นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เจาะลึก! ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

เชื่อว่าเหล่าแฟนคลับศิลปินหลายคนคงเคยประสบปัญหาการกดบัตรคอนเสิร์ตไม่ทัน จนต้องหันไปพึ่งพาบริการจากร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งประสานงานกับ ปคบ. เพื่อจัดการอย่างเร่งด่วนกับ ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้แฟนคลับทั่วประเทศ

เผยกลโกง ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า ที่แฟนคลับต้องระวัง

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้มักจะโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียว่าสามารถกดบัตรได้แน่นอน 100% โดยมีการเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า หรือเรียกเก็บเต็มจำนวนก่อนถึงวันกดบัตรจริง เมื่อถึงเวลาหากกดบัตรไม่ได้ มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะบ่ายเบี่ยง ไม่คืนเงิน หรือปิดช่องทางการติดต่อหนีไป ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียทั้งเงินและโอกาสสำคัญในการชมคอนเสิร์ตที่ตั้งตารอคอย

วิธีป้องกันตัวเองจาก ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยจากการถูกหลอกลวง สคบ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้คำแนะนำสำคัญ ดังนี้:

  • ซื้อบัตรผ่านช่องทางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของผู้จัดงานเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการโอนเงินให้บุคคลที่ไม่รู้จักหรือร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
  • บันทึกหลักฐานการสนทนาและสลิปการโอนเงินไว้เสมอหากเกิดปัญหา
  • อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่อ้างว่าการันตีที่นั่งดี หรือทำได้ทุกรอบการแสดง

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้มิจฉาชีพอาศัยความชื่นชอบของแฟนคลับมาหาผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยจะบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อทลายเครือข่ายเหล่านี้ให้หมดไป

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด ผมอยากฝากไว้ว่า ความสุขจากการชมคอนเสิร์ตไม่ควรมาพร้อมกับความเสี่ยง การซื้อบัตรผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตคือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของตัวเราเอง หากใครเคยตกเป็นเหยื่อ ไม่ต้องอายที่จะแจ้งความดำเนินคดี เพราะยิ่งข้อมูลมากเท่าไหร่ การจับกุมมิจฉาชีพก็จะยิ่งทำได้เร็วขึ้นเท่านั้น อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวลครับ!

ที่มา – “ศุภมาส” สั่ง สคบ. ประสาน ปคบ. เช็กด่วน ขบวนการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต หลอกเก็บเงินล่วงหน้า

รัฐบาลเอาจริง ตั้ง ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ดันสถานศึกษาปลอดควันพิษ

รัฐบาลเอาจริง ตั้ง ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ดันสถานศึกษาปลอดควันพิษ

ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นภัยคุกคามเงียบที่แพร่ระบาดอย่างหนักในหมู่เด็กและเยาวชนไทย ล่าสุด นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยความคืบหน้าสำคัญว่า รัฐบาลเอาจริง ตั้ง ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนนี้อย่างเด็ดขาด โดยมุ่งเน้นการตัดวงจรการขายและการนำเข้าทั่วประเทศ เพื่อปกป้องอนาคตของชาติจากอันตรายที่มองไม่เห็น

จากการประเมินพบว่ากลุ่มเป้าหมายของบุหรี่ไฟฟ้ามีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางรายเริ่มเพียง 10 ขวบต้นๆ เท่านั้น เนื่องจากค่านิยมที่เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย หรือมองว่าเป็นแฟชั่นยอดฮิต ทางรัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐโดย ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้มีการแบ่งแนวทางออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ โดยมีใจความหลักคือการบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน ดังนี้:

  • ปกป้องเยาวชน: ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงและสถานศึกษาอย่างใกล้ชิด
  • ใช้กฎหมายเข้มงวด: เร่งปราบปรามผู้ค้ารายใหญ่และเครือข่ายทางการเงิน เพื่อตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ไม่ใช่แค่จับรายย่อย
  • จัดการผ่านโลกออนไลน์: ประสานกับกระทรวงดิจิทัลฯ และผู้ให้บริการขนส่ง เพื่อสกัดกั้นการขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผลักดันโครงการนำร่องใน 9 จังหวัด เช่น นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เพื่อสร้างโรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนไทย

หากเราทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครู หรือแม้แต่สื่อมวลชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เชื่อมั่นว่าเราจะกำจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไปจากสังคมไทยได้ การที่รัฐบาลเอาจริง ตั้ง ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่จะทำให้ผู้ปกครองอุ่นใจมากขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดยังอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคมที่จะต้องไม่มองข้ามอันตรายที่แฝงมากับไอระเหยเหล่านั้น

ที่มา – “ศุภมาส”เผย รัฐบาลเอาจริง ตั้ง “ศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า” ดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นวาระอันสำคัญยิ่งที่ทางรัฐบาลได้ร่วมกันน้อมรำลึกและแสดงความจงรักภักดี โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยภริยา ได้เป็นประธานใน รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” เพื่ออุทิศถวายแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ความสำคัญของพิธีบำเพ็ญกุศล ปัณรสมวาร

คำว่า “ปัณรสมวาร” นั้นมีที่มาจากภาษาบาลี ซึ่งหมายถึงวาระครบ 15 วัน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาทั้งในทางพุทธศาสนาและราชประเพณีไทย การที่ รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงหาอาลัยและความจงรักภักดีที่พสกนิกรและคณะรัฐบาลมีต่อพระองค์ท่าน โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการประกอบพิธี

  • นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
  • ร่วมประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์
  • ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์
  • ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 20 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสงบเงียบ โดยมีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรไทยเสมอมา

นอกจากการประกอบพิธีสงฆ์แล้ว ในช่วงท้ายยังมีการร่วมกันตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล การรวมตัวกันของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ตามราชการ แต่ยังถือเป็นโอกาสที่ทุกคนได้แสดงออกถึงความอาลัยและน้ำใจอันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งประเพณีเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเชื่อมโยงสถาบันหลักของชาติให้ใกล้ชิดกับหัวใจของประชาชนชาวไทยตลอดไป เราขอร่วมส่งกำลังใจและน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ตลอดกาล

ที่มา – รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) ถวายเป็นพระกุศลแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

ลิซ่า ฉะยับโกงสอบท้องถิ่น ขยะใต้พรมที่รู้กันทั้งประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หลังจากที่ ลิซ่า-ภคมน หนุนอนันต์ สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่เรื่องนี้อย่างดุเดือด โดยมองว่านี่คือ ลิซ่า ฉะยับโกงสอบท้องถิ่น ขยะใต้พรมที่รู้กันทั้งประเทศ ซึ่งประชาชนต่างทราบดีมานานแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีเพียงท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียวเท่านั้นที่แสดงท่าทีว่าเพิ่งจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ลิซ่า ฉะยับโกงสอบท้องถิ่น ขยะใต้พรมที่รู้กันทั้งประเทศ

การทุจริตในระบบราชการไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากจนคนในสังคมรู้สึกชาชิน ลิซ่าได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังฝั่งรัฐบาลว่า การจะแก้ปัญหาขยะใต้พรมเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ด้วยการสั่งเด้งข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือคนปลายน้ำเท่านั้น เพราะหากต้องการกวาดล้างให้สิ้นซาก ต้องกล้าที่จะขุดรากถอนโคนไปถึงต้นน้ำและกลางน้ำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามในเอกสารสำคัญ

เสียงเรียกร้องถึงความกล้าหาญทางการเมือง

ลิซ่า ฉะยับโกงสอบท้องถิ่น ขยะใต้พรมที่รู้กันทั้งประเทศ โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังคงอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางข้อกังขาจากสังคม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมามีดังนี้:

  • ความรับผิดชอบของผู้นามในเอกสารการจัดสอบ
  • การไม่ตอบสนองต่อหลักฐานต่าง ๆ รวมถึงกรณีแชตฉาว
  • ความไม่เป็นธรรมหากจะลงโทษเพียงแค่แพะรับบาป

ในมุมมองของคุณลิซ่า การแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกผลสอบยกชุดและสั่งเด้งข้าราชการบางคน เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้แสดงถึงความจริงใจในการปฏิรูปโครงสร้าง หากนายกรัฐมนตรีต้องการกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมา ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแสดง ความกล้าหาญทางการเมือง เพื่อจัดการกับกระบวนการที่เน่าเฟะเหล่านี้อย่างจริงจังเสียที

ท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนว่า ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นนี้จะถูกจัดการถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกซุกไว้ใต้พรมรอวันปะทุขึ้นมาใหม่ในอนาคต ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่อยู่ที่เจตจำนงของฝ่ายบริหารว่าจะกล้าลงมือทำความสะอาดบ้านของตัวเองให้สะอาดได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ที่มา – “ลิซ่า” ฉะยับโกงสอบท้องถิ่น ขยะใต้พรมที่รู้กันทั้งประเทศ จี้นายกฯ ล้างบางถึงต้นน้ำ

นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

กลายเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนไม่น้อย เมื่อท่านนายกฯ เดินทางไปชมงาน OTOP Midyear 2026 พร้อมโชว์สปิริตความสนุกสนานแบบจัดเต็ม โดยนายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ” เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับที่มาร่วมงานได้อย่างท่วมท้น

นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ อิมแพค เมืองทองธานี บรรยากาศงาน OTOP Midyear 2026 เต็มไปด้วยความคึกคัก ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่เยี่ยมชมงานเป็นวันที่ 4 ของท่านนายกฯ ท่านได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการอย่างเป็นกันเอง พร้อมแวะอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นและร่วมถ่ายภาพเซลฟีตลอดเส้นทาง

เบื้องหลังความสนุก: นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

ไฮไลท์สำคัญของงานคือช่วงที่วง “เดอะพาเลซ” ขึ้นแสดงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งรวบรวมศิลปินระดับตำนานไว้มากมาย ท่านนายกฯ ไม่รอช้าที่จะร่วมเต้นกับประชาชนก่อนจะถูกเชิญขึ้นเวทีเพื่อโชว์พลังเสียงในเพลงอมตะอย่าง “เพียงกระซิบ” สร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงมุมสบายๆ ของท่านผู้นำที่ใส่ใจความสุขของประชาชน

หลังจากจบภารกิจสร้างรอยยิ้มที่เมืองทองธานี ท่านนายกฯ ก็รีบมุ่งตรงสู่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อปฏิบัติภารกิจระดับประเทศทันที โดยมีการหารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีภารกิจที่ตึงเครียดเพียงใด ท่านก็ยังสามารถรักษาสมดุลในการเข้าถึงประชาชนและทำงานด้านนโยบายระหว่างประเทศได้อย่างมืออาชีพ

  • การลงพื้นที่เชิงรุกช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ OTOP
  • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรมช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการเมือง
  • การบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของผู้นำ

ถือเป็นภาพสะท้อนของการทำงานแบบเข้าถึงใจคนไทยและมีความเป็นมืออาชีพในเวทีโลกไปพร้อมๆ กัน แม้จะมีตารางงานที่รัดตัว แต่การแวะพักเพื่อแบ่งปันความสุขให้ประชาชนก็นับเป็นน้ำใจที่น่าชื่นชม คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับมุมน่ารักๆ ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้บ้างครับ?

ที่มา – นายกฯ วิ่งรอกภารกิจเยือนงาน OTOP โดดขึ้นเวทีร่วมร้อง เต้นเพลง “เพียงกระซิบ”

นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์การทุจริตครั้งใหญ่ในระบบราชการไทย จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าทลายขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก และล่าสุด นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ความคืบหน้าสำคัญจาก นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความชัดเจนในการจัดการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวอย่างหนักแน่นให้ทุกคนรอติดตามความคืบหน้า โดยท่านได้ย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับผู้คนทั่วประเทศว่าบทลงโทษหรือมาตรการจัดการกับขบวนการนี้จะรุนแรงเพียงใด

สำหรับมูลค่าความเสียหายที่ตรวจพบจากขบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นนั้น พุ่งสูงถึง 4,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและการวางแผนที่เป็นระบบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญ การทุจริตในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำลายหลักความเสมอภาคในการสอบเข้าทำงานของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการข้าราชการไทยโดยตรง

  • ป.ป.ช. เดินหน้ากวาดล้างขบวนการทุจริตสอบบรรจุราชการ
  • จับตามาตรการสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย
  • สังคมเรียกร้องความโปร่งใสและการลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงที่สุด

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อถูกถามจี้ถึงกรณีที่จะมีการสั่งย้ายอธิบดีหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบคำถามดังกล่าวและสื่อสารเพียงสั้นๆ ว่า “คำถามต่อไป” ซึ่งยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตในมุมมองต่างๆ ทั้งในโซเชียลมีเดียและวงการเมือง ทำให้สถานการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องติดตามการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงอย่างใจจดใจจ่อ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลปัจจุบันในการกอบกู้ศรัทธาของประชาชน หากมีการจัดการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เชื่อว่าจะสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ แต่หากเกิดการล่าช้าหรือไม่มีความชัดเจน ย่อมส่งผลกระทบไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ให้รอดูคำสั่ง บ่ายนี้ หลัง ป.ป.ช.จับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการไทย! ล่าสุด ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ การขยายระยะเวลาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ให้สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ได้แก่

  • หักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 เท่า: สำหรับรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าบริการผู้ให้บริการระบบ
  • สิทธิประโยชน์ใหม่: เพิ่มเติมค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจประเมินระบบสารสนเทศโดย สพธอ. เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานสากล

ทำไมธุรกิจต้องหันมาใช้ระบบตามมาตรการ ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ปัจจุบันกรมสรรพากรผลักดันระบบ e-Withholding Tax อย่างจริงจัง โดยการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้มหาศาล อีกทั้งยังลดภาระงานเอกสารกระดาษที่กินทรัพยากร ทั้งนี้ การที่รัฐบาลประกาศว่า ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐต้องการให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามผ่านกระบวนการทำงานแบบเดิมเพื่อมุ่งสู่ Smart Tax อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมระบบบัญชีและภาษีให้พร้อม การมีพาร์ทเนอร์หรือ Service Provider ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความผิดพลาดในการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น การปรับตัวในครั้งนี้ยังทำให้ธุรกิจของคุณมีความคล่องตัวสูงขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดเก็บเอกสารในระยะยาว

เราเชื่อว่าการปรับตัวสู่เทคโนโลยีภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี การที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มาครอบคลุมและยาวนานถึงปี 2570 นับเป็นโอกาสอันดีที่เราควรหยิบฉวยเอาไว้ เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและก้าวทันกระแสโลกยุคใหม่ ลองเริ่มปรึกษาผู้ให้บริการระบบภาษีตั้งแต่ตอนนี้เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

ที่มา – ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

“ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที สำหรับกรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” ออกมาเปิดศึกกับโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยหัวข้อที่สังคมกำลังให้ความสนใจและตั้งคำถามอย่างหนักคือ “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยในการทำงานของฝ่ายบริหารภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน

“ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นางสาวรักชนกในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบต่อ ป.ป.ช. โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่าโครงการภาครัฐขนาดใหญ่มักถูกจับตามอง แต่ทำไมโครงการนี้ถึงดูมีความผิดปกติและนายกรัฐมนตรีกลับนิ่งเฉย การที่ “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้มีอำนาจว่า ประชาชนจะไม่ยอมให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในงบประมาณแผ่นดินอย่างแน่นอน

เบื้องลึกความสงสัยในโครงการ TH-AI Passport

นอกจากประเด็นเรื่องลูกรัฐมนตรีแล้ว นางสาวรักชนกยังได้ท้าทายฝ่ายที่มีข้อสงสัยว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มก้าวหน้า โดยเธอยืนยันว่าหากใครมีหลักฐานว่า นายธนาธร หรือ นายปิยบุตร เข้ามาเกี่ยวข้องกับการล็อกสเปกโครงการ ให้ส่งหลักฐานมาได้เลยทันที เพราะตนพร้อมจะตรวจสอบทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลหรือฝั่งการเมืองใดก็ตาม ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้กรณี “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย กลายเป็นกระแสที่สังคมต้องเฝ้าตามดูอย่างใกล้ชิด

  • เรียกร้องให้นายไชยชนก ชิดชอบ ออกมารับผิดชอบโครงการโดยตรง
  • คัดค้านการทำงานที่ดูเหมือนมีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
  • เดินหน้ายื่นเรื่องตรวจสอบ ป.ป.ช. ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะตัวเลขงบประมาณมหาศาลคือภาษีของประชาชนทุกคน ความเงียบของนายกรัฐมนตรีอาจจะสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมมากขึ้นไปอีก หากไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใสและชัดเจนเพียงพอ การตรวจสอบเรื่องนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการกับโครงการรัฐในอนาคต

ที่มา – “ไอซ์” ฉะเดือด “อนุทิน” เงียบกริบโครงการ TH-AI Passport สงสัยไม่กล้าแตะลูกนาย

ศุภมาส ยกระดับ สคบ. พลัส สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยเจอปัญหาซื้อของแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติประจำวัน ล่าสุดต้องถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามอง เมื่อนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็มภายใต้ชื่อ “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า เพื่อปราบปรามผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างจริงจัง

ศุภมาส ยกระดับ สคบ. พลัส สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งล่าสุด ได้มีการเคาะมติเห็นชอบดำเนินคดีแพ่งกับเหล่าผู้ประกอบการที่ละเมิดสิทธิประชาชนจำนวนกว่า 35 คดี ซึ่งครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ บริการทั่วไป และสินค้าออนไลน์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ สคบ. เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการคัดกรองเรื่องร้องเรียน เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

เจาะลึกกรณีรถไฟฟ้าและบ้านน็อกดาวน์

หนึ่งในเคสที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการดำเนินคดีกับบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าชื่อดังอย่าง Volvo กรณีรุ่น EX30 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ นี่ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า ของจริง ไม่ว่าจะเป็นทุนใหญ่แค่ไหนหากละเมิดสัญญาก็ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีคดีบ้านน็อกดาวน์ที่ทางคณะกรรมการมีมติเด็ดขาดให้ยื่นฟ้องทั้งต้นเงินและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มเติมอีกด้วย

นโยบาย สคบ. พลัส ที่นางสาวศุภมาสผลักดันนั้น มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโฉม สคบ. ให้เป็นหน่วยงานเชิงรุก โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

  • การทำงานเชิงรุก: ใช้ระบบ AI ในการคัดกรองและแจ้งเตือนภัยเร่งด่วน
  • บริการเบ็ดเสร็จ: ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์แบบ One Stop Service
  • ความร่วมมือกับพันธมิตร: ผนึกกำลังตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลตลาดอีคอมเมิร์ซ
  • องค์กรโปร่งใส: ตั้งเป้าคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใสเต็ม 100 คะแนน

ในฐานะผู้บริโภค สิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติและตรวจสอบสัญญาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจควักเงินจ่าย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ หรือการจ้างรับเหมาสร้างบ้าน ต้องเก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ให้ครบ หากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าลังเลที่จะแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ทันที

สุดท้ายนี้ การที่รัฐบาลลุกขึ้นมาเอาจริงกับผู้ประกอบการหัวหมอถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะการปกป้องผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรม หากคุณพบปัญหา อย่าปล่อยผ่าน เพราะการรักษาผลประโยชน์ของตัวเองคือสิ่งที่ทุกคนควรทำ เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของธุรกิจที่เอาเปรียบครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ยกระดับ สคบ. พลัส เปิดเกมชนทุนใหญ่ สั่งฟ้องแพ่ง 35 คดี บี้คดีรถไฟฟ้า

Scroll to top