นั้นเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากหน่วยงานใดไม่ผ่านเกณฑ์ KPI ที่ ก.พ.ร. ตั้งไว้ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่าจะยุบหรือควบรวม ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ทั่วประเทศ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • การประเมินผลงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานกลางของ ก.พ.ร.
  • ไม่ควรเลือกปฏิบัติกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นพิเศษ
  • การผลักดันประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์ที่ยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร นายยศชนันยืนยันว่าขณะนี้ ป.ย.ป. ยังคงไม่ได้ถูกยุบ แต่การ ยศชนัน ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลยุคนี้ให้ความสำคัญกับการมีประสิทธิภาพของระบบราชการมากกว่าตำแหน่งหน้าที่ หากการทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ในมุมมองส่วนตัว การยึดมั่นในระบบ KPI และการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เป็นกลางอย่าง ก.พ.ร. คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารงานภาครัฐ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การยึดหลักการเป็นที่ตั้งย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ

ที่มา – “ยศชัน” ย้ำข้อเสนอยุบ ป.ย.ป. ให้ยึดหลักเกณฑ์คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวัง

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวังของประเทศ

บรรยากาศงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2569 เต็มไปด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Thammasat: Where We Are Irreplaceable” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “อ.เชน” ซึ่งได้มาอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น

ในการบรรยายครั้งนี้ อ.เชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรู้จักตัวเองและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยกบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เคยประสบมาด้วยตัวเอง เพื่อให้น้องๆ นักศึกษาเข้าใจว่าการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทเรียนจากวิกฤตสู่โอกาส: ทำไมต้องหาแก่นแท้ให้เจอ?

อ.เชน ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาระหว่าง Motorola, Kodak และ Fujifilm เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว หากเรายึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เราอาจถูกโลกบดขยี้ได้ง่ายๆ การที่ Fujifilm อยู่รอดมาได้เพราะพวกเขาเข้าใจ “แก่นแท้” ของธุรกิจว่าไม่ใช่แค่การทำฟิล์ม แต่คือบริษัทเคมีภัณฑ์ที่สามารถปรับตัวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เสมอ การอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ จึงเป็นการส่งสารที่สำคัญว่านักศึกษาต้องมองให้ลึกไปถึงแก่นแท้ในสิ่งที่ตนเองทำ

  • ละทิ้งอีโก้: ความสำเร็จในอดีตอาจไม่ใช่หลักประกันในอนาคต
  • ปรับตัวอยู่เสมอ: โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ลงมือทำ: ทฤษฎีมีค่าเมื่อนำไปปรับใช้จริง

เมื่อเราเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการ “ลงมือทำ” อ.เชน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามาพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการนำความรู้มาสร้างประโยชน์และสร้างความหมายให้กับสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ก้าวต่อไปสู่การเป็นความหวังของประเทศ

ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น ทุกคนต้องตระหนักว่าความหมายของชีวิตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ละคนคือทรัพยากรบุคคลที่มีค่าและเป็นความหวังของประเทศ การที่อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการปลุกสติให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะเป็นผู้ท้าชิงและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่หยุดเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทุกย่างก้าวในมหาวิทยาลัยคือโอกาสในการค้นหาตัวตนที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้ หากคุณต้องการเป็นพลังสำคัญให้กับประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แก่นแท้ของเราคืออะไร” และ “เราจะลงมือทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตครับ

ที่มา – “อ.เชน” ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ

เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

บรรยากาศสุดอบอุ่นเมื่อเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับคนในพื้นที่ยโสธรเป็นอย่างมาก เมื่อกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อยจาก 9 จังหวัดภาคอีสาน รวมตัวกันกว่า 1,000 คน เพื่อต้อนรับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันอย่างใกล้ชิดว่า “อ.เชน” การเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจงานทั่วไป แต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เข้าถึงหัวใจของเกษตรกรอย่างแท้จริง จนเกิดเป็นกระแสข่าวเกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น เพราะชาวบ้านต่างรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลชุดนี้

ความตั้งใจจริงที่เปลี่ยนจากการรอคอยเป็นการลงพื้นที่

นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่เริ่มต้นจากการเปิดใจเข้าหากัน นายยศชนันได้ร่วมล้อมวงสนทนาพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรอย่างเป็นกันเอง พร้อมกล่าวขออภัยที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนต้องลำบากเดินทางไปรอพบท่านที่ทำเนียบรัฐบาลถึง 2 ครั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหา แต่ต้องการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ใน “โครงการแก้จนทั้งระบบ” เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นผ่านกลไกสวัสดิการที่ทั่วถึงและรวดเร็ว

ประเด็นน่าสนใจที่ทีมงานได้เจาะลึกมาแบ่งปันกัน มีดังนี้:

  • การนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนภาคการเกษตร 5 ด้าน เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
  • การจัดตั้งคณะกรรมการย่อยที่มีตัวแทนเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
  • การเร่งรัดแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนและที่ทำกินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรัฐ

ความสำเร็จจากการที่เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างภาครัฐและประชาชน หากรัฐบาลยังคงรักษาความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเช่นนี้ เชื่อได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในภาคอีสานจะถูกแก้ไขได้ตรงจุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน เราหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงแค่นโยบายบนแผ่นกระดาษ แต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีความมั่นคงในอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – เกษตรกรแห่รับ “อ.เชน” ขอบคุณแก้จนถึงถิ่น

ยศชนัน คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI ขยายผลทั่วประเทศ

ยศชนัน คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI ขยายผลทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดยโสธรเพื่อเปิดปฏิบัติการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ภายใต้นโยบาย “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและลดปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จอย่างยั่งยืน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะทำงานได้เน้นย้ำถึงการใช้ระบบสารสนเทศอัจฉริยะ (PPPConnext) ควบคู่กับเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตามหาผู้ที่ตกหล่นจากสวัสดิการรัฐ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การที่ “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำระบบมาใช้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่แข็งแกร่ง

โมเดลนวัตกรรมเพื่อการแก้จนที่จับต้องได้

ทางทีมงานได้มีการจัดแสดง 4 โมเดลเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • พลังวัดโมเดล: การดึงความศรัทธาจากชุมชนมาสร้างตาข่ายรองรับกลุ่มเปราะบาง
  • ห่วงโซ่พืช-ผักอินทรีย์: ยกระดับเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้จากการค้าเชิงพาณิชย์
  • เศรษฐกิจชุมชนรับมือภัยพิบัติ: ใช้เทคโนโลยีแปรรูปอาหารเพื่อสร้างรายได้เสริมในภาวะน้ำท่วมหรือภัยแล้ง
  • กลุ่มกล้าไม้สร้างอาชีพ: สร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบางด้วยหลักการแบ่งปัน “มือหนึ่งรับ มือหนึ่งให้”

นอกจากนี้ นายยศชนันยังกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการ “อัปสกิล” ทุนมนุษย์ในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อยุคดิจิทัล การที่ “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้นได้จริง หากมีการจัดการที่ดีและเข้าถึงปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

ในอนาคตอันใกล้ โมเดลการแก้จนจาก 20 จังหวัดนำร่องจะถูกถอดบทเรียนและเร่งนำไปปรับใช้ในทุกจังหวัดทั่วไทย เพื่อให้ประชาชนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและหลุดพ้นจากความยากจนเรื้อรังได้อย่างถาวร การนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือช่วยแรงงานในท้องถิ่นให้ผลิตผลที่มีมูลค่าสูงขึ้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่ารัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ที่มา – “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ

อว. จับมือ แพทยสภา ผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม ยกระดับวงการแพทย์ไทย

ในยุคที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องปัญหาบุคลากรขาดแคลนและการไหลออกของแพทย์สู่ภาคเอกชน ล่าสุดทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้เดินหน้าจับมือกับแพทยสภาเพื่อหาทางออกในเรื่องการผลิตแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ อว. จับมือ แพทยสภา ผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้คนไทยเข้าถึงระบบการรักษาที่มีคุณภาพ

อว. จับมือ แพทยสภา ผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม ด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก

ทิศทางใหม่ของการผลิตแพทย์ในประเทศไทยไม่ได้เน้นเพียงแค่จำนวน แต่ยังมองถึงคุณภาพและระบบนิเวศโดยรวม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชู 4 แผนกลยุทธ์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบาย อว. จับมือ แพทยสภา ผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม ให้เกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การสร้างแรงจูงใจ (Incentive): ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อดึงดูดให้แพทย์ยังคงอยู่ในระบบราชการและพื้นที่ขาดแคลน ลดปัญหาภาวะสมองไหล
  • การสนับสนุนงบประมาณ: จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อผลิตอาจารย์แพทย์และแพทย์เฉพาะทางอย่างเป็นระบบ
  • การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน: มอบอำนาจให้แพทยสภาเป็นประตูด่านแรกในการคัดกรองหลักสูตรและสถานศึกษาที่ไม่มีความพร้อม
  • การนำเทคโนโลยีมาใช้: นำนวัตกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มเวลาในการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อการผลิตแพทย์เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการเปิดคณะแพทย์ใหม่ย่อมมีมุมมองที่หลากหลาย ทางด้านแพทยสภาได้สะท้อนความกังวลว่า การมีจำนวนสถาบันผลิตไม่สำคัญเท่ากับการมี ‘อาจารย์แพทย์’ ที่เพียงพอ การสร้างแพทย์เฉพาะทางนั้นต้องอาศัยเวลาและการบ่มเพาะมากกว่า 10 ปี นโยบาย อว. จับมือ แพทยสภา ผ่าทางตันผลิตแพทย์เพิ่ม จึงต้องทำงานแบบขนาน (Parallel) เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกคณะแพทยศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ต้องมีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งตัวคณาจารย์และโรงพยาบาลรองรับ

รัฐมนตรียืนยันว่า เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้อาชีพแพทย์ไทยเป็นเลิศในระดับสากล โดยเน้นย้ำว่าหากมีการตรวจพบว่าสถาบันใดไม่พร้อม แพทยสภาสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อระงับการรับนิสิตนักศึกษาได้ทันที เพื่อป้องกันปัญหาคุณภาพการศึกษาแพทย์ตกต่ำ ซึ่งถือเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ผู้ป่วยคนไทยว่าจะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดจากบุคลากรที่มีคุณภาพจริง ๆ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของแผนการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และแพทยสภา เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและสมดุล การดึงเทคโนโลยีมาช่วยและการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากรให้ดีขึ้น อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบไทยเรายืนระยะได้อย่างมั่นคงในศตวรรษนี้

ที่มา – อว. จับมือ “แพทยสภา” ผ่าทางตันผลิตแพทย์ดเพิ่ม ดึงเทคโนโลยีรั้งหมอให้อยู่ต่อ

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการขยับตัวทางการเมืองล่าสุด เมื่อยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมองว่าแม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการบริหารงานภายใน แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามระเบียบและโครงสร้างที่วางไว้ของพรรคอย่างชัดเจน

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางด้านนายยศชนันได้ชี้แจงถึงประเด็นการบริหารจัดการพรรคว่า ในส่วนของการทำงานเพื่อประเทศชาตินั้น คณะรัฐมนตรีมีความพร้อมและมีอำนาจเต็มที่ในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่วนในมิติของการบริหารพรรคนั้น ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปตามกลไกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้พรรคมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวยิ่งขึ้น

บทบาทที่ชัดเจนของ แพทองธาร ในฐานะที่ปรึกษา

นอกจากนี้ นายยศชนันยังได้ย้ำถึงบทบาทของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาว่า เป็นกำลังสำคัญในการเข้ามาดูแลบริหารงานส่วนต่างๆ ของพรรคให้เกิดความราบรื่น พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขยับตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยเชื่อมั่นว่าโครงสร้างปัจจุบันสามารถตอบโจทย์การทำงานเพื่อประชาชนได้ดีที่สุด

หากวิเคราะห์ตามหลักการบริหารองค์กรการเมืองใหญ่ๆ การมีกลไกที่ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกัน สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การขับเคลื่อนงานบริหารประเทศดำเนินไปตามกรอบอำนาจของคณะรัฐมนตรี
  • โครงสร้างพรรคปัจจุบันได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นระบบและมีที่ปรึกษาคอยกำกับดูแล
  • ความเชื่อมั่นในกลไกพรรคเพื่อไทยจะช่วยให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมือง ความชัดเจนในการมอบหมายงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการที่ทุกฝ่ายหันมาโฟกัสที่ผลงานเพื่อประชาชนก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในสังคม ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนคาดหวังจากทุกพรรคการเมืองครับ

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย “แพทองธาร”ฐานะที่ปรึกษา ร่วมกันทำพรรคขับเคลื่อน

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก ให้ทันสมัย

การศึกษาไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ นางยศชนัน-ประเสริฐ ได้ร่วมมือกันประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การยกระดับ 3 วิชาแกนกลาง เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพที่มีรากฐานแข็งแกร่ง พร้อมออกสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นใจ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหา แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เข้มข้นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับหลักสูตรและการยกระดับวิชาสำคัญ

นโยบาย ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านจากระบบท่องจำ ไปสู่การเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ โดยมีจุดสำคัญดังนี้:

  • วิชาประวัติศาสตร์: เน้นการวิเคราะห์รากเหง้า เข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติผ่านหลักการประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้
  • วิชาหน้าที่พลเมือง: ปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์ มีจิตสาธารณะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
  • วิชาภาษาไทย: สร้างรากฐานภาษาแม่ให้แข็งแกร่ง ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าการแม่นยำภาษาแม่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กเรียนภาษาที่สองได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ความร่วมมือของ ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ยังรวมไปถึงการเจาะกลุ่มนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เด็กไทยในระบบดังกล่าวอาจขาดทักษะด้านภาษาไทย โดยจะมีการวางแนวทางประสานงานร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาแม่ไปพร้อมกับหลักสูตรสากลโดยไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ในวันที่ 4 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความสมดุลให้กับการเรียนรู้ของเยาวชนไทย ที่ต้องมีความรู้ทันสมัยควบคู่ไปกับอัตลักษณ์ไทยที่งดงาม

เราหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเยาวชนไทยในระยะยาว เพราะการที่เด็กๆ เติบโตมาโดยรู้จักรากเหง้าของตนเองและมีความพร้อมด้านทักษะทางสังคม คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการปรับเปลี่ยนหลักสูตรในครั้งนี้จะช่วยให้การเรียนของลูกหลานของเราสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรบ้าง?

ที่มา – “ยศชนัน-ประเสริฐ” จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย

Scroll to top