นายอนุทิน ชาญวีรกูล

“ไอติม” โว มีหมัดเด็ดซักฟอก ยันรวบรวมข้อมูลคดีโกงแน่น

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อทางฝั่งพรรคประชาชนขยับตัวเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสมัยประชุมสภา โดยล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่า “ไอติม” โว มีหมัดเด็ดซักฟอก ยันรวบรวมข้อมูลคดีโกงแน่น เพื่อเตรียมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้เข้มข้นที่สุด โดยเน้นไปที่การทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

“ไอติม” โว มีหมัดเด็ดซักฟอก ยันรวบรวมข้อมูลคดีโกงแน่น พร้อมชนรัฐบาล

นายพริษฐ์เปิดเผยว่า ทางพรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุม โดยให้โจทย์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการรวบรวมข้อมูลความผิดปกติและข้อครหาต่างๆ เพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นหมัดเด็ดนั้น ครอบคลุมหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น:

  • คดีการโกงตำแหน่ง สว.
  • ข้อครหาการสอบทุจริตในระดับท้องถิ่น
  • ปัญหาโครงการ TH-Passport
  • ประเด็นความผิดพลาดในการบริหารนโยบายต่างๆ ที่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ

ทำไมต้องจับตา “ไอติม” โว มีหมัดเด็ดซักฟอก ยันรวบรวมข้อมูลคดีโกงแน่น ในครั้งนี้?

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยนายพริษฐ์ได้ท้าทายว่าหากรัฐบาลมีความมั่นใจในผลงานจริง ก็ควรมาตอบกระทู้สดในสภาให้ครบตามหน้าที่ แทนการแสดงความมั่นใจผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็นการเข้ามาตอบกระทู้สดของนายอนุทินเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้เน้นย้ำถึงเรื่องดัชนีความโปร่งใสของประเทศที่ดูเหมือนจะยิ่งแย่ลง ทั้งที่มีการตั้งเป้าหมายไว้สูง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งทำผลงานมากกว่าการมาโต้ตอบฝ่ายค้านด้วยวาจา เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง โดยเฉพาะเรื่องการกู้เงินจำนวนมหาศาลผ่าน พ.ร.ก. ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามว่าคุ้มค่าและเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

ในส่วนของความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน นายพริษฐ์แสดงความหวังว่าทุกพรรคจะสามารถหาจุดร่วมกันในการตรวจสอบได้ แม้จะมีนโยบายที่แตกต่างกันบ้าง แต่เป้าหมายสำคัญคือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการผลักดันกฎหมายสำคัญกว่า 40-50 ฉบับที่รอการพิจารณา ซึ่งฝ่ายค้านพร้อมจะทำงานร่วมกับวิปรัฐบาลและประธานสภาฯ เพื่อให้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ผ่านการพิจารณาโดยเร็วที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านเตรียมมาจะสามารถสั่นคลอนความมั่นใจของรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนจะได้เห็นความจริงเบื้องหลังนโยบายต่างๆ ที่อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อถึงวันอภิปรายจริง ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดในฐานะตัวแทนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไอติม” โว มีหมัดเด็ดซักฟอก ยันรวบรวมข้อมูลคดีโกงแน่น

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ความปลอดภัยในบ้านเมืองเราไม่น้อยเลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอาวุธปืนที่มีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะและฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม เพื่อคืนความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

“ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

จากการให้สัมภาษณ์ของคุณธนกร เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขการครอบครองปืนในประเทศไทยนั้นสูงถึง 10 ล้านกระบอก จากประชากร 70 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากครับ หากเราต้องการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะในสถานศึกษาหรือพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการเข้าจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ทำไมต้องปูพรมค้นปืนทั้งประเทศ?

คุณธนกรเน้นย้ำชัดเจนว่า ปัจจุบันปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของปืนที่ถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของปืนเถื่อนที่แพร่ระบาดไปทั่ว ซึ่งการที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม นั้น ถือเป็นการมองปัญหาแบบรอบด้าน เพราะเราต้องจัดการทั้งต้นตอของอาวุธเถื่อน และควบคุมการใช้ปืนที่อยู่ในระบบไม่ให้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

  • เร่งปราบปรามปืนเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • จัดระเบียบการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น
  • กวาดล้างผู้มีอิทธิพลและแหล่งยาเสพติดที่เป็นต้นตอของอาชญากรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะมีกฎหมายอะไรออกมาใหม่หรือไม่? ในตอนนี้ทางรัฐบาลเองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายละเอียดกฎหมายและมาตรการควบคุมต่างๆ ครับ ซึ่งคุณธนกรเชื่อมั่นว่าหากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ไม่มัวแต่ถกเถียงเรื่องประเด็นการเมือง เราจะสามารถสร้างมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการพกพาอาวุธลงได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนสำคัญที่สุดครับ การที่ “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตในสังคมที่ไร้อาวุธปืนและปลอดภัยมากขึ้น เราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนมาตรการดีๆ เพื่อให้ประเทศของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ธนกร” ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ ลั่นปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฎหมายต้องคุม

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีภาพปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับการจัดงานฉลองครบรอบ 134 ปี “วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไฮไลต์ของงานที่ทำเอาหลายคนต้องตั้งคำถาม คือการนำเอาอาวุธปืนลูกซองยาวจำนวน 5 กระบอก มาเป็นของรางวัลจับสลากภายในงาน จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสมและมาตรการการครอบครองอาวุธปืนในระดับพื้นที่

ล่าสุด ทางด้านอธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในการใช้ความรุนแรงหรือสิ่งเทียมอาวุธในกิจกรรมสาธารณะ

มาตรการคุมเข้มการครอบครองอาวุธปืน

นโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำเรื่องการควบคุมอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดและรัดกุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการอนุญาต การซื้อขาย ไปจนถึงการจัดเก็บ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธปืนจะหลุดรอดไปสู่มือของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด การที่หน่วยงานท้องถิ่นนำปืนมาจับรางวัลจึงถือเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับนโยบายหลักอย่างสิ้นเชิง

กรมการปกครองได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีคำสั่งดังนี้:

  • ให้ระงับการมอบอาวุธปืนในงานดังกล่าวทันที
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • พิจารณาความผิดของนายอำเภอและผู้จัดงานที่นำอาวุธปืนมาเป็นของรางวัล
  • กำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ ทางกรมการปกครองยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป สำหรับกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้นำชุมชนทั่วประเทศว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคมและความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้งมากกว่าความสนุกสนานเพียงชั่วคราว

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาวุธปืนไม่ใช่ของเล่นที่จะนำมาจับรางวัลกันได้ง่ายๆ หากเราปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดการ จะถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลอย่างร้ายแรง หวังว่าผลการตรวจสอบใน 7 วันนี้ จะสร้างความกระจ่างให้สังคมได้เห็นถึงความโปร่งใสและศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองครับ

ที่มา – อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคนครับ วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้านเรากันหน่อย เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานแฟร์สุดยิ่งใหญ่ที่เป็นการรวมตัวของสินค้าภูมิปัญญาไทยอย่างงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาเผยตัวเลขที่น่าสนใจมากว่า ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ สำหรับผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศครับ

ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำสินค้ามาวางจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างมหาศาล โดยตลอดระยะเวลา 5 วันแรกของการจัดงาน (8–12 สิงหาคม 2569) มียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 367,933,077 บาท สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการอุดหนุนสินค้าไทยที่ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดี

สถิติน่าทึ่งจากงาน OTOP ศิลปาชีพ

หากเรามาดูรายละเอียดกันจะพบว่าความสำเร็จของงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ โดยเฉพาะในวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา วันเดียวมียอดขายพุ่งสูงถึง 82.7 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายต่อวันที่สูงที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจัดงานมาเลยทีเดียว และเมื่อพูดถึง ยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง เรามาดูแยกตามหมวดหมู่สินค้ากันหน่อยครับว่าอะไรที่ได้รับความนิยมสูงสุด:

  • กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย: ทำยอดไปได้ถึง 193.8 ล้านบาท เป็นสินค้าไฮไลท์ที่คนไทยชื่นชอบจริงๆ
  • กลุ่มอาหาร: สร้างรายได้ไปประมาณ 66.7 ล้านบาท
  • กลุ่มของใช้: อยู่ที่ประมาณ 41.7 ล้านบาท
  • กลุ่มสมุนไพรและเครื่องดื่ม: รวมแล้วกว่า 16.3 ล้านบาท

ด้วยตัวเลขเหล่านี้จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลยุทธ์การส่งเสริมจากภาครัฐให้สินค้า OTOP เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นนั้นมาถูกทางแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านหน้าร้าน หรือช่องทางออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปเดินชมงาน อย่าเพิ่งเสียใจไปนะครับ งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ยังจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานรวบรวมทั้งงานหัตถกรรม ผ้าไทย อาหารอร่อย และผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกมุมของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว แถมยังมีสิทธิพิเศษอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ให้ได้ใช้กันอีกด้วยครับ

ส่วนตัวมองว่างานลักษณะนี้คือหัวใจสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายออกไป ไม่ได้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่กลับลงไปสู่มือช่างฝีมือ พ่อค้าแม่ค้าชุมชน และผู้ประกอบการ OTOP ตัวจริงเสียงจริง การแวะไปเดินชมงานนอกจากจะได้ของถูกใจติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว ยังเป็นการร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้ยังคงอยู่คู่กับเราต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลเผยยอดขายงาน OTOP ศิลปาชีพ 5 วัน 367 ล้าน เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมอาวุธปืน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายที่ว่า อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการออกและต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทุกประเภท ทั้ง ป.3 ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการคุมเข้มและตรวจสอบความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง

รายละเอียดมาตรการ “อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว”

สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อขู่ให้กลัว แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องทราบ ดังนี้:

  • การพกพาอาวุธปืน: ห้ามพกปืนออกนอกบ้านเด็ดขาด หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • มาตรการทางกฎหมาย: ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับกุมและคัดค้านการประกันตัวในชั้นสืบสวนสอบสวน เพื่อเข้าห้องขังทันที
  • สนามยิงปืน: แม้แต่นักกีฬาซ้อมยิงปืน ก็ต้องฝากปืนไว้ที่สนาม ห้ามพกพาออกมาโดยเด็ดขาด
  • กรณีป้องกันตัวในบ้าน: ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นชัดเจนว่า การใช้ปืนยิงโจรในบ้านก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอยู่ดี

นอกจากนี้ ในส่วนของปืนเถื่อนหรือปืนมรดกที่ไม่สามารถโอนได้ รัฐบาลเตรียมเปิดช่องทางให้ประชาชนนำมาส่งคืนทางการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับข้อยกเว้นไม่เอาผิด ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะนำมาเข้าสู่ระบบหรือกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว

ในมุมมองของความปลอดภัย นายอนุทินได้ย้ำเตือนประชาชนว่า ปืนเปรียบเสมือน “ของร้อน” ที่มักจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้เสมอ การมีปืนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นเสมอไป แต่การปฏิบัติตามกฎหมายและการไม่พกพาอาวุธปืนออกไปที่สาธารณะต่างหากที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

รัฐบาลยังเตรียมขยายผลตรวจสอบถึงข้าราชการและคนใกล้ชิดนักการเมือง หากพบพฤติกรรมข่มขู่หรือพกพาปืนโดยไม่มีหน้าที่ จะต้องถูกยึดอาวุธทันที มาตรการ อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว นี้ จึงถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการลดความรุนแรงในสังคม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะช่วยลดตัวเลขอาชญากรรมในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ต้องบอกว่า ใครที่มีปืนอยู่กับตัว คงต้องคิดให้หนักก่อนจะพกออกจากบ้าน เพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว

วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต พบ 361 บริษัทผิดกฎหมาย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการวรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้า

สถานการณ์ล่าสุด: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

จากข้อมูลล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงผลการปฏิบัติการเฟส 4 ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 16 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดพยายามเข้ามาประกอบธุรกิจแข่งกับคนไทยโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
  • บริการรถเช่าและคาร์แคร์
  • ร้านอาหารและร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์
  • บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ไอที

ผลกระทบและการดำเนินคดี: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นอกจากปัญหาธุรกิจนอมินีแล้ว สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการตรวจสอบพบว่ามีบริษัทจำนวนมากถึง 361 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจฐานรากของคนไทยโดยตรง ทางภาครัฐจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว 149 คดี พร้อมเดินหน้าส่งฟ้องศาลเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าเรายินดีต้อนรับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีการข่มขู่หรือใช้นอมินีเพื่อเอาเปรียบคนไทย รัฐบาลพร้อมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เราหวังว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวให้กลับมาโปร่งใสและสร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำมาหากินอย่างเป็นธรรม หากคุณพบเห็นการกระทำที่ส่อแววผิดกฎหมายในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “วรศิษฎ์” ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อเมื่อช่วงวันที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือที่เรารู้จักกันในนาม “พีมูฟ” ได้บุกเข้าไปในพื้นที่กระทรวงมหาดไทย จนนำไปสู่การกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) จนเกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออก ซึ่งล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าวแล้ว

อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

เหตุการณ์ อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก ในครั้งนี้ นายอนุทินได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนเองติดภารกิจสำคัญในการต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านอื่นๆ ก็ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจอยู่ในกระทรวงเช่นกัน ทำให้จังหวะการเจรจาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จนกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามผลักดันเข้าไปในพื้นที่และเกิดความวุ่นวายขึ้น

เบื้องหลังการกระทบกระทั่งและจุดยืนของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า “ไม่มีเหตุผลที่รัฐมนตรีจะต้องหลบหน้าประชาชน” และยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องราวบานปลายจนเกิดความรุนแรง มีปัจจัยดังนี้:

  • กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามภายในกระทรวง
  • เจ้าหน้าที่ อส. จำเป็นต้องตรึงกำลังเพื่อรักษาความสงบตามหน้าที่
  • การกระทบกระทั่งจากแรงกดดันทำให้เกิดความไม่เข้าใจและนำไปสู่การบาดเจ็บ

แม้จะเกิดเหตุ อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก แต่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว โดยทางรองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เข้าเจรจากับกลุ่มพีมูฟจนมีความเข้าใจที่ตรงกันเป็นที่เรียบร้อย การแก้ปัญหาหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธีและยั่งยืนต่อไป

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเปราะบาง การมีตัวแทนผู้มีอำนาจตัดสินใจอยู่ในพื้นที่เพื่อพูดคุยทันทีอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงได้ หวังว่าหลังจากนี้กระบวนการพูดคุยจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคน

ที่มา – อนุทิน ขอโทษเหตุ “พีมูฟ” บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงเคยเห็นผ่านตาสำหรับเทรนด์การทำศัลยกรรมหน้าท้องให้ดูมีลอนกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกกันว่าการทำ ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย แต่ล่าสุดได้เกิดประเด็นดราม่าเรื่องการเรียกเก็บเงินเกินจริงและผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จนร้อนถึงรัฐมนตรีต้องเข้ามาดูแลเป็นการด่วน

ปัญหา ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากราคาที่โฆษณาไว้จาก 33,999 บาท พุ่งสูงไปถึง 70,000 บาท ทำให้คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้ สคบ. เร่งตรวจสอบกรณี ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์การตลาดที่ดูไม่โปร่งใส

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

สำหรับการใช้บริการในคลินิกเสริมความงามในปัจจุบัน ควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่า:

  • ตรวจสอบราคาที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าคลินิกมีใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงหรือไม่
  • อ่านรายละเอียดสัญญาและข้อความในเอกสารยินยอมทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ
  • ระวังเงื่อนไขที่ระบุว่า “ไม่รับประกันผลลัพธ์” หากเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรมสามารถใช้สิทธิ์เรียกร้องได้

ทาง สคบ. ได้กำชับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดและชื่อแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการโฆษณาเกินจริง และสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับธุรกิจบริการเสริมความงามในประเทศไทย การสวยด้วยการศัลยกรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ

สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงผู้ที่กำลังมองหาทางลัดเพื่อรูปร่างที่ดี อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้ความสวยต้องกลายเป็นความเสี่ยงและภาระทางกฎหมายที่ตามมาในภายหลัง หากใครพบเจอเหตุการณ์เข้าข่ายถูกเอาเปรียบ อย่ากลัวที่จะรักษาสิทธิ์ของตัวเองโดยการแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ห่วงเทรนด์ดูดไขมันสร้างร่อง 11 สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม

จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

กลายเป็นโมเมนต์ที่ใครเห็นก็ต้องอมยิ้มไปตามๆ กัน เมื่อนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวมตัวกันจัดเซอร์ไพรส์สุดพิเศษให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการร่วมงานเสวนาระดับชาติ “The INTANIA Forum” ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้นอกจากสาระความรู้จะแน่นเอี๊ยดแล้ว บรรยากาศยังอบอวลไปด้วยพลังบวกและกำลังใจจากรุ่นน้องนิสิตที่ตั้งใจส่งมอบให้กับผู้นำประเทศ

เบื้องหลังการแสดง จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

กิจกรรมไฮไลต์เกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีกำลังจะเดินทางกลับ โดยทีมนิสิต CHULA Colorguard จำนวน 5 คน ได้ตั้งแถวรอพร้อมกับโบกธงผืนใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ธงแต่ละผืนสื่อถึงนโยบายสำคัญ 5 ด้านของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจัดการยาเสพติด ค่าไฟฟ้า และการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ส่งแรงใจให้นายก” ซึ่งถือเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

ประกอบกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ที่ดังก้องกังวาน ยิ่งเพิ่มความหมายลึกซึ้งของการให้กำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรค โดยน้องแบงค์ ตัวแทนจาก CHULA Colorguard ได้เผยว่า พวกเขาตั้งใจสื่อถึงความปรารถนาดีต่อผู้นำประเทศที่กำลังรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน และเมื่อการแสดงจบลง เสียงตะโกนที่ว่า “INTANIA เชียร์พี่หนู สู้ ๆ นะครับ” ก็ทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเห็นได้ชัด

ความประทับใจที่กลายเป็นภาพจำ

เมื่อเห็นภาพความทุ่มเทของเหล่านิสิต นายกรัฐมนตรีเองก็ดูมีความสุขและยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง ท่านได้เดินเข้าไปพูดคุยและขอบคุณน้องๆ ทุกคน ก่อนจะขอธงทั้ง 5 ผืนกลับไปเป็นที่ระลึก และใจดีมอบนาฬิกาให้เป็นการแลกเปลี่ยน นับว่าเป็นกัลยาณมิตรที่น่ารักระหว่างผู้นำกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งกิจกรรม จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้ม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมส่งต่อกำลังใจให้คนทำงานเพื่อชาติ

  • กิจกรรมจัดขึ้นโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาฯ
  • เน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมเชิงบวกเพื่อสังคม
  • สะท้อนพลังความสามัคคีและน้ำใจของนิสิตจุฬาฯ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร การที่คนในชาติร่วมมือร่วมใจและส่งกำลังใจให้กันเช่นนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยสร้างพลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ครับ

ที่มา – จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เป็นกำลังใจเชียร์ “พี่หนูสู้ ๆ”

Scroll to top