นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ เริ่มมีผลแล้ว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับวงการสัตว์เลี้ยงและกีฬาในต่างประเทศ เมื่อล่าสุด นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นการปิดฉากอุตสาหกรรมนี้ลงหลังจากมีการถกเถียงและเรียกร้องด้านสวัสดิภาพสัตว์มาอย่างยาวนาน หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วน้องหมาเหล่านี้จะเป็นอย่างไรต่อไป วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นนี้ให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อ นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์

หลังจากที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายห้ามการแข่งขันสุนัขเกรย์ฮาวด์ ส่งผลให้ผู้ฝึกสอนหลายรายต้องเร่งปรับตัว โดยมีรายงานว่ามีการขนส่งสุนัขกว่า 150 ตัวบินข้ามประเทศไปยังออสเตรเลียเพื่อลงแข่งต่อ เนื่องจากในออสเตรเลียกีฬานี้ยังถือว่าถูกกฎหมาย การตัดสินใจ นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ ครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากรายงานอิสระหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นว่า อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของสุนัขในสนามแข่งนั้นสูงเกินกว่ามาตรฐานที่สังคมจะยอมรับได้

ผลกระทบต่อสุนัขและการหาบ้านใหม่

ภายใต้กฎหมายใหม่ คาดว่าจะมีสุนัขเกรย์ฮาวด์กว่า 1,400 ตัวต้องยุติบทบาทการเป็นนักแข่ง ซึ่งทางรัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับโดยจะเร่งจัดหาบ้านใหม่ให้สุนัขเหล่านี้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สุนัขส่วนหนึ่งถูกส่งไปออสเตรเลียเพื่ออาชีพนักแข่งต่อไป
  • สุนัขอีกกว่าพันตัวจะเข้าสู่กระบวนการหาบ้านใหม่และครอบครัวอุปถัมภ์
  • กลุ่มพิทักษ์สัตว์ในออสเตรเลียเริ่มแสดงความกังวลว่าประเทศของตนจะมีสุนัขล้นระบบหรือไม่

แม้ว่าฝั่งผู้จัดงานจะพยายามแย้งว่ามาตรฐานการดูแลของนิวซีแลนด์นั้นอยู่ในระดับดีเยี่ยม แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการแข่งม้าของนิวซีแลนด์มองว่า วงการนี้สูญเสียความไว้วางใจจากสาธารณชนไปแล้ว การตัดสินใจแบนครั้งนี้จึงถือเป็นทางออกที่เด็ดขาดที่สุดเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของเหล่าเกรย์ฮาวด์ที่ต้องเสี่ยงอันตรายในสนามแข่งมาโดยตลอด

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณที่ดีในยุคปัจจุบันที่ผู้คนให้ความสำคัญกับจริยธรรมในการดูแลสัตว์มากขึ้น แม้การปรับเปลี่ยนจะนำมาซึ่งความท้าทายในเรื่องการจัดการสุนัขที่ปลดระวาง แต่การยุติวงจรที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและน่าชื่นชม หวังว่าสุนัขทุกตัวจะได้รับบ้านที่อบอุ่นและมีความสุขในบั้นปลายชีวิตครับ

ที่มา – นิวซีแลนด์แบนแข่งสุนัขเกรย์ฮาวด์ เริ่มมีผลแล้ว ส่งสุนัขกว่า 150 ตัว บินไปแข่งต่อในออสเตรเลีย

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน กลับประเทศของคุณ

จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน กลับประเทศของคุณ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกเมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อนิวซีแลนด์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนิวซีแลนด์ ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงในรัฐสภา โดยไล่ให้ สส.เชื้อสายจีน กลับประเทศของคุณ ระหว่างการอภิปรายเรื่องการรับมือโควิด-19 จนสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายและถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ

เหตุการณ์ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นายลอว์เรนซ์ ซู-หนาน สส.จากพรรคกรีน ซึ่งมีเชื้อสายจีน ได้ตั้งคำถามเชิงตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่กลับถูกนายปีเตอร์สตอบโต้ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้สถานทูตจีนประจำนิวซีแลนด์ต้องออกโรงแสดงความกังวลอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้นิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก

ผลกระทบที่ตามมาจากเหตุ จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน กลับประเทศของคุณ

การแสดงออกของนายวินสตัน ปีเตอร์ส ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การวิจารณ์จากนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์: นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตำหนิการกระทำดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมและเป็นการเรียกร้องความสนใจที่ทำลายบรรยากาศการเมือง
  • เสียงเรียกร้องให้ลาออก: สส.ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมต่างกดดันให้มีการปลดนายปีเตอร์สออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมองว่านักการทูตและระดับรัฐมนตรีไม่ควรแสดงความเห็นที่เหยียดเชื้อชาติ
  • จุดยืนของฝ่ายรัฐบาล: แม้จะมีการประท้วงจากจีน แต่ฝ่ายนายปีเตอร์สยังคงยืนกรานไม่ขอถอนคำพูด โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องประชาธิปไตยของประเทศตนเอง

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการกระทำของรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อเกิดเหตุ จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน กลับประเทศของคุณ นั้นเป็นการลดทอนคุณค่าของสังคมพหุวัฒนธรรมและอาจทำให้ความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติถดถอยลง การใช้วาจาในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความขัดแย้ง แต่ยังสะท้อนถึงวุฒิภาวะของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในที่ประชุมสภา

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ นี่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงทางการทูตที่คนระดับผู้นำควรตระหนักว่า คำพูดเพียงไม่กี่คำอาจกลายเป็นชนวนเหตุที่สั่นคลอนความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้ และในโลกปัจจุบัน ความหลากหลายทางเชื้อชาติคือหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งนิวซีแลนด์เองก็เป็นประเทศที่ให้คุณค่ากับเรื่องนี้มาโดยตลอด การแก้ไขสถานการณ์ให้กระจ่างโดยไม่พยายามใช้วาทกรรมทางการเมืองมาเป็นเกราะป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วโลกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – จีนยื่นประท้วงนิวซีแลนด์ หลัง รมว.ต่างประเทศบอก สส.เชื้อสายจีน “กลับประเทศของคุณ”

เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดโลก

ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นเวทีที่ความขัดแย้งทางการเมืองและกีฬามาบรรจบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในแมตช์ที่ เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดโลก ซึ่งจัดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิส ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดเกินกว่าจะเป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลธรรมดา

เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดโลก

เกมนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการครองบอลหรือเทคนิคในสนาม แต่คือการแสดงออกทางวัฒนธรรมและความคิดทางการเมืองที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการนำธงสัญลักษณ์ก่อนปี 1979 มาโบกสะบัดเพื่อสะท้อนรอยร้าวในสังคมอิหร่านเอง ขณะที่แฟนบอลใน “เตหะรานเจเลส” ก็แสดงพลังอย่างชัดเจนจนทำให้สนามที่โซไฟ สเตเดียม กลายเป็นพื้นที่แห่งความแตกแยก

เบื้องหลังฟอร์มการเล่นท่ามกลางความกดดัน

ในสนาม ทัพ “ทีม เมลลี” โชว์หัวใจนักสู้แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยตามหลังนิวซีแลนด์ถึงสองครั้ง แต่ยังคงกัดฟันไล่ตีเสมอด้วยลูกยิงของ รามิน เรซาเอียน และลูกโหม่งของ โมฮัมหมัด โมเฮบบี ทำให้จบเกมด้วยผลเสมอ 2-2 สะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดโลก ดังกระหึ่มอยู่นั้น นักเตะเหล่านี้ยังคงพยายามโฟกัสกับเกมฟุตบอลอย่างเต็มที่

  • นิวซีแลนด์ออกนำก่อนจาก เอลิจาห์ จัสต์
  • อิหร่านตีเสมอจาก รามิน เรซาเอียน และ โมฮัมหมัด โมเฮบบี
  • บรรยากาศรอบสนามเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองของชาวอิหร่านพลัดถิ่น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จบแค่เสียงโห่ในสนาม เพราะทางโค้ชอามีร์ กาเลนอย ได้ออกมาเผยถึงความยากลำบากในการเดินทางและข้อจำกัดที่ดูเหมือนจะถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าภาพสหรัฐฯ ทั้งการปฏิเสธวีซ่าทีมงานและการสั่งให้รีบออกนอกประเทศทันทีหลังแข่งเสร็จ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทีมเสียสมาธิมากกว่าตัวคู่แข่งเองเสียอีก

ในฐานะแฟนบอล เราคงได้แต่หวังว่าฟุตบอลจะเป็นเครื่องมือในการเชื่อมประสานมากกว่าการตอกย้ำความขัดแย้ง การแข่งขันที่เหลือในรอบแบ่งกลุ่มกับเบลเยียมและอียิปต์จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ทัพนักเตะอิหร่านจะสามารถก้าวข้ามกำแพงการเมืองเพื่อเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้หรือไม่ ต้องคอยติดตามและส่งกำลังใจให้พวกเขากันต่อไป

ที่มา – เสียงโห่-เสียงเชียร์ อิหร่านเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 นัดเปิดฟุตบอลโลกที่สะท้อนความแตกแยก

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวต่างประเทศช่วงนี้ คงต้องตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นที่เวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อมีการรายงานข่าว คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน ออกจากบ้านเรือนริมชายฝั่งอย่างเร่งด่วน นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงและน่ากลัวมากครับ

สถานการณ์ระทึกเมื่อคลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อพิกัดชายฝั่งของกรุงเวลลิงตันต้องเผชิญกับพายุและกระแสลมแรงจัด ส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงถึง 11 เมตรซัดเข้าหาฝั่งโดยตรง ทำให้ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งอพยพประชาชนในโซนเสี่ยงภัย เช่น โอวิโร เบย์ และไอส์แลนด์ เบย์ ออกจากพื้นที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

นอกจากคลื่นยักษ์ที่น่ากลัวแล้ว สภาพอากาศโดยรวมในเวลลิงตันยังเลวร้ายอย่างหนัก โดยสรุปผลกระทบได้ดังนี้ครับ:

  • การจราจรทางอากาศ: เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องถูกยกเลิกเนื่องจากกระแสลมแรงถึง 128 กม./ชม.
  • ความเสียหายทางกายภาพ: แรงลมแรงมากจนทำให้มีผู้คนถูกพัดล้ม และเครื่องบินขนาดเล็กในสนามบินยังถูกแรงลมพัดจนเอียงตะแคง
  • มาตรการป้องกัน: ตำรวจต้องเข้าควบคุมพื้นที่และตั้งจุดกั้นถนน เพื่อไม่ให้ผู้คนฝ่าฝืนเข้ามาใกล้ชายฝั่ง

หากย้อนกลับไปในปี 2021 พื้นที่แห่งนี้เคยประสบภัยคลื่นสูงราว 6.5 เมตรมาแล้ว แต่ครั้งนี้ถือว่าทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจให้เราเห็นว่าธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกที

ในฐานะเพื่อนร่วมโลก เราได้แต่หวังว่าประชาชนทุกคนจะปลอดภัย และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ครับ สำหรับใครที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวแถบชายฝั่งเวลลิงตันในช่วงนี้ แนะนำให้ตรวจสอบพยากรณ์อากาศและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิดเสมอ เพราะความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งครับ

ที่มา – คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

เกิดประเด็นร้อนแรงในแวดวงการทูตระหว่างประเทศ เมื่อรัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งห้าม สส. นิวซีแลนด์ จำนวน 4 คน เดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 ปี หลังจากที่คณะนักการเมืองกลุ่มนี้ได้เดินทางไปเยือนไต้หวันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและนิวซีแลนด์ โดยการที่ จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน ในครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมและความกังวลให้กับทางการนิวซีแลนด์เป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดและการตอบโต้

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คณะ สส. นิวซีแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน อาทิ มอรีน พิวจ์, เดวิด วิลสัน, ลอร่า แมคคลัวร์ และดันแคน เวบบ์ ได้เดินทางไปเยือนไต้หวันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม จีนมองว่าการกระทำนี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในและเป็นการสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ส่งผลให้ จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว

ทางด้านรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ออกมาตอบโต้ว่า การเยือนไต้หวันของคณะ สส. นั้นเป็นการดำเนินการตามปกติที่มีมานานนับทศวรรษ และไม่ได้ขัดต่อนโยบาย “จีนเดียว” ที่นิวซีแลนด์ยึดถือมาตั้งแต่ปี 1972 โดยนิวซีแลนด์เน้นย้ำว่าพวกเขายังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งสองฝ่ายอย่างสมดุล

  • จีนยื่นข้อเสนอให้สส. ทั้ง 4 คนออกมาขอโทษเพื่อยกเลิกคำสั่งแบน
  • ลอร่า แมคคลัวร์ ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ขอโทษ เพราะนักการเมืองมีสิทธิเดินทางอย่างเสรี
  • ทางสถานทูตจีนได้แจ้งเตือนความตึงเครียดนี้มาเป็นระยะ แต่ สส. ยังคงยืนยันเดินหน้าทริปเยือนไต้หวัน

แม้ว่าจีนจะเคยใช้มาตรการลักษณะนี้กับนักการเมืองที่มีชื่อเสียงจากประเทศอื่นๆ มาก่อน เช่น กรณีแนนซี เพโลซี แต่การที่ จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนว่าจีนมีความไวต่อประเด็นไต้หวันเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ความพยายามของจีนในการบีบบังคับให้นักการเมืองทั่วโลกเลี่ยงการเยี่ยมเยียนไต้หวันดูเหมือนจะกลายเป็นกลยุทธ์หลักในเกมการเมืองระหว่างประเทศ

ในมุมมองนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้น่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนิวซีแลนด์และจีนมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลนิวซีแลนด์คงต้องหาวิธีการเจรจาเพื่อรักษาความร่วมมือไว้ โดยที่ไม่ทำลายอธิปไตยของตนเองในการตัดสินใจนโยบายต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ในการหาทางออกเรื่องนี้อย่างประนีประนอมที่สุด

ที่มา – จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์

คุณเคยคิดไหมว่าสัตว์ประจำชาติที่หายไปนานนับศตวรรษจะกลับมาอยู่ในเมืองหลวงได้อีกครั้ง? นั่นคือเรื่องจริงจาก อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี ชาวกรุงเวลลิงตันรวมใจกันขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์สุดยอด ทำให้ “นกกีวี” สัตว์สงวนและสัญลักษณ์แห่งชาติที่ใกล้สูญพันธุ์ กลับมาอาศัยในเทือกเขารอบเมืองหลวงได้สำเร็จ

อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี

โครงการนี้เริ่มต้นจากความฝันของชาวเวลลิงตันที่อยากเห็นนกกีวี ซึ่งเป็นไอคอนของชาติ ปรากฏบนธง ตรา และแม้กระทั่งฉายาของชาวนิวซีแลนด์ กลับมาอยู่ในบ้านเกิด พอล วอร์ด ผู้ก่อตั้ง Capital Kiwi Project กล่าวว่า “นกกีวีคือส่วนหนึ่งของตัวตนเรา การที่มันหายไปกว่า 100 ปีเพราะการขยายเมืองและสัตว์นักล่า มันไม่ถูกต้อง เราต้องนำมันกลับมา” ความสำเร็จล่าสุดคือการย้ายนกกีวีตัวที่ 250 สู่ป่ารอบเมือง โดยก่อนย้าย นกเหล่านี้ได้เข้าเยือนอาคารรัฐสภาเป็นครั้งแรก ให้เด็กนักเรียนและนักการเมืองได้สัมผัสใกล้ชิด สร้างความตระหนักด้านอนุรักษ์

จากเกาะห่างไกลสู่ใจกลางเมืองหลวง

ในอดีต นกกีวีต้องถูกย้ายไปเกาะปลอดนักล่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่โครงการนี้แตกต่าง เพราะมุ่งให้มนุษย์และนกอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่ได้ ปัจจุบัน นิวซีแลนด์มีนกกีวีเหลือเพียง 70,000 ตัว และลดลงปีละ 2% โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนชาติ “Predator Free 2050” ที่จะกำจัดสัตว์ต่างถิ่นอย่างหนู แมวป่า พอสซัม และสโตต ให้หมดประเทศภายในปี 2050

เคล็ดลับความสำเร็จของอาสาสมัคร

สิ่งที่ทำให้ อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี สำเร็จ คือความร่วมมือระดับชุมชน เจ้าของที่ดินและชนเผ่าเมารีท้องถิ่นร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยกว่า 1.5 แสนไร่ ติดตั้งกับดักกว่า 5,000 จุดเพื่อกำจัด “ตัวสโตต” หรือนากจิ้งจอกร้ายที่กินลูกนกกีวี ผลลัพธ์คืออัตราการรอดชีวิตของลูกนกกีวีพุ่งสูงถึง 90% ซึ่งน่าทึ่งมาก!

  • ความร่วมมือชุมชน: อาสาสมัครนับพันตรวจกับดักทุกคืน
  • เทคโนโลยีช่วย: กล้องดักถ่ายภาพนกกีวีหลังบ้าน ชาวบ้านได้ยินเสียงร้องตอนปั่นจักรยานกลางคืน
  • การศึกษา: เด็กรู้จักนกกีวีผ่านโรงเรียนและรัฐสภา
  • เป้าหมายยั่งยืน: ไม่ใช่แค่นำกลับ แต่ให้อยู่รอดถาวร

มิเชล อิมพีย์ จาก Save the Kiwi กล่าวว่า “นี่คือพลังของคนธรรมดาที่ลุกขึ้นทำ ไม่ใช่แค่บริจาค แต่ลงมือจริง” ชาวเวลลิงตันเริ่มเห็นนกกีวีในชีวิตประจำวัน กลายเป็น “เพื่อนบ้านขนนุ่ม” ที่หายไปนาน

เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ทั่วโลก โดยเฉพาะไทยที่เผชิญปัญหาสัตว์ป่าหายากเช่นนกเงือกหรือเสือโคร่ง การรวมพลังชุมชนแบบนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ ลองนึกภาพกรุงเทพฯ มีนกยูงหรือสัตว์ป่ากลับมา!

คุณพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์หรือยัง? แบ่งปันเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ รู้ หรือเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์ใกล้บ้าน เช่น กองทุนสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย เริ่มจากเล็กๆ แต่เปลี่ยนโลกได้!

ที่มา – อาสาสมัครรวมพลัง พา “นกกีวี” กลับคืนเมืองหลวงนิวซีแลนด์ หลังหายไปกว่า 100 ปี

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

เหตุการณ์ นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองหลวงของประเทศ เมื่อพายุฝนกระหน่ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุดทั่วเกาะเหนือ รัฐบาลต้องรีบประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้

นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

นายแอนดรูว์ ลิตเติล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน เปิดเผยว่าปริมาณฝนที่ตกลงมาในเมืองหลวงสูงถึง 77 มิลลิเมตร ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติฝนตกหนักที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แรงดันน้ำมหาศาลทำให้ฝาท่อระบายน้ำหลุดกระเด็น และกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพายานพาหนะ รวมถึงรถยนต์ให้ไหลไปตามน้ำได้ง่ายดาย

หน่วยกู้ภัยและดับเพลิงต้องรับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือกว่า 150 ครั้งตลอดคืน มีรายงานดินสไลด์ทับบ้านเรือนในย่านคิงส์ตันและมอร์นิงตัน ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งค้นหาชายวัย 60 ปีในย่านคาโรริที่สูญหายหลังบ้านถูกน้ำท่วม โชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

ผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วมและดินถล่ม

น้ำท่วมฉับพลันทำให้ถนนหลายสายถูกตัดขาด เส้นทางคมนาคมเสียหายหนัก บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากถูกน้ำท่วม บางหลังถูกดินถล่มทับซ้อน สายการบินที่สนามบินเวลลิงตันต้องยกเลิกเที่ยวบิน โรงเรียนหลายแห่งปิดชั่วคราว ทางการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและเสี่ยงดินถล่ม โดยให้ไปพักกับญาติหรือศูนย์พักพิงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และห้ามเดินทางที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสภาพอากาศยังน่ากังวล โดยเฉพาะช่วงเย็นวันจันทร์

  • ฝนตกหนัก 77 มม./ชั่วโมง สูงสุดที่บันทึก
  • ดินถล่มทับบ้านในย่านคิงส์ตันและมอร์นิงตัน
  • สูญหาย 1 รายในย่านคาโรริ
  • ยกเลิกเที่ยวบินและปิดโรงเรียน

สาเหตุหลักมาจากไซโคลน “ไวอานู” ที่เพิ่งพัดผ่านเกาะเหนือสุดสัปดาห์ก่อน ทำให้ดินชุ่มน้ำและเสี่ยงถล่มง่าย เมื่อเจอฝนตกหนักซ้ำ สถานการณ์จึงเลวร้ายยิ่งขึ้น

มาตรการรับมือจากรัฐบาลนิวซีแลนด์

นายมาร์ก มิตเชลล์ รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินและการฟื้นฟู ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดสรรทรัพยากรช่วยเหลือเต็มที่ ชาวเวลลิงตันได้รับคำแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ และเตรียมรับมือคลื่นความกดอากาศต่ำระลอกใหม่ที่กำลังมา

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ต้องปรับปรุงระบบเตือนภัยและโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เช่น การขยายระบบระบายน้ำและกำแพงกันดินถล่ม

นอกจากนี้ ประชาชนควรมีแผนรับมือภัยพิบัติส่วนตัว เช่น เตรียมกระเป๋าเผชิญภัย มีวิทยุสื่อสาร และรู้เส้นทางอพยพที่ปลอดภัย เพื่อลดความสูญเสียในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถิติฝนตกหนักเช่นนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มภาวะโลกร้อนที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้น หากไม่มีการลดคาร์บอนไดออกไซด์ 事件แบบ นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม อาจเกิดบ่อยครั้ง

ติดตามข่าวสารภัยพิบัติล่าสุดและแบ่งปันข้อมูลนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมไทยด้วย หากคุณมีประสบการณ์รับมือน้ำท่วม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินกรุงเวลลิงตัน น้ำท่วมฉับพลัน-ดินถล่ม

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ สั่งอพยพด่วน

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือของนิวซีแลนด์อย่างรุนแรง พัดพาลมกระโชกแรงเกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝนตกหนักสะสม และคลื่นทะเลยักษ์ ทำให้ประชาชนนับร้อยต้องอพยพด่วน ไฟฟ้าดับกว่า 5,000 หลัง

ไซโคลนไวอานู ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์

พายุไซโคลนไวอานู หรือ Vaianu ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 3 ได้เคลื่อนตัวเข้าถล่มพื้นที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ สร้างความเสียหายหนักหน่วงจากลมพายุที่พัดกระหน่ำ ฝนที่เทลงมาอย่างไม่ขาดสาย และคลื่นลมทะเลขนาดใหญ่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในหลายจังหวัด เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้าย

ลมกระโชกแรงของไซโคลนไวอานูมีความเร็วสูงถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงพอที่จะพัดหลังคาบ้านเรือนปลิวว่อนและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะบริเวณอ่าวเบย์ ออฟ เพลนตี และโคโรแมนเดิล ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงมาก

ผลกระทบหลักจากไซโคลนไวอานู

  • ไฟฟ้าดับกว้างขวาง: บ้านเรือนกว่า 5,000 หลังไร้ไฟฟ้าในช่วงแรก แต่เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมและคืนสภาพได้บางส่วนแล้ว
  • ฝนตกหนัก: ที่เมืองวองกาเร มีฝนสะสมเกิน 100 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
  • คลื่นยักษ์และน้ำทะเลหนุน: คลื่นสูงหลายเมตรซัดเข้าฝั่ง ผสมกับน้ำทะเลหนุนสูง เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง
  • ความเสียหายโครงสร้าง: ต้นไม้หักโค่น ถนนขาด และอาคารเสียหายบางส่วน

กองกำลังป้องกันประเทศนิวซีแลนด์ถูกระดมเครื่องจักรหนักเพื่อช่วยเหลือการอพยพและกู้ภัย ประชาชนหลายร้อยคนจากพื้นที่เสี่ยงถูกนำตัวไปยังที่พักชั่วคราวที่ปลอดภัย

มาตรการรับมือและคำเตือนจากทางการ

นายมาร์ค มิตเชลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน กล่าวว่า แม้จะเตรียมการรับมือเต็มที่ แต่โชคดีที่ไซโคลนไวอานูเบี่ยงทางไปทางชายฝั่งตะวันออก ทำให้เมืองอ็อกแลนด์ ซึ่งมีประชากรกว่า 1.8 ล้านคน รอดพ้นจากจุดศูนย์กลางพายุได้อย่างหวุดหวิด "พายุเคลื่อนตัวออกไปทางขอบเกาะและมุ่งตะวันออกมากขึ้น นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องเจอกับความรุนแรงเต็มรูปแบบตามคาด" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางการยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงบ่ายที่อาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันตามชายฝั่ง ประชาชนได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและติดตามประกาศอย่างสม่ำเสมอ

เหตุการณ์ไซโคลนไวอานูนี้ชวนนึกถึงพายุไซโคลนกาเบรียลเมื่อปี 2023 ที่คร่าชีวิตผู้คน 11 รายและสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล ทั้งสองพายุมีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกัน โดยคาดว่าไซโคลนไวอานูจะผ่านตอนตะวันออกของเกาะเหนือและออกทางอ่าวฮอว์กในช่วงค่ำวันเดียวกัน โชคดีที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเปิดรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ไซโคลนไวอานูยังเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุลูกใหญ่เกิดบ่อยขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิก ชาวนิวซีแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเตรียมพร้อมที่ดี หากคุณอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ แนะนำให้ตรวจสอบแผนรับมือส่วนตัว เช่น เตรียมเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และวิทยุสื่อสารติดต่อฉุกเฉิน ติดตามข่าวสารล่าสุดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยสูงสุด สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมตัวล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญในการลดความสูญเสีย

ที่มา – ไซโคลน “ไวอานู” ถล่มเกาะเหนือนิวซีแลนด์ ลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก สั่งอพยพคนนับร้อย

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ตอกย้ำสมองไหล

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในนิวซีแลนด์เลยทีเดียว อดีตนายกฯ หญิงคนดังตัดสินใจย้ายไปอยู่กับสามีและลูกสาว ท่ามกลางวิกฤตสมองไหลที่กำลังรุนแรง ชาวนิวซีแลนด์นับหมื่นคนต้องทิ้งบ้านเกิดเพราะค่าครองชีพแพงและเศรษฐกิจไม่ดี

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย

สำนักงานของจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ยืนยันแล้วว่าเธอและครอบครัวได้ย้ายไปพักอาศัยในออสเตรเลียเรียบร้อย มีรายงานว่าพบเห็นครอบครัวนี้ไปดูบ้านในย่านนอร์เทิร์นบีช ซิดนีย์ สามีคลาร์ก เกย์ฟอร์ด และลูกสาวนีฟวัย 7 ขวบ ไปด้วย โฆษกบอกว่าย้ายเพราะมีงานที่นั่น และบินกลับนิวซีแลนด์สะดวกกว่า แต่ไม่ได้บอกตำแหน่งงานชัดๆ

เรื่องนี้敏感มากเพราะนิวซีแลนด์กำลังเจอปัญหาชาวบ้านย้ายออกทะลัก ในปีที่แล้วมีถึง 66,000 คน หรือวันละ 180 คน เลือกออสเตรเลียกว่า 60% เพราะเงินเดือนสูงกว่า สิทธิทำงานง่ายกว่าแบบ ANZAC brothers นี่แหละ

สาเหตุหลักของวิกฤตสมองไหล

ทำไมชาวกีวี (ชื่อเล่นคนนิวซีแลนด์) ถึงย้ายกันเพียบ? มาดูปัจจัยหลักกัน

  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ราคาของชำและสินค้าจำเป็นแพงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
  • เศรษฐกิจซบเซา: อัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 10 ปี (ยกเว้นโควิด) เศรษฐกิจถดถอย
  • ปัญหาที่อยู่อาศัย: บ้านแพง ค่าเช่าแพง คนรุ่นใหม่ซื้อบ้านไม่ได้
  • สวัสดิการ: สุขภาพและการศึกษามีช่องว่างเหลื่อมล้ำกว้าง

อลัน แกมเลน จากศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นฐาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกว่า “จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย เป็นสัญลักษณ์ของปัญหาทั้งหมด บางคนมองว่าเป็นการทิ้งบ้านเกิดในยามลำบาก”

ประวัติจาซินดา อาร์เดิร์น ผู้หญิงแกร่งของนิวซีแลนด์

จาซินดา อาร์เดิร์น ขึ้นเป็นนายกฯตอนอายุแค่ 37 ปี ในปี 2017 เป็นผู้นำหญิงอายุน้อยสุดในโลก เธอโด่งดังจากจัดการเหตุกราดยิงไครสต์เชิร์ชได้สุดยอด และรับมือโควิดแบบ zero covid ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ช่วงหลัง เธอเจอแรงกดดันหนัก ปัญหาบ้านแพง การประท้วงวัคซีน จนลาออกปี 2023 บอกว่า “หมดพลังแล้ว”

ตอนนี้เธอยังคึกคักในเวทีโลก เป็นอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด ดูแล Christchurch Call ต่อต้าน extremism ออนไลน์ และเพิ่งออกหนังสือ memoirs ปี 2025

ผลกระทบต่อนิวซีแลนด์และบทเรียน

การที่จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ไม่ใช่แค่ข่าวส่วนตัว แต่ตอกย้ำปัญหาใหญ่ สมองไหลทำให้ขาดบุคลากรคุณภาพ เศรษฐกิจยิ่งแย่ ประเทศต้องหาทางแก้ด่วน เช่น ลดค่าครองชีพ สร้างงานดีๆ ส่งเสริมการอยู่อาศัย

ในมุมมองเรา นี่เป็นอุทาหรณ์สำหรับไทยด้วยนะ ค่าครองชีพเราก็แพง คนเก่งๆ เริ่มย้ายไปสิงคโปร์ หรือออสเตรเลียบ้างแล้ว ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจเจอสมองไหลหนักได้ คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเศรษฐกิจโลกกับเรา!

ที่มา – “จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

Scroll to top