นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างประชาชนกับทางการ ล่าสุดทางกรมที่ดินได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อคลายความสงสัยให้กับสังคมแล้วครับ

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ทางกรมที่ดินได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าหน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ หรือการพิจารณาคำสั่งทางปกครอง ซึ่งกรณีที่ดิน 995 แปลงนั้น กรมที่ดินมองว่าการออกเอกสารสิทธิ์ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระเบียบในขณะนั้นครับ

เจาะลึกข้อเท็จจริงในมุมกรมที่ดิน

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่มีการเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ดังนี้ครับ:

  • ผลผูกพันของคดี: คำพิพากษาเดิมใน 3 คดีแพ่งมีผลเฉพาะคู่ความ ไม่สามารถเหมาเข่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ได้
  • ความชัดเจนของแผนที่: ปัญหาหลักคือการขาดแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. ปี 2462 และ 2464 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการพิสูจน์เขตที่ดินของ รฟท.
  • การตรวจสอบที่ผ่านมา: มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำหลักฐานแผนที่ต้นฉบับมาแสดงได้ เรื่องจึงต้องมีการยุติลงตามขั้นตอน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร ทางกรมที่ดินเองก็ได้ย้ำชัดครับว่า กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย มาโดยตลอด และขณะนี้เรื่องก็ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองและศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรรอให้ศาลท่านเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งประชาชนและทรัพย์สินของรัฐครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลด้วยความโปร่งใสแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความสับสนและข่าวลือในสังคมได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ดินและข้อกฎหมาย การรอคำวินิจฉัยจากศาลจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดแจ้งครับ สำหรับใครที่รอความคืบหน้าคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร ซึ่งทางกรมที่ดินยืนยันว่าพร้อมน้อมรับและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดแน่นอนครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน

ในสภาวะการเมืองปัจจุบันที่หลายคนกำลังจับตามองการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน ล่าสุดเกิดประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สั่นคลอนหลักการตรวจสอบความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพรรคไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลนี้

ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน

การเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบความผิดปกติในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลายเป็นประเด็นร้อนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังผนึกกำลังกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความจริงเริ่มถูกเปิดเผย กลับพบว่ามีกลุ่มอิทธิพลที่พยายามใช้ความรุนแรงหรือการคุกคามเข้ามาแทรกแซง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มองว่านี่คือความพยายามทำลายกระบวนการยุติธรรม ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน และย้ำว่าการคุกคามผู้ตรวจสอบคือการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย

ก้าวต่อไปของ ปชป. เพื่อความถูกต้อง

พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อของพรรค เข้าร่วมภารกิจตรวจสอบร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้:

  • ปกป้องภาคประชาชนและนักกิจกรรมที่ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล
  • ยกระดับการตรวจสอบให้มีความเข้มข้นและต่อเนื่องมากขึ้น
  • ผลักดันให้ความจริงเรื่องการฮั้ว สว. ปรากฏต่อสาธารณชน
  • เอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการข่มขู่ทั้งหมด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมีความกดดันหรือมีการข่มขู่จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่พลังของการตรวจสอบจากฝ่ายค้านและภาคประชาชนยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม การที่ ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สังคมต้องร่วมกันจับตาดูว่าท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการเหล่านี้จะถูกสกัดกั้นหรือสามารถเดินหน้าจนถึงบทสรุปได้หรือไม่

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนชัดว่า การทุจริตเชิงโครงสร้างมักมาพร้อมกับการใช้อำนาจมืดเสมอ เราในฐานะประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรสนับสนุนทุกฝ่ายที่กล้าออกมาตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของชาติ หากปล่อยให้การข่มขู่ชนะความถูกต้อง อนาคตของการเมืองไทยย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างแน่นอน การร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนผู้ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุดในตอนนี้

ที่มา – ปชป.กังวล “คดีฮั้วสว.” เริ่มมีขบวนการ ข่มขู่-ขัดขวาง การตรวจสอบของฝ่ายค้าน

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนหาดใหญ่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายระลอก ทั้งจากภัยธรรมชาติและปัญหาเศรษฐกิจ จนล่าสุดต้องออกมาสะท้อนความเดือดร้อนว่า เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายกำลังแบกรับภาระหนักอึ้ง

จากการสัมมนาของพรรคประชาธิปัตย์ที่โรงแรมบุรีศรีภู โดยมีตัวแทนภาคธุรกิจและภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาพบว่า หลังจากมาตรการพักดอกเบี้ย 6 เดือน และเงินต้น 1 ปี ได้สิ้นสุดลง สภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดหวัง กำลังซื้อในพื้นที่หายไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ ได้ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่ภาคธุรกิจพบคือการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ แม้ภาครัฐจะมีโครงการสนับสนุน แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการตรวจสอบเครดิตบูโร ทำให้การเข้าถึงเงินทุนเป็นไปได้ยาก การที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะผู้ประกอบการต้องเผชิญหน้ากับภาระดอกเบี้ยที่กลับมาเรียกเก็บอีกครั้ง ในขณะที่รายได้ยังไม่กลับมาเป็นปกติ

  • การเยียวยาจากภาครัฐยังเข้าไม่ถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
  • ปัญหาการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมที่ยังมีความเสี่ยงซ้ำซาก
  • ภาคธุรกิจโรงแรมกังวลต่อฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ทางออกและความคาดหวังจากภาคธุรกิจ

ทางออกที่ภาคเอกชนเรียกร้องคือการที่รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์การประเมินสินเชื่อใหม่ ไม่ใช่ตรวจสอบแค่เครดิตเก่า แต่ต้องดูศักยภาพและการอยู่รอดของธุรกิจในภาพรวมด้วย รวมถึงการมีมาตรการบริหารจัดการเมืองอย่างชัดเจน เช่น “หาดใหญ่โมเดล” เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า หาดใหญ่จะไม่จมอยู่ในวงจรน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป

สถานการณ์ที่ เอกชนหาดใหญ่ครวญ หมดโปรพักหนี้ ศก.ฟุบยาวโงหัวไม่ขึ้น ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญไปยังภาครัฐ หากปล่อยให้สภาพคล่องในพื้นที่สุดไปมากกว่านี้ อาจเกิดปัญหาการเลิกจ้างและธุรกิจปิดตัวลงเป็นโดมิโน รัฐบาลจึงควรเร่งหามาตรการเยียวยาที่ตรงจุดและรวดเร็วมากกว่าการช่วยเหลือในรูปแบบเดิมๆ ก่อนที่หาดใหญ่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากกว่านี้

ที่มา – ภาคเอกชน อ.หาดใหญ่ ครวญ หมดโปรพักดอกเบี้ย-เงินต้น ศก. ฟุบยาวยังโงหัวไม่ขึ้น

กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร.

กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อคณะกรรมาธิการจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ได้รวมตัวกันเข้าหารือกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหาข้อยุติและขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอยคำตอบว่าตกลงแล้วเราสามารถเลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้หรือไม่

การหารือครั้งสำคัญนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ จากวุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ จากสภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายวาโย อัศวรุ่งเรือง รวมถึงนักการเมืองระดับแถวหน้าอย่างนายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเป้าหมายหลักคือการทำความเข้าใจขอบเขตตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดในการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

ทำไม กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร. ถึงสำคัญ?

ปัญหาที่ผ่านมาคือความสับสนเกี่ยวกับถ้อยคำในคำวินิจฉัยที่ระบุว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่าแนวทางการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะถูกบีบให้แคบลง อย่างไรก็ตาม ผลการหารือในครั้งนี้ได้เปิดช่องทางใหม่ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ สสร. ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย
  • ข้อจำกัดที่แท้จริงคือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ชุดร่างเนื้อหา) ไม่ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
  • หากออกแบบให้มีองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทำหน้าที่คัดเลือกหรือรับรองคณะกรรมาธิการยกร่างอีกทอดหนึ่ง ก็สามารถทำได้

นายนรเศรษฐ์ได้ยกตัวอย่างแนวทางของวุฒิสภาที่เสนอให้มี “สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน” จำนวน 200 คน ซึ่งมาจากเลือกตั้งโดยตรง ทำหน้าที่คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าจะสอดคล้องกับแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยังได้แสดงความเห็นว่า คำชี้แจงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมนำถ้อยคำเหล่านี้กลับไปหารือภายในเพื่อปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างสมบูรณ์ที่สุด

ท้ายที่สุด การที่ กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม สสร. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของฝ่ายการเมือง ที่ต้องการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศภายใต้บทสรุปที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมาจากเจตนารมณ์ของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่การร่างขึ้นโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ที่มา – กมธ.วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ตบเท้าขอความชัดเจนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปม.สสร.

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก่อนสายเกินไป

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ออกมาผลักดันอย่างหนักให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินตาม ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บาท เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบนี้ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา จะพบว่าโครงการเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือแม้แต่พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เคยมีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งในขณะนั้น สส.จากพรรคภูมิใจไทยที่ปัจจุบันเป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยร่วมเสนอญัตติและเข้าเป็นกรรมาธิการด้วยตนเอง ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงถือเป็นมาตรฐานปกติที่รัฐบาลควรให้ความร่วมมือและไม่ควรปัดตกญัตติดังกล่าวแต่อย่างใด

ความคาดหวังต่อรัฐบาลในประเด็นต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

น.ส.ศิริกัญญา ยังได้ย้ำชัดเจนว่าความตั้งใจหลักของการ ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คือการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุมัติโครงการซ้ำซ้อนหรือขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงการที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอและอนุมัติเอง
  • ความจำเป็นในการมี “หูตา” จากสภาฯ เพื่อคัดกรองโครงการให้มีประสิทธิภาพ
  • การเรียนรู้จากอดีตเพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่รั่วไหล
  • การสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความล่าช้าในการกำหนดกรอบเวลาเพื่ออภิปรายญัตติ ซึ่งทางฝ่ายค้านหวังว่าวิปรัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้สภาฯ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ในทำนองว่าการเสนอเรื่องบางอย่างจากฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ครั้งนี้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างการรักษามารยาททางการเมือง หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะแสดงความจริงใจต่อการทำงานของสภาฯ มากน้อยเพียงใด เพราะการตรวจสอบงบประมาณก้อนโตไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนที่จะต้องร่วมกันทำให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – “ไหม” ชี้ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวัง รัฐบาลให้ความร่วมมือ ไม่ปัดตก

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ เพื่อเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเข้าถึงง่ายกว่าที่เคย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาระบบนี้ว่า หัวใจสำคัญของการเป็นพรรคการเมืองคือการรับใช้ประชาชน ดังนั้น การที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ ขึ้นมา จึงเป็นการตอกย้ำภารกิจหลักในการดูแลสิทธิและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกจำกัดสิทธิหรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการบริการของภาครัฐ

จุดเด่นของ Blue House ที่ประชาชนต้องรู้

สำหรับแพลตฟอร์มนี้มีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้การใช้งานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การรับเรื่อง 3 ด้านหลัก: มุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านกฎหมาย การทุจริตคอร์รัปชัน และความเดือดร้อนทั่วไปของพี่น้องประชาชน
  • เครือข่ายทนายอาสา: เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในระดับพื้นที่
  • ฟังก์ชัน Whistleblower: ระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่การันตีความปลอดภัยด้วยการปกปิดตัวตนโดยใช้เพียง Case Number เท่านั้น

นอกจากนี้ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ Blue House ยังได้เน้นย้ำว่า การทำงานผ่านแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่การรับเรื่องไว้เฉยๆ แต่เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และถอดรหัสเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ระบบที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยอุดรอยรั่วของการติดตามเรื่องราวร้องทุกข์แบบเดิมที่มักจะล่าช้าหรือสูญหายไป

ในยุคที่การเมืองต้องการความทันสมัยและโปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปรับตัวสู่นวัตกรรมดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเข้าถึงปัญหาของประชาชนในเชิงลึก การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน ‘ส่องรัฐ’ เข้ากับระบบร้องทุกข์ใหม่นี้ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เสียงสะท้อนจากประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่พรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างระหว่างผู้สมัครกับประชาชน นี่คือโอกาสสำคัญที่พวกเราทุกคนจะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและร่วมกันผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา อย่าปล่อยไว้จนเกินการแก้ไข ลองใช้ช่องทางใหม่นี้เป็นกระบอกเสียงให้แก่ตนเองและสังคมดูนะครับ

ที่มา – ปชป. เปิด “Blue House” แพลตฟอร์มร้องทุกข์ แจ้งปัญหาข้อกฎหมาย-ทุจริตคอร์รัปชัน-ความเดือดร้อน ปชช.

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก SEO การเมืองไทย! วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจจากผลสำรวจโพลล่าสุด โดยเฉพาะเรื่อง “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโอกาสทองของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนนะครับ มาฟังกันเลย!

ภาพรวมการเมืองไทยจากสวนดุสิตโพลและนิด้าโพล

จากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพลประจำเดือนเมษายน 2567 พบว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับลดลงเล็กน้อยจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือแนวโน้ม “อนุรักษ์นิยม” ยังคงแข็งแกร่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นแกนหลักที่ถูกจับตา ไม่ว่าจะมุมดีหรือวิจารณ์ ดร.ธนพร มองว่านี่คือสัญญาณว่าฐานการเมืองอนุรักษ์นิยมชัดเจนขึ้น มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มความชอบธรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ก็คะแนนนิยมสูง สะท้อนการฟื้นตัวของพรรคเพื่อไทย ผู้สนับสนุนเริ่มกลับมาเชื่อมั่น ในขณะที่ฝ่ายค้านสายก้าวหน้า แม้มี ส.ส. เยอะ แต่ยังปรับกลยุทธ์ไม่ทัน พรรคยังไม่เด่นเท่า บุคคลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับโดดเด่นกว่าในบทบาทวิพากษ์

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ธนพร ชี้คือผลนิด้าโพลเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชาวภาคใต้ไม่ขวางโครงการนี้! นี่คือโอกาสใหญ่ของรัฐบาลท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่ประชาชนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่า ดร.ธนพร ย้ำว่ารัฐต้องสื่อสารสาธารณะให้ดี เปิดเผยข้อมูลครบ เปิดโอกาสมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่น

ทำไม “ธนพร” อ่านโพล แล้วมองว่าเป็นโอกาสรัฐบาล

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางเชื่อมแผ่นดิน จะเชื่อมฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ช่วยลดเวลาเดินทาง ลดค่าขนส่ง สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ นี่คือเมกะโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) แต่ความเห็นแตกต่างแม้ในพรรคเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณดีของประชาธิปไตย แสดงถึงการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลต้องเปิดรับฟังจริงจัง

  • ประโยชน์หลักของแลนด์บริดจ์: ลดเวลาเดินทางจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ในภาคใต้
  • สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง สร้าง GDP ให้ประเทศโต
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย EEC และเขตอ่าวไทย

ดร.ธนพร ยังวิเคราะห์คะแนนผู้นำว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำ เช่น อนุทิน ยศชนัน อภิสิทธิ์ แสดงว่า “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ยังเป็นสมดุลอำนาจหลักในไทยตอนนี้

สรุปแล้ว “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นสัญญาณบวก แต่ความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสาร หากรัฐบาลทำได้ดี โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยแน่นอน คุณคิดเห็นยังไงกับมุมมองนี้? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ SEO สดๆ ร้อนๆ นะครับ สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน

“ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล แต้มนิยมร่วงเน้นทีมเวิร์ค

วงการการเมืองไทยกำลังร้อนระอุด้วยผลโพลความนิยมล่าสุดที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนๆ ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็น“ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล แม้แต้มความนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะร่วงลงมาอยู่อันดับรองจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่เจ้าตัวกลับไม่สะทกสะท้าน บลัฟกลับด้วยการย้ำจุดแข็งของพรรคที่เน้นทำงานเป็นทีม ไม่ยึดติดตัวบุคคล

“ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล แต้มความนิยมหัวหน้าพรรคร่วง ตามก้น “อภิสิทธิ์”

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 (ตามเนื้อหาเดิม 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ที่ทำการพรรคประชาชน เขตบางบอน-บางขุนเทียน นายณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจ โดยชี้ว่าความเข้มแข็งของพรรคประชาชนอยู่ที่การทำงานแบบทีม ไม่ใช่ยึดติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทั้ง ส.ส. ส.ก. และภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อน ผลโพลครั้งล่าสุดไม่ได้มีแค่นายณัฐพงษ์คนเดียว แต่ยังมีน.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคติดโผด้วย หากดูภาพรวม พรรคประชาชนยังครองความนิยมสูงสุดในหมู่พรรคฝ่ายค้าน

“ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล ย้ำแข่งขันเพื่อประชาชน

เมื่อถูกถามว่าพรรคต้องขยันมากขึ้นหรือฝ่ายค้านจะแข่งกันเองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า การแข่งขันกันเองในฝ่ายค้านเป็นเรื่องดี หากมุ่งผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก การตรวจสอบรัฐบาลจะโปร่งใสและตรงไปตรงมา ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชน นี่คือปรัชญาการทำงานที่พรรคยึดถือ ทำให้พรรคไม่หวั่นแม้ผลโพลจะผันผวน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังพูดถึงประเด็นร้อนอีกหลายเรื่อง เช่น กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ใกล้ได้รับพักโทษในวันที่ 11 พ.ค. โดยมีเงื่อนไขติดกำไลอีเอ็ม เขาเห็นด้วยกับแนวคิดของนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ธรรมศาสตร์ ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 เพื่อยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ เปลี่ยนเป็นบริการสังคมแทน ลดความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรม

ปัจจุบันมีผู้ต้องขังจำนวนมากที่รอศาลตัดสิน แต่ติดคุกเพราะไม่มีเงินประกันตัว ไม่ว่าจะคดีการเมืองหรือคดีทั่วไป การแก้กฎหมายนี้จะคืนสิทธิผู้บริสุทธิ์ชั่วคราว จนกว่าศาลจะพิพากษา นายณัฐพงษ์อยากเห็นทุกพรรคร่วมผลักดันให้ผ่านสภา เพื่อปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เท่าเทียมมากขึ้น

เกาะติดปมเด้งอธิบดีฝนหลวง ใช้กลไก กมธ.สอบเข้ม

อีกประเด็นที่นายณัฐพงษ์ให้ความสำคัญคือการโยกย้ายอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง โดยอ้างเหตุผลเรื่องอายุ แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามีทุจริตหรือการเมืองแฝงหรือไม่ เขาย้ำว่าการแต่งตั้งโยกย้ายต้องโปร่งใสและเป็นธรรม หากมีทุจริตต้องสอบสวนให้ชัดเจน แต่หากเป็นเกมการเมืองถือว่าไม่ถูกต้อง

พรรคประชาชนจะไม่นิ่งนอนใจ หลังตั้งประธานกรรมาธิการ 9 คณะเสร็จ จะใช้กลไก กมธ.ตรวจสอบเบื้องหลังการโยกย้ายต่างๆ รวมถึงเรื่องนี้ โดยรอผลสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน ไม่มองที่ตัวบุคคล แม้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะมองว่าเป็นเกมการเมืองก็ตาม แต่ให้ กมธ.เป็นผู้ตัดสิน

  • จุดเด่นของพรรคประชาชน: ทำงานทีม ไม่ยึดบุคคล
  • การตรวจสอบรัฐบาล: ตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน
  • ประเด็นยุติธรรม: สนับสนุนแก้กฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ
  • ปมโยกย้าย: ใช้ กมธ.สอบสวนโปร่งใส

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านายณัฐพงษ์และพรรคประชาชนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าตอบโต้ผลโพลชั่วคราว ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยดราม่า การเน้นทีมเวิร์คอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จระยะยาว

ความเห็นของเรา: “ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่มองภาพรวม หากฝ่ายค้านรวมพลังกันจริง ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ไม่หวั่นผลโพล แต้มความนิยมหัวหน้าพรรคร่วง ตามก้น “อภิสิทธิ์” บลัฟกลับเน้นทำงานเป็นทีม

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามนายกฯ สอยพิพัฒน์พ้นครม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภาไทยกันเลยครับ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน เป็นข่าวที่หลายคนจับตา เพราะโยงเรื่องกักตุนน้ำมัน ทุนเทา สแกมเมอร์ และบุคคลระดับสูงในรัฐบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ยิงคำถามสดใส่นายกรัฐมนตรีเรื่องนี้ แต่นายกฯ ส่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม มาแทน แต่พิพัฒน์ติดภารกิจ ส่งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาชี้แจงแทน สร้างดราม่าต่อเนื่อง!

“ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

นายณัฐพงษ์ย้ำชัดว่ากระทู้ถามสดนี้ต้องตอบโดยนายกฯ หรือพิพัฒน์โดยตรง เพราะเรื่องใหญ่โต เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันของ “เสี่ยตือ” ที่อ่างทอง ซึ่งโยงใยกับกลุ่มทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และคนใหญ่คนโตในรัฐบาล เขาตั้งคำถามว่าเป็นแค่ “เหตุบังเอิญ” หรือมีอะไรลึกกว่านั้น? และทำไมรัฐบาลยังเงียบ ไม่ให้คำตอบชัดเจนต่อสังคมไทย

5 เหตุผลตั้งข้อสงสัยที่นายณัฐพงษ์ชี้

นายณัฐพงษ์รวบรวม 5 เหตุบังเอิญที่น่าสงสัยมาให้ฟัง ดังนี้ครับ:

  • 1. เสี่ยตือเจ้าของคลังน้ำมันเพชรบุรี – ขายให้ BCPG บริษัทลูกบางจาก ปี 2566 มูลค่าสูงเกินจริง 9,000 ล้าน จากประเมิน 5,000 ล้าน ซื้อแพงขนาดนี้เพื่ออะไร?
  • 2. เจ้าของคาสิโนกัมพูชา – อาจโยงทุนเทา สแกมเมอร์ ที่จะฮุบหุ้นบางจาก
  • 3. พ่อของลูกชายที่ถูกหมายจับฟอกเงินเว็บพนัน – เลขาฯพรรคภูมิใจไทยยืนยัน ลูกชายพยายามติดสินบน 40 ล้านเพื่อยุติคดี
  • 4. พ่อของลูกสาวถือหุ้นบริษัทน้ำมันอ่างทอง – ที่ DSI กำลังสอบลักลอบกักตุน
  • 5. เพื่อนสนิทรองนายกฯ พิพัฒน์ – พิพัฒน์ยอมรับต่อสื่อ และปล่อยกู้เครือข่ายเสี่ยตือ 100 ล้านบาท แต่ตอบเลี่ยงประเด็น

นายณัฐพงษ์บอกว่านี่ไม่ใช่บังเอิญธรรมดา แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ที่บ่งชี้เครือข่ายไอ้โม่ง อาชญากรข้ามชาติ โยงบุคคลระดับสูง สังคมรอคำตอบจากนายกฯ และพิพัฒน์มานาน!

ฟาดสองมาตรฐาน และดราม่าตอบกระทู้สด

เด็ดสุดคือ นายณัฐพงษ์เหน็บนายกฯ ว่าตอนโทรหาวรภัค อดีตอังคมนตรีช่วยคลัง ให้ลาออกเพราะโยงทุนเทา แต่กรณีพิพัฒน์ที่ยอมรับเป็นเพื่อนเสี่ยตือ จะทำยังไง? หรือสองมาตรฐานเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินพรรคภูมิใจไทย? นายสิริพงศ์ชี้แจงแทน บอกไม่เกี่ยวกับคมนาคม เรื่องอยู่ใน DSI ถามรมว.ยุติธรรมดีกว่า

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงหนัก! ชี้ว่ากระทู้สดต้องนายกฯ-รัฐมนตรีมาตอบเอง เว้นมีเหตุจำเป็นแจ้งหนังสือต่อประธานสภา (โสภณ ซารัมย์) แต่ครั้งนี้ไม่มี! อย่าปล่อยให้นายกฯ-รมต.หนีสภาแบบนี้ สร้างความไม่โปร่งใส นายโสภณโต้ตามแนวปฏิบัติเก่า แต่นายอภิสิทธิ์ยืนกรานต้องมีหลักฐานเหตุจำเป็นเผยแพร่ นายกรวีร์ วิปรัฐบาล ขอฝ่ายค้านแจ้งล่วงหน้า แต่นายพริษฐ์แย้งต้องยึดข้อบังคับ 151 หนังสือต้องมา!

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่หลายคนกังวล ความโปร่งใสในสภา บรรทัดฐานการเมือง และการตรวจสอบรัฐบาลเรื่องทุนเทา สังคมไทยสมควรได้คำตอบชัดเจน ไม่ใช่บังเอิญซ้ำๆ “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน ทำให้เห็นว่าฝ่ายค้านสู้เต็มที่เพื่อประชาชน

ในมุมผมคิดว่ารัฐบาลควรตอบคำถามตรงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หากพิพัฒน์ไม่มีส่วน เปิดข้อมูลให้ชัด จะได้ไม่โดนเหน็บสองมาตรฐาน คุณคิดยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เลย!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ไล่บี้ถามบรรทัดฐานนายกฯ สอย “พิพัฒน์” พ้นครม. เหน็บอย่า 2 มาตรฐาน

Scroll to top