นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกกไต่สวนสอบปปชคดีศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสฮอตในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือ ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบอำนาจขององค์กรอิสระให้โปร่งใสยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคและ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ได้เปิดเผยผลมติที่ประชุมหลังเสร็จสิ้นเวลา 16.20 น. พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระสอบสวนกรรมการ ป.ป.ช. ในประเด็นการวินิจฉัยตีตกคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่องซุกหุ้นและขัดกันแห่งผลประโยชน์

ที่มาของเรื่องนี้คือ ป.ป.ช. มีมติตีตกคดีดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่านายศักดิ์สยามยังเป็นเจ้าของหุ้นแท้จริงผ่านนอมินี ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. มีประเด็นน่าสงสัย โดยจงใจมองข้ามบางข้อเท็จจริงและเลือกหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้องเท่านั้น

หลักฐานใหม่ที่จุดประกายการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ ยังพบ หลักฐานใหม่ 2 ประเด็นสำคัญที่พรรคจะยื่นตรงต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอทบทวนมติเดิมด้วยครับ

  • ประเด็นที่ 1: หนังสือคำสั่งจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคมในช่วงที่นนายศักดิ์สยามเป็น รมว. ซึ่งระบุว่าการประมูลจัดซื้อจัดจ้างต้องแจ้งรัฐมนตรีทราบก่อน แม้ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยว่าไม่มีการแทรกแซงเพราะไม่มีคำสั่งโดยตรง แต่หนังสือฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจในทางที่อาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์
  • ประเด็นที่ 2: การขัดกันแห่งผลประโยชน์ชัดแจ้ง บริษัทที่นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของแท้จริง (ผ่านนอมินี) ไปรับงานจากหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล ป.ป.ช. มองข้ามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่วินิจฉัยให้ชัดเจน

นายสาทิตย์ยืนยันว่า ฝ่ายกฎหมายอย่างตนและนายราเมศ รัตนชะเวง จะช่วยพรรคประชาชนร่างคำร้องให้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม

หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236

พรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ด้วย เพราะปัจจุบันประธานรัฐสภาสามารถใช้อำนาจดุลยพินิจได้ หากไม่เป็นกลางอาจชะลอเรื่องได้ เหมือนกรณีในอดีต การแก้ไขจะทำให้การตรวจสอบองค์กรอิสระโปร่งใสยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งดุลยพินิจบุคคล

เมื่อถูกถามว่าเป็นการฟอกขาวให้ศักดิ์สยามหรือไม่ นายสาทิตย์ตอบว่า เป็นข้อสงสัยของสังคม พรรคที่ยึดมั่นการเมืองสุจริตจึงใช้ช่องทางกฎหมายให้เกิดความชัดเจน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่แท้จริงในการคานอำนาจ แม้จะไม่ใช่พรรคใหญ่สุด แต่ความเด็ดเดี่ยวในการตรวจสอบย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน ในยุคที่องค์กรอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางบ่อยๆ ความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญของประชาธิปไตยไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย!

ที่มา – ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

“เต้ มงคลกิตติ์” ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไปอยู่พรรคทางเลือกใหม่ โดยอ้างว่าไม่ผ่านกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. และถูก “สาธิต ปิตุเตชะ” ขีดชื่อออกจากการคัดเลือก นอกจากนี้ยังประกาศเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้รับการอนุญาตจากพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และตนเองเคยสังกัดพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ ส.ส. มา 1 คน คือตัวเขาเอง จนได้รับฉายา “พี่เต้พระราม 7” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “เต้ 007” จากการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นจนมีสายลับในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงการที่เขาเคยเป็น ส.ส. ในปี 2562 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งในปี 2566 นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า หลังจากว่างเว้นจากการเมืองไปหลายเดือน เขาได้หันไปทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนที่จะย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรค และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง “เต้ มงคลกิตติ์” จึงได้เข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในเขตพระราม 7 (เขต 7 กทม.) จนกระทั่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ทราบภายหลังว่านายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งดูแลการเลือกตั้งในภาคกลาง เป็นผู้ขีดชื่อเขาออกจากการคัดเลือก เนื่องจากไม่ชอบพอนายเฉลิมชัย ทั้ง ๆ ที่นายสาธิตเคยได้รับความช่วยเหลือจากนายเฉลิมชัยมาก่อน

“เขาเรียกตนเองว่าคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์ พรรคเขาสูง ก็ลาออก พอลาออกพี่วัน อยู่บำรุง ก็โทรมา ให้มาอยู่พลังประชารัฐด้วยกันในวันที่ 18 ธันวาคม แต่ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลุงป้อมจะไปต่อหรือไม่ สุดท้ายพี่วันลาออกและขอพัก ตนเองก็บอกขอพัก จึงบอกพี่ๆ น้องๆ ปรากฏว่าพี่น้องทหารผ่านศึก ที่ตนเองเป็นที่ปรึกษา อยากให้ตนเองทำ พ.ร.บ. ผดุงเกียรติให้สำเร็จ ไปหาพรรคไหนก็ได้ แต่ตนเองบอกมันตั้งพรรคไม่ทัน ยอมรับพี่ต่อไม่ได้ชวนไปกล้าธรรม แต่พี่ธรรมนัสก็โทรมา แต่ตอนนั้นยังติดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเว้นวรรคทางการเมืองและเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ได้รับการร้องขอจากพี่น้องทหารผ่านศึกให้กลับเข้าสภาให้ได้ ส่วนนายราเชน ตระกูลเวียง จะเสนอชื่อเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ประกาศข่าวแซวว่าอาจจะต้องเรียกท่านนายกฯ แล้ว นายมงคลกิตติ์ตอบว่าอาจจะต้องเรียกจริง ๆ เพราะได้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 25 คน และสมัคร ส.ส. เขต อีก 80 เขต

“เต้ มงคลกิตติ์” แฉ! ย้ายพรรคเพราะไม่ผ่านสรรหา

การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการย้ายพรรคของ “เต้ มงคลกิตติ์” ครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมหันมาสนใจเรื่องกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผู้มีอำนาจในพรรคสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจได้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของนายมงคลกิตติ์ในการผลักดัน พ.ร.บ. ผดุงเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่

ทำไม “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงย้ายพรรค?

คำถามสำคัญคือ เหตุใด “เต้ มงคลกิตติ์” ถึงออกมาเปิดเผยเรื่องราวเหล่านี้ในช่วงเวลานี้? เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจย้ายพรรคของตนเอง หรือต้องการที่จะโจมตีพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมืองบางอย่าง? สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เต้ มงคลกิตติ์” แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน การประกาศตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทางเลือกใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเดินทางทางการเมืองของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกมากมาย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ “เต้ มงคลกิตติ์” เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวอยู่เสมอ การตัดสินใจทางการเมืองแต่ละครั้ง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของนักการเมืองเอง และต่อประเทศชาติโดยรวม

ที่มา – “เต้ มงคลกิตติ์” แฉ ย้ายจาก ปชป. เพราะไม่ผ่านกระบวนการสรรหา ถูก “สาธิต” ขีดชื่อออก

สกลธีรับกระแสดี! คนแห่ชิง สส. กทม. ประชาธิปัตย์ทะลุ 150

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้สนใจเสนอตัวลงชิงชัย สส. มากกว่า 150 คน เตรียมสัมภาษณ์ 15-16 ธันวาคมนี้ ก่อนเสนอ กก.บห. เคาะเลือก 24 ธันวาคม 2568

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม ตนและนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน ได้ร่วมเปิดงาน First Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150 คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 33 เขตในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเกินความคาดหมายของตนเองด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศ” นายสกลธีกล่าว

ถือเป็นครอบครัว ปชป.

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็น First Meet หรือเป็นการนัดพบกันครั้งแรกของบรรดาผู้สนใจสมัคร เพื่อเป็นการระดมสมอง ระดมความคิด เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ต่างมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจสุจริต และอยากจะเห็นการเมืองสุจริตภายใต้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนๆ กัน ซึ่งการมาพบกันรอบนี้ ไม่ได้จบเพียงครั้งนี้ แต่เรายังมีการระดมความคิดอย่างนี้อีกในครั้งถัดไป เพื่อนำไอเดียที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ และประเทศ มาออกแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

“ทุกท่านที่เข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคใน 33 เขตกทม. ต่างถือว่าเราเป็นครอบครัวประชาธิปัตย์ ที่สามารถเข้ามาช่วยระดมสมองในการพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศไปพร้อมกันได้” นายสกลธี กล่าว

ขอให้มั่นใจคัดเลือกเป็นธรรม

นายสกลธี กล่าวเสริมว่าหลังจากการพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568  “ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. เขตกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม” นายสกลธี กล่าว

ย้ำเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ภายในงาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกคน พร้อมระบุว่านี่เป็นกิจกรรมรูปแบบใหม่ของพรรคที่ไม่เคยจัดมาก่อน สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างพรรคขึ้นใหม่ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม และหลีกเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ พร้อมเล่าย้อนถึงประสบการณ์ช่วงอายุ 27 ปีที่เข้าสู่การเมือง เพื่อยืนยันว่าพรรคเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เสมอ แม้กระบวนการคัดเลือกจะเข้มงวดตามกฎหมาย แต่ทุกคนที่มาสมัครยังมีบทบาทช่วยงานพรรคได้ แม้ไม่ได้ลงสมัครใน 33 เขตก็ตาม

หวังทุกคนร่วมพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เวที First Meet ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สนใจลงสมัครจำนวนมากในกรุงเทพฯ และเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคกำลังสร้างตัวใหม่ เขาย้ำว่าผู้ทำงานการเมืองต้องมีจิตสาธารณะและความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมแชร์ประสบการณ์ว่าความรู้ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาก่อนลงสมัคร เป็นแรงผลักดันให้ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง พร้อมทิ้งท้ายแสดงความยินดีกับผู้สมัครทุกคนที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และหวังว่าทุกคนจะใช้ความรู้ความสามารถร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ทำไมคนถึงสนใจลงสมัคร สส. กทม. กับพรรคประชาธิปัตย์เยอะขนาดนี้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในการเลือกตั้ง สส. กรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค รวมถึงความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในกรุงเทพฯ จากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ

กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ และมีศักยภาพในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

นายสกลธีเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สมัครและประชาชนทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

การมีผู้สนใจเสนอตัวลงชิง สส. ในกรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์มากถึง 150 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น

การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะคนรุ่นใหม่มีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

อย่ารอช้า! หากคุณมีความสนใจในการเมืองและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การที่ “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน แสดงให้เห็นถึงความหวังและความต้องการของประชาชนในการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

ที่มา – “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 3 ปี ในคดีเรียกรับเงิน 30 ล้านบาท แลกกับงานก่อสร้างของรัฐในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เหตุเกิดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณปี 2556-2557 คดีนี้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีต สส.อุบลราชธานี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จำเลยที่ 1 พร้อมพวกอีก 4 ราย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

คดีนี้มีมูลเหตุจากการที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ขณะดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึง 2557 ได้เรียกรับเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 30,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับการแบ่งโควตาโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคของหน่วยงานรัฐในภาคอีสานและภาคใต้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและจ่ายเงินให้นายวิฑูรย์และพวกหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงพฤษภาคม 2557 รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำโดยทุจริตและใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เหตุเกิดในหลายพื้นที่ ได้แก่ ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน, ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี, ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ, จังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพฯ จำเลยทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมเรียกรับเงิน

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสจากการมีอำนาจหน้าที่เรียกรับเงิน และเสนอผลตอบแทนให้แก่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 29,600,000 บาท ถือเป็นการหาประโยชน์ให้ตนเองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของนายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และเป็นการกระทำโดยทุจริต การกระทำของนายวิฑูรย์จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ส่วนจำเลยที่ 2-5 แม้จะเป็นเครือญาติของนายวิฑูรย์ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ถึง 5 แต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

ศาลจึงพิพากษาว่า นายวิฑูรย์ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นควรลงโทษจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2-5

ทั้งนี้นายวิฑูรย์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างการอุทธรณ์

ผลกระทบจากคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” กับความเชื่อมั่นทางการเมือง

คดีของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมาก การที่นักการเมืองระดับสูงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวังในระบบการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในวงการการเมืองไทย และความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของความโปร่งใส: คดีนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • การตรวจสอบที่เข้มงวด: กลไกการตรวจสอบการทุจริตต้องมีความเข้มแข็งและเป็นอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บทบาทของประชาชน: ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อป้องกันการทุจริต

การตัดสินคดี “วิฑูรย์ นามบุตร” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองไทยทุกคน ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการทุจริต จะนำมาซึ่งผลเสียต่อตนเองและสังคมโดยรวม การสร้างความโปร่งใสและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิฑูรย์ นามบุตร สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการกระทำใดๆ ที่ไม่โปร่งใส ย่อมถูกตรวจสอบและลงโทษได้ในที่สุด

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก “วิฑูรย์ นามบุตร” 3 ปี ปมใช้ตำแหน่งเรียกรับเงิน 30 ล้าน แลกรับงานรัฐ

Scroll to top