นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท เริ่มปี 2570

คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท

ข่าวดีสำหรับคนเมืองที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นประจำ เมื่อกระทรวงคมนาคมออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการผลักดันระบบตั๋วร่วมเพื่อให้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ประชาชนได้ใช้บริการ คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า ทำให้การเดินทางข้ามระบบไร้รอยต่อและคุ้มค่าสำหรับทุกคน

รายละเอียดและเป้าหมายของนโยบายตั๋วร่วม

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ภาครัฐกำลังดำเนินการนั้น คือการเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทุกสี ทุกสายทาง เพื่อวางโครงสร้างราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท โดยไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน แต่จะเน้นการเจรจาภายใต้กรอบสัญญาเดิม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเดินทาง โดยคาดการณ์ว่านโยบายนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในระบบได้มากกว่า 30%

เพื่อให้ คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท เป็นไปอย่างราบรื่น ทางกระทรวงฯ ได้วางแผนดังนี้:

  • เร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและประกาศที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในปี 2569
  • ดำเนินการทดลองระบบในเดือนธันวาคม 2569
  • พัฒนาระบบชำระเงินที่รองรับเทคโนโลยี EMV และเตรียมขยายผลสู่ QR Code ในอนาคต

รัฐบาลย้ำชัดว่าการใช้งบประมาณชดเชยค่าโดยสารประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการซื้อคืนสัมปทานทั้งระบบ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2 แสนล้านบาท โดยเน้นความยุติธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ เพื่อไม่ให้รัฐแบกรับภาระที่เกินความจำเป็น

คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเดินทางในกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครที่เชื่อมต่อกันอย่างแท้จริง การเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าทุกสายด้วยค่าโดยสารที่เป็นธรรมจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล เราคงต้องจับตาดูขั้นตอนการทดสอบระบบในช่วงปลายปี 2569 นี้ว่า จะสามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ดีเพียงใด หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ชีวิตการเดินทางของคนเมืองในปี 2570 จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบาย “ตั๋วร่วม” 17-45 บาท ปักธงใช้จริง 1 ม.ค. 2570

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับใครที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณวงเวียนใหญ่ในช่วงนี้ คงจะทราบถึงสถานการณ์การดำเนินงานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ กันเป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ จากกรณีดินทรุดตัว เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในส่วนของความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูพื้นที่และคืนสภาพการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการทางวิศวกรรมในการแก้ไขผลกระทบ

เพื่อให้การทำงานมีความมั่นคงและยั่งยืน ทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการเสริมความมั่นคงของชั้นดิน (Grouting) ไปแล้วกว่า 40 จุด และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 80 จุด โดยกระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเปิดให้ใช้งานตามปกติ ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและโครงสร้างโดยรอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเรือนประชาชนอย่างที่สุด

  • ดำเนินการอัดฉีดวัสดุเสริมความมั่นคงชั้นดิน (Grouting)
  • ตรวจสอบจุดรั่วซึมภายในอุโมงค์อย่างละเอียด
  • ประเมินเสถียรภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนคืนผิวจราจร
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หลังจากกระบวนการเสริมความมั่นคงแล้วเสร็จ ทางทีมวิศวกรจะทยอยลดระดับน้ำภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างละเอียด หากพบความจำเป็นก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการทางวิศวกรรมให้สูงขึ้นทันที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการที่ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ อย่างจริงจังเช่นนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในไม่ช้า การคืนผิวจราจรเป็นรายจุดจะช่วยให้การเดินทางและการทำมาค้าขายในพื้นที่วงเวียนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนต้องมาก่อนเสมอครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์สำคัญในพื้นที่แยกวงเวียนใหญ่ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ที่กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีการรายงานเหตุการณ์น้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ ซึ่งล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด และพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แล้วได้ผลลัพธ์ที่เป็นไปในทางบวก

สถานการณ์ล่าสุดและการเฝ้าระวัง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำที่เคยรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการทรุดตัวของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นเลยอย่างต่อเนื่องมาถึง 5 วันแล้ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอุโมงค์และงานใต้ดินมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงคมนาคมยังคงสั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไปอีก 2 วัน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชน

  • อัตราน้ำรั่วซึมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • โครงสร้างอาคารโดยรอบอยู่ในภาวะคงที่ ไม่มีการทรุดตัว
  • การดำเนินงานยึดหลักวิศวกรรมแม่นยำและปลอดภัย

แผนการคืนพื้นที่จราจร

ภายหลังจาก “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ และได้รับการยืนยันความปลอดภัย คาดว่าจะมีการเปิดจราจรบางส่วนในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเปิดเส้นทางถนนประชาธิปก บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าแยกบ้านแขกในรูปแบบ One Way เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สัญจร โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเดินรถอย่างใกล้ชิด

นอกเหนือจากเรื่องวิศวกรรมแล้ว การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ดำเนินการควบคู่กันไป รฟม. ได้เร่งประสานงานเยียวยาผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์กว่า 128 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าอีกกว่า 61 ราย เพื่อให้ทุกคนได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อส่วนรวมคือสิ่งที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในมุมมองของผม การจัดการเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในงานก่อสร้างใต้ดินขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรฐานวิศวกรรมที่เข้มงวด การที่รัฐมนตรีลงมาดูหน้างานด้วยตนเองจนพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แสดงถึงความเอาใจใส่ ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยครับ หากใครต้องใช้เส้นทางนี้อย่าลืมอัปเดตข่าวสารจากทางเพจหรือหน่วยงานราชการก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ พบแนวโน้มน้ำรั่วซึมลดลง

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เชื่อว่าคนชาวปทุมธานีหลายคนคงกำลังตั้งตารอการเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชนกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุด คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ลุยงานจริงที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเดินหน้าโครงการ สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การเดินทางของพวกเราสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเตรียมความพร้อมบริเวณสถานีรังสิต เพื่อรองรับสถานีรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ในอนาคต โดยคุณสิริพงศ์มองว่าเราต้องเร่งปรับแก้จุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่คับแคบหรือการจัดการระบบขนส่งมวลชนแบบฟีดเดอร์ (Feeder) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้โมเดลการเดินทาง “รางต่อ ล้อต่อ เรือ” ใช้งานได้จริงและไร้รอยต่อที่สุดครับ

ปรับโฉมคมนาคมปทุมธานีเพื่อคนรังสิต

นอกจากการวางแผนระยะยาวแล้ว คุณสิริพงศ์ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชน คุณสิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด พร้อมสั่งการให้ บขส. เร่งเจรจากับเอกชนเพื่อให้ต่อหลังคาสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟเข้ากับศูนย์การค้า เพราะเข้าใจดีว่าถ้าต้องเดินตากแดดตากฝนระหว่างการเดินทางมันคงเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อยเลย

สิ่งที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ:

  • การนำเทคโนโลยีมาใช้: มีการศึกษาการใช้ระบบตู้จำหน่ายบัตรอัตโนมัติและระบบจองคิว เพื่อลดความแออัดเหมือนที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ทำได้สำเร็จแล้ว
  • เน้นรถสาธารณะที่เข้าถึงได้: เชื่อมต่อเส้นทางรอง เช่น คลอง 6 และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนและคนวัยทำงานเดินทางได้สะดวกขึ้น
  • ความร่วมมือกับเอกชน: ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบฟีดเดอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่รองรับรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวปทุมธานีให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ภาครัฐลงมาดูหน้างานจริงและรับฟังปัญหาจาก สส. ในพื้นที่ ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่าจะต้องปรับแก้ตรงไหนบ้าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

ในฐานะคนที่ใช้ระบบขนส่งมวลชน ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีหลังคาคลุมทั่วถึง และมีระบบฟีดเดอร์ที่มารับ-ส่งตรงเวลา จะช่วยลดปัญหาจราจรและประหยัดเวลาให้พวกเราได้มหาศาลเลยทีเดียว คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความคืบหน้าในเฟสถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าด้วยความตั้งใจนี้ ปทุมธานีจะเป็นพื้นที่ที่เดินทางได้สะดวกสบายที่สุดแห่งหนึ่งแน่นอนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์รังสิตเชื่อมไฮสปีด จี้ บขส.ถกเอกชนต่อหลังคา

“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

กลายเป็นประเด็นที่พี่น้องวินมอเตอร์ไซค์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านการประชุมร่วมกับสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV เพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งการที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะมาช่วยจัดระเบียบสังคมและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ในระยะยาวครับ

ในการหารือครั้งนี้ นายสิริพงศ์ได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมมาตรฐานของแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด สำหรับประเด็นที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบ แต่เป็นการขยายโอกาสให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารนั่นเอง

มาตรการใหม่ที่เหล่าพี่น้องวินต้องรู้

นอกจากข่าวคราวที่“สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน แล้ว ทางกระทรวงคมนาคมและกรมการขนส่งทางบกยังเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การประสานงานให้ 50 สำนักงานเขตของ กทม. เปิดรับลงทะเบียนผู้ขับวินเพื่อจัดระเบียบใหม่
  • การกำกับดูแลแอปพลิเคชันที่นำรถผิดกฎหมายหรือรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะมาวิ่งให้บริการ
  • การจัดทำระบบตัดแต้มบริษัทแอปพลิเคชัน ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
  • การปราบปรามวินเถื่อนและปัญหาชื่อคนขับในแอปพลิเคชันไม่ตรงกับตัวจริง

มุมมองของเรา: ถือเป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐหันมาใส่ใจและใช้มาตรการจัดการกับแอปพลิเคชันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเท่าเทียมและปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องประสานงานกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลในทางปฏิบัติและพี่น้องวินมอเตอร์ไซค์สามารถทำมาหากินได้อย่างสบายใจภายใต้กฎหมายครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” ถกสมาคมวิน EV รับประสาน กทม. เร่งรัดเปิดประชุมการรับลงทะเบียนผู้ขับวิน

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในสนามบินมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ หลังจากมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับสังคม ทำให้เกิดนโยบายกระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจังครับ

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับความปลอดภัยครั้งสำคัญ โดยเน้นย้ำว่าแม้เดิมจะมีมาตรการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว แต่จากสถานการณ์ที่ผู้กระทำความผิดพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดกว่าเดิม

สรุปมาตรการคุมเข้มที่สายการบินต้องทราบ

  • การห้ามรับหิ้วของ: ออกกฎชัดเจนไปยังทุกสายการบินเรื่องการห้ามรับหิ้วของแปลกหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือขนสิ่งผิดกฎหมาย
  • การเพิ่มสุนัขดมกลิ่น (K9): ผนึกกำลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร นำสุนัข K9 กว่า 60 ตัว มาช่วยตรวจตราสัมภาระอย่างเข้มข้น
  • ยกระดับงานข่าว: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อติดตามและเฝ้าระวังกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
  • อบรมเจ้าหน้าที่: พัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ให้มีความแม่นยำในการตรวจจับสิ่งผิดปกติให้มากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องคุมเข้มขนาดนี้? คำตอบคือมาตรฐานความปลอดภัยในสนามบินไม่มีคำว่าประมาทครับ การที่กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไว้ใจบุคลากร แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยความใจดีหรือการว่าจ้างหิ้วของเป็นช่องทางหาผลประโยชน์

ผมเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนเดินทางได้อย่างอุ่นใจขึ้นแน่นอนครับ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับการที่ต้องเข้มงวดในการตรวจสัมภาระมากยิ่งขึ้นแบบนี้? ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ หรือหากใครมีแพลนจะเดินทางไปต่างประเทศช่วงนี้ ก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อการเดินทางที่ราบรื่นไร้ปัญหาครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เผย ก.คมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

กระทรวงท่องเที่ยวจับมือคมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่การบินไปถึงที่หมาย แต่เป็นการดื่มด่ำกับบรรยากาศตลอดเส้นทาง ล่าสุดเกิดข่าวดีเมื่อ กระทรวงท่องเที่ยวจับมือคมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ เพื่อพลิกโฉมการเดินทางของไทยให้มีสีสันและสร้างรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นการบูรณาการที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในปัจจุบันอย่างแท้จริง

เจาะลึกโปรเจกต์ กระทรวงท่องเที่ยวจับมือคมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ

การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทาง แต่เป็นการสร้าง "New Tourism Product" ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เดินทางไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรองและสร้างความคึกคักให้กับช่วง Low Season ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทยมีเสน่ห์มากกว่าที่เคย

ทำไมต้องเป็น การท่องเที่ยวทางรถไฟ?

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นความสำเร็จจากรถไฟท่องเที่ยวระดับพรีเมียม อาทิ ขบวน Kiha 183 หรือ SRT Royal Blossom ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังถ่ายรูปสวยและได้สัมผัสวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา การที่ กระทรวงท่องเที่ยวจับมือคมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จนี้อย่างถูกจุด โดยมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงสถานีรถไฟประวัติศาสตร์อย่าง "หัวลำโพง" ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่

แนวทางการพัฒนาในอนาคตมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟให้เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว
  • พัฒนาระบบสำรองที่นั่งให้เข้าถึงง่ายและสะดวกสบาย
  • พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีและบนขบวนรถ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสู่ Tourism for All เพื่อรองรับผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • สร้างระบบขนส่งเชื่อมโยง (Feeder) จากสถานีปลายทางเข้าสู่ชุมชนโดยตรง

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับชุมชนผ่านหน่วยงานอย่าง อพท. จะช่วยให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น นี่คือความหวังใหม่ในการยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้โตไปพร้อมกับคนในพื้นที่

ในมุมมองของนักท่องเที่ยว การเดินทางช้าๆ ด้วยรถไฟถือเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองวางแพลนเดินทางด้วยรถไฟในทริปหน้า แล้วคุณจะพบว่าเสน่ห์ระหว่างทางนั้นงดงามเกินคำบรรยายจริงๆ ครับ

ที่มา – กระทรวงท่องเที่ยว จับมือ คมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ หวังกระจายรายได้สู่ชุมชน

สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต เล็งต่อใบขับขี่ออนไลน์

สวัสดีครับชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการคมนาคม ล่าสุดนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจนว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่ติดโผหน่วยงานเสี่ยงทุจริตจากรายงานของ กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) นั้น ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตทั้งหมด แต่เป็นเพียงชื่อที่ถูกเสนอเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ? มาดูรายละเอียดกันเลย

สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต

จากรายงานของคณะทำงาน Zero Corruption ที่สำรวจประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจ พบว่าหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก ติดอันดับมูลค่าสินบนสูงสุด นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่า การถูกเสนอชื่อนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงพฤติกรรมทุจริตโดยตรงของเจ้าหน้าที่ แต่เกิดจากลักษณะงานที่ต้องออกใบอนุญาต บริการประชาชน และติดต่อภาคเอกชนบ่อย ๆ ทำให้มีความเสี่ยงถูกมองแบบนั้นได้ง่าย ๆ "สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต" เพื่อให้เข้าใจตรงกัน และยืนยันว่ากระทรวงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

หลายครั้งที่ประชาชนหรือธุรกิจอยากได้บริการเร็ว ๆ ก็เลยเกิดการเสนอผลประโยชน์เพื่อเร่งกระบวนการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ดังนั้น ทางแก้คือปรับระบบให้โปร่งใส รวดเร็ว สะดวก ลดช่องว่างเหล่านี้ให้หมดสิ้น

เพิ่มรอบอบรมใบขับขี่ ลดช่องโหว่ส่วย

หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่สั่งการไปแล้ว คือให้กรมขนส่งทางบกเพิ่มรอบการอบรมใบขับขี่ โดยเฉพาะในพื้นที่แออัด เช่น จากเดิมอาจ 3-4 วันต่อสัปดาห์ เป็น 5-6 วัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอคิวนาน ลดปัญหาความล่าช้าที่อาจนำไปสู่การหาทางลัดแบบเสียเงิน

ดัน “ต่อใบขับขี่ออนไลน์” เต็มรูปแบบปี 2569

ไฮไลต์สำคัญคือการผลักดันระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ! ภายในปี 2569 จะต่ออายุใบอนุญาตขับขี่บางประเภทได้ 100% ผ่านออนไลน์ โดยไม่ต้องมาโรงงานแบบเดิม ๆ เริ่มจากใบขับขี่ประจำปีหรือทั่วไปที่ไม่ต้องทดสอบใหม่ ส่วนใบที่ต้องประเมินสมรรถนะยังต้องมา สน. ขนส่ง แต่โดยรวมจะลดการพบปะหน้า ลดขั้นตอน ลดค่าเดินทาง และที่สำคัญ ลดโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ได้ชัดเจน

นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดงบประมาณประชาชน ลดเวลารอคอย และเพิ่มความเชื่อมั่นในบริการรัฐ ตามวิสัยทัศน์ที่นายสิริพงศ์เน้นย้ำว่า “หน้าที่ของเราคืออำนวยความสะดวก สร้างความโปร่งใส”

ประโยชน์ของการต่อใบขับขี่ออนไลน์

มาดูกันว่าทำไมนโยบายนี้ถึงเจ๋ง:

  • สะดวกสุด ๆ: ต่อได้ทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องลางานไปสน. ขนส่ง
  • ลดทุจริต: ไม่ต้องเจอหน้าเจ้าหน้าที่ ลดช่องทางเสนอส่วย
  • ประหยัดเวลา-เงิน: ไม่เสียค่าน้ำมัน ค่าเสียเวลา รอรับใบใหม่ทางไปรษณีย์
  • โปร่งใส 100%: ระบบออนไลน์ตรวจสอบได้ ลดการแทรกแซง

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับ Thailand 4.0 ที่รัฐบาลผลักดัน Government to Digital ช่วยให้บริการประชาชนดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ความเห็นจากผู้ใช้บริการจริง

จากที่สอบถามเพื่อน ๆ หลายคน บางพื้นที่อย่างกรุงเทพฯ รอต่อใบขับขี่นานเป็นเดือน ถ้ามีออนไลน์จริง คงโล่งใจหายห่วง แต่อาจมีข้อกังวลเรื่องเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ ทางแก้คือมีคู่มือออนไลน์และศูนย์ช่วยเหลือ

สรุป insight: สิริพงศ์ แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แต่ลงมือแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะต่อใบขับขี่ออนไลน์ที่จะเปลี่ยนเกมการบริการขนส่งทั้งระบบ ถ้าทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่น ๆ ตามรอย ลองนึกภาพอนาคตที่ราชการไทยโปร่งใส รวดเร็ว สะดวกขนาดไหนสิ!

CTA: คุณเคยเจอปัญหาต่อใบขับขี่ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ที่กำลังจะหมดอายุใบขับขี่นะครับ!

ที่มา – “สิริพงศ์” แจงปมขนส่งฯ ติดโผทุจริต ชี้แค่ถูกเสนอให้ เล็ง “ต่อใบขับขี่ออนไลน์” สกัดทุจริต

Scroll to top