นิโกลัส มาดูโร

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562 สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกเดินทางจากเมืองไมอามีของสหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าสู่กรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี การบินเที่ยวปฐมฤกษ์นี้ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึง 3.5 ชั่วโมง ออกบินเวลา 10:16 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) และลงจอดที่สนามบินนานาชาติซิมอน โบลีวาร์ เวลา 13:36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกำหนดบินกลับไมอามีในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

รายละเอียดเที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา

อเมริกัน แอร์ไลน์ส ประกาศเป็นสายการบินสหรัฐฯ แห่งแรกที่กลับมาเปิดเส้นทางรายวันไปเวเนซุเอลา ใช้เครื่องบิน Embraer 175 แบบสองชั้นโดยสาร ดำเนินการโดย Envoy ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่สายการบินเป็นเจ้าของเต็มจำนวน บรรยากาศที่สนามบินไมอามีคึกคักมาก พนักงาน TSA แสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นจุดหมายการากัส ขณะที่บนเครื่องมีผู้โดยสารเต็ม 2 ใน 3 ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐ

การกลับมาของ เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ จับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม และทรัมป์สั่งยกเลิกคำสั่งห้ามบินเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ห้ามบินตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังปรับปรุงความสัมพันธ์ทางทูตและเศรษฐกิจ

ราคาตั๋วและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ราคาตั๋วไป-กลับจากไมอามีไปการากัสเริ่มต้นกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,500 บาท) ขึ้นอยู่กับวันที่และประเภทตั๋ว การฟื้นฟูเส้นทางบินนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการเดินทางของชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยในสหรัฐฯ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในไมอามีที่เป็นชุมชนเวเนซุเอลาใหญ่

  • ประโยชน์หลัก: ฟื้นฟูเศรษฐกิจเวเนซุเอลา
  • เพิ่มการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ
  • ลดต้นทุนการเดินทางสำหรับครอบครัวที่พลัดถิ่น
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากอเมริกัน แอร์ไลน์ส ยังมีสายการบินอื่นๆ เตรียมตามมา เช่น LATAM ทำให้การเชื่อมต่อทางอากาศดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปีนี้จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนถึงความหวังในอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญในการบิน แต่ยังแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็ว หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปเวเนซุเอลา ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสม! ติดตามข่าวสารล่าสุดและจองตั๋วเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่

ที่มา – เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน สถานการณ์ในคิวบากำลังย่ำแย่ลงทุกวัน เมื่อเกิดเหตุไฟดับทั่วประเทศครั้งใหญ่ในวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบทั้งประเทศกว่า 11 ล้านคน รัฐบาลต้องเร่งประกาศมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ เจ้าหน้าที่คิวบาแจ้งว่า ระบบไฟฟ้าตัดขาดอย่างสมบูรณ์ทั่วทั้งเกาะ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความมืดมิดและความเดือดร้อนหนัก กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่โพสต์ผ่าน X ว่าหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ยังทำงานปกติไม่ได้มีปัญหา แต่โครงข่ายทั้งระบบล่มสลาย สถานการณ์นี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณอันตรายของวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรง

สาเหตุหลักจากโครงข่ายไฟฟ้าเก่าแก่และเสื่อมโทรม

โครงข่ายไฟฟ้าของคิวบาเสื่อมสภาพมานานหลายปี เนื่องจากขาดการบำรุงรักษา รัฐบาลโทษสหรัฐฯ ที่คว่ำบาตร โดยเฉพาะหลังจับกุมนิโกลัส มาดูโร จากเวเนซุเอลา ทำให้ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดนัลด์ ทรัมป์ ยังขู่ว่าจะเก็บภาษีประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา พร้อมเสนอให้ปล่อยนักโทษการเมืองเพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร

ศาสตราจารย์วิลเลียม เลอกรานด์ จากมหาวิทยาลัยอเมริกัน วิเคราะห์ว่า โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าใช้งานเกินอายุขัยมาก ช่างเทคนิคต้องใช้ ‘เวทมนตร์’ ในการประคองระบบให้ทำงานต่อไป หากไม่ลดการใช้พลังงานลงมากและหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน อาจนำไปสู่เศรษฐกิจล่มสลาย ความวุ่นวายสังคม และการอพยพครั้งใหญ่

มาตรการรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาลคิวบา

รัฐบาลประกาศมาตรการฉุกเฉิน เช่น ลดชั่วโมงเรียน เลื่อนงานวัฒนธรรม-กีฬา ลดบริการขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาลหลายแห่งให้บริการจำกัด ขยะสะสมเพราะรถขยะขาดเชื้อเพลิง ประชาชนทั่วฮาวานาต้องเผชิญคำถาม ‘ไฟจะดับเมื่อไหร่ ดับนานเท่าไหร่’ กลางคืนเมืองมืดสนิท เห็นดาวชัดเจน

  • ไฟดับทั่วประเทศครั้งที่ 3 ใน 4 เดือน
  • กระทบประชาชน 11 ล้านคน
  • โครงข่ายไฟฟ้าเก่าแก่เสื่อมโทรม
  • ขาดแคลนเชื้อเพลิงจากคว่ำบาตรสหรัฐฯ
  • มาตรการประหยัด: ลดเรียน ลดขนส่ง ลดบริการโรงพยาบาล

นายดั๊ก มาโดรี ผู้เชี่ยวชาญอินเทอร์เน็ต ระบุกับ CNN ว่าการใช้อินเทอร์เน็ตเหลือแค่ 1 ใน 3 ของปกติ สถานการณ์นี้สะท้อนวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คิวบา

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หากคิวบาหารือกับนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาได้เร็ว ประชาชนอาจไม่ต้องทุกข์ยากนานขนาดนี้ คุณคิดว่าคิวบาจะฟื้นตัวได้อย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลก โดยเฉพาะในเวเนซุเอลาที่กำลังเผชิญวิกฤตมานาน ล่าสุด ประธานสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายฉบับใหม่มากกว่า 1,500 คนแล้ว รัฐบาลเริ่มดำเนินการปล่อยตัวทันทีหลังกฎหมายผ่านสภาเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนว่ายังไม่ชัดเจนและมีข้อจำกัดมากมาย

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน: รายละเอียดสำคัญ

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ว่ามีนักโทษการเมืองถึง 1,557 รายที่ยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อวันพฤหัสบดี รัฐบาลกำลังพิจารณาคำร้องโดยทันที และตั้งเป้าปล่อยตัวได้ถึง 11,000 คนในที่สุด กลุ่มแรกที่จะได้รับอิสรภาพคือผู้ต้องขังในคุก “เอล เฮลิคอยด์” ซึ่งเป็นคุกอื้อฉาวในกรุงการากัส คาดว่าจะปล่อยตัวภายในไม่กี่ชั่วโมง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ส่งกองกำลังบุกจับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีคนก่อน เมื่อ 3 มกราคม สหรัฐฯ กดดันให้รัฐบาลรักษาการปล่อยนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังยาวนานในสมัยมาดูโร ล่าสุด มีการปล่อยตัวนายฮวน ปาโบล กวานิปา นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังด้วย

ข้อจำกัดและเสียงวิจารณ์ต่อเวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

แม้จะดูเป็นข่าวดี แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการชี้ว่ากฎหมายมี “เงื่อนไขแฝง” โดยเฉพาะไม่ให้อภัยโทษผู้ที่เคยเรียกร้องให้ต่างชาติแทรกแซงด้วยกำลังทหาร ข้อกำหนดนี้น่าจะพุ่งเป้านางมารีอา กอรีนา มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพล่าสุด นอกจากนี้ ยังกีดกันนายทหารที่เคยก่อกบฏต่อต้านมาดูโรหลายสิบนาย

  • จำนวนคำร้อง: 1,557 ราย
  • เป้าหมายปล่อยตัว: สูงสุด 11,000 คน
  • คุกแรกที่ปล่อย: เอล เฮลิคอยด์
  • เงื่อนไขสำคัญ: ไม่ครอบคลุมผู้เรียกร้องแทรกแซงทหาร

ปัจจุบัน นายมาดูโรและภรรยานางซีเลีย ฟลอเรส ถูกคุมขังในสหรัฐฯ รอพิจารณาคดีข้อหายาเสพติดและอาวุธ มาดูโรรับว่าตนเป็นเชลยศึก คุกเอล เฮลิคอยด์ถูกประณามเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยสัญญาจะปิดสถานที่นี้ถาวรหลังจับกุมมาดูโร บรรดาญาติผู้ต้องขังบางส่วนประท้วงอดอาหารกดดันให้ปล่อยตัวเร็วขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนวิกฤตการเมืองเวเนซุเอลาที่ยืดเยื้อมานาน ปัจจุบันรัฐบาลรักษาการถูกกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตย การปล่อยตัวนักโทษการเมืองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู แต่ข้อจำกัดในกฎหมายทำให้หลายฝ่ายสงสัยในเจตนาจริงๆ นักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อลดแรงกดดันจากภายนอกเท่านั้น

เวเนซุเอลากำลังเข้าสู่ยุคใหม่หรือไม่? การติดตามพัฒนาการจะสำคัญมาก หากคุณสนใจข่าวการเมืองต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

ที่มา – เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือลักลอบ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยทางการอ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นตามข่าวกรองที่ยืนยันว่าเรือทั้งสามลำกำลังเคลื่อนไหวตามเส้นทางขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี ในเรือลำแรกที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก มีสมาชิกเพศชายเสียชีวิต 4 ราย ลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ โพสต์แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือเหล่านี้มีส่วนร่วมในการลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน”

บริบทของปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดมากกว่า 40 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 130 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม ความถี่ของปฏิบัติการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลเวเนซเอลามีส่วนร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ออกจากซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันจากยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าบนเรือมียาเสพติดจริงหรือไม่

ข้อถกเถียงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนวิจารณ์ปฏิบัติการนี้อย่างหนัก โดยชี้ว่าการโจมตีพลเรือนโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอาจขัดต่อกฎหมายสากล นอกจากนี้ การขาดหลักฐานยืนยันการขนยาเสพติดทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการกระทำดังกล่าว

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 11 รายจากเรือ 3 ลำ
  • สถานที่: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน
  • วันที่: 17 ก.พ. 2569
  • จำนวนปฏิบัติการสะสม: กว่า 40 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีแบบนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลเวเนซเอลา แต่หลังการจับกุมมาดูโร ความรุนแรงลดลง สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยบุกขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ไล่ตามจากทะเลแคริบเบียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ซึ่งติดธงชาติปานามา มาจากทะเลแคริบเบียนไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือลำนี้ถูกสงสัยว่าช่วยเวเนซุเอลาขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นี่เป็นเรือลำที่ 7 ที่ถูกยึดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการปลายปีก่อน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกแถลงการณ์ว่า “ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” พร้อมเผยวิดีโอและภาพการบุกตรวจค้น พวกเขาย้ำสิทธิในการสกัดกั้นทางทะเล แม้ยังไม่ระบุชัดว่าจะยึดเรือหรือปล่อยต่อ แต่ชัดเจนว่า “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย” ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทะเล สหรัฐฯ จะตามล่าจนกว่าจะได้ตัว

เส้นทางและปริมาณน้ำมันของเรือเวโรนิกา 3

ตามข้อมูลจาก TankerTrackers.com เรือเวโรนิกา 3 ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในการบุกบ้านพักที่กรุงการากัส เรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 1.9 ล้านบาร์เรล และมีประวัติเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2566

  • ออกเดินทางจากเวเนซุเอลา 3 ม.ค. 2569
  • ไล่ล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย
  • บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรล
  • เรือลำที่ 7 ที่ถูกสหรัฐฯ จับในปฏิบัติการนี้

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกเรือ “อากีลา 2” (Aquila II) ในลักษณะเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของเพนตากอนในการบังคับใช้การคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างหนัก จากข้อมูลของ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสหรัฐฯ เดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งเหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบครึ่ง มีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับ Chevron และมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินการได้ปกติ

นี่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อรัฐบาลมาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่พึ่งพาน้ำมันถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แมตต์ สมิธ จาก Kpler วิเคราะห์กับ BBC ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูง สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีติดตามเรือขั้นสูง ขีดความสามารถทางทหารที่เหนือชั้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้เรือต้องสงสัยหนีไม่พ้น

ความสำคัญของปฏิบัติการนี้ในบริบท geopolitics

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่แค่การจับเรือ แต่เป็นสัญญาณถึงการรักษาอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล มันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการไกลถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเวเนซุเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่ลง รายได้จากน้ำมันลด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ขณะที่พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านก็ถูกกระทบ เพราะเรือเหล่านี้มักใช้เป็นเครือข่าย shadow fleet ในการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน ปฏิบัติการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเสรีภาพการเดินเรือสากล คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก สถานการณ์ในคิวบากำลังย่ำแย่หนัก เมื่อทางการตัดสินใจยกเลิกงานเทศกาลใหญ่ประจำปี ท่ามกลางปัญหาพลังงานที่รุนแรงจากนโยบายสหรัฐฯ

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิวบาตัดสินใจระงับการจัด Festival del Habano เทศกาลซิการ์ชื่อดังในกรุงฮาวานา หลังจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการจัดงานประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า งานที่กำหนดไว้ 5 วันในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด

สาเหตุหลักมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งเกิดจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงินโดยสหรัฐฯ ทำให้คิวบาขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก โดยปกติคิวบาจะได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังสหรัฐฯ จับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ในกรุงการากัสตอนต้นเดือนมกราคม การส่งน้ำมัน也被ปิดกั้นทั้งหมด

ผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตพลังงานในคิวบา

ปัญหาไฟดับกลายเป็นเรื่องปกติ โดยบางวันไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก นอกจากนี้ยังขาดเชื้อเพลิงการบิน สายการบินหลายแห่งยกเลิกเที่ยวบินไปคิวบา ขณะที่สหราชอาณาจักรออกคำเตือนห้ามเดินทางหากไม่จำเป็น

  • ไฟดับยาวนาน สูงสุด 18 ชั่วโมงต่อวัน
  • โรงพยาบาลและผู้ป่วยได้รับผลกระทบโดยตรง
  • ระบบสูบน้ำหยุดชะงัก ขาดน้ำสะอาด
  • การบินและการท่องเที่ยวหยุดชะงัก
  • เศรษฐกิจทรุดตัวจากขาดพลังงาน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” มิเช่นนั้นจะเผชิญผลที่ตามมา ซึ่งยังไม่ระบุชัดเจน

เทศกาลซิการ์คิวบา: มรดกที่ถูกระงับ

ซิการ์คิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดของโลก แต่ถูกห้ามในสหรัฐฯ จากการคว่ำบาตรยาวนาน เทศกาล Festival del Habano ดึงดูดนักเดินทางกว่า 1,300 คนจาก 70 ประเทศในแต่ละปี ผู้เข้าร่วมได้ลิ้มลองซิการ์ชั้นนำ เยี่ยมไร่ยาสูบและโรงงานผลิต แม้การท่องเที่ยวจะถูกจำกัดจาก санкции แต่ปีนี้ผู้จัดหวังรอสถานการณ์ดีขึ้นก่อนกำหนดวันใหม่

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบเทศกาล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของคิวบา ประวัติศาสตร์การคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ทำให้เศรษฐกิจเกาะคาริบเบียนพึ่งพาพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลา เมื่อพันธมิตรถูกกดดัน ผลกระทบก็ลามมาถึงทุกภาคส่วน การเลื่อนเทศกาลซิการ์จึงเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของระบบ

นอกจากนี้ คิวบายังพยายามหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหรือจีน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหาจะยืดเยื้อ หากไม่มีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และคิวบา

ในมุมมองของผู้เขียน คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการเมืองระหว่างประเทศส่งผลต่อวัฒนธรรมและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างไร ผู้รักซิการ์ทั่วโลกคงต้องรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ขอให้สถานการณ์คลี่คลายเร็ววัน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ สถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตาของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ทางการเวเนซุเอลาได้ประกาศปล่อยตัวนักโทษการเมืองเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาและความพยายามในการสร้างความปรองดองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจำนวนนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจริง รวมถึงเงื่อนไขและกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางการเวเนซุเอลาได้ดำเนินการปล่อยตัวนักโทษการเมือง 116 คน หลังจากก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการกดดันต่างๆ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัวนักโทษการเมืองและดำเนินกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ถึงแม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะระบุว่าการปล่อยตัวนักโทษการเมืองครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความปรองดอง แต่ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ว่า จำนวนนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวจริงนั้นต่ำกว่าที่รัฐบาลประกาศ และยังมีนักโทษการเมืองอีกจำนวนมากที่ยังคงถูกคุมขังอยู่

สถานการณ์ล่าสุดเรื่อง เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม

ตามรายงานขององค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง พบว่ามีนักโทษการเมืองเพียงประมาณ 50 คนเท่านั้นที่ได้รับการปล่อยตัวนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเวเนซุเอลาก่อนหน้านี้ได้ให้สัญญาว่าจะปล่อยตัวผู้ที่ถูกจำคุกในสมัยของประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เข้าร่วมการประท้วงหลังจากการเลือกตั้งในปี 2567

ญาติพี่น้องของผู้ถูกคุมขังยังคงเฝ้ารออยู่ที่หน้าเรือนจำหลายแห่งในเวเนซุเอลาด้วยความกระวนกระวายใจ เนื่องจากคนที่พวกเขารอคอยยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเสียที ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงความยินดีกับการปล่อยตัวนักโทษชุดแรก และหวังว่าพวกเขาจะจดจำได้ว่าสหรัฐฯ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดการณ์ว่ายังมีนักโทษการเมืองอีกประมาณ 800 ถึง 1,200 คนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา กำลังเจรจากับวอชิงตันในหลายประเด็น ท่ามกลางความสนใจของสหรัฐฯ ในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยังคงเปิดกว้างสำหรับการพบปะกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา และระบุว่ารัฐบาลของเขากำลังประสานงานกับรัฐบาลของเธอได้เป็นอย่างดี คณะทูตของสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกรุงการากัสเพื่อหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตเวเนซุเอลาในกรุงวอชิงตันอีกครั้ง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นเพียงก้าวหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ และยังคงต้องติดตามต่อไปว่ากระบวนการเจรจาและความพยายามในการสร้างความปรองดองจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการกดดันให้เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักโทษการเมือง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ และการที่นานาชาติให้ความสนใจและจับตามองสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้

ที่มา – เวเนซุเอลาปล่อยนักโทษการเมืองเพิ่ม หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

วุฒิสภาสหรัฐฯ **จำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา**

วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม เพื่อหวังสกัดไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลาโดยที่รัฐสภาไม่อนุญาตอีก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่ร่วมกันร่างโดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารต่อเวเนซุเอลาเพิ่มเติม หลังทรัมป์สั่งโจมตีและจับตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า

มาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 52 เสียง และคัดค้าน 47 เสียง โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนลงคะแนนเห็นชอบ พร้อมด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกันอีก 5 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ทอดด์ ยัง, ลิซา เมอร์คอวสกี, จอช ฮอว์ลีย์ และซูซาน คอลลินส์

มติดังกล่าวซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสมาชิก ทิม เคน จากพรรคเดโมแครต กำหนดให้ทรัมป์ต้องขออนุญาตก่อนที่จะโจมตีหรือใช้กำลังทหารต่อเวเนซุเอลา โดยหากวุฒิสภาให้การรับรองร่างมตินี้ในขั้นตอนสุดท้าย ร่างดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและต้องได้รับการลงนามโดยทรัมป์จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่นายทรัมป์จะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่การลงมติครั้งนี้ก็ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีอย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้โดยระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนมตินี้ ไม่ควรได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

“การลงมติครั้งนี้ขัดขวางการป้องกันตนเองและความมั่นคงของชาติอเมริกันอย่างร้ายแรง โดยเป็นการริดรอนอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยระบุด้วยว่า ร่างมติอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเวียดนามที่สภาคองเกรสออกมาเพื่อหยุดยั้งประธานาธิบดีจากการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัตินั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการบุกจู่โจมเมื่อวันเสาร์ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายค้ายาเสพติด” นายทรัมป์ก็ออกมาระบุว่า เขาไม่ได้บอกฝ่ายนิติบัญญัติล่วงหน้าเพราะ “สภาคองเกรสชอบทำข้อมูลรั่วไหล”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งโต้แย้งว่าการบุกจู่โจมเวเนซุเอลานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องจมดิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การลงมติของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในการจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา รวมถึงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ผลกระทบจากมติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา

การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา บ่งชี้ถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของฝ่ายบริหาร และความพยายามที่จะรักษาสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มติดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นก่อนที่จะใช้กำลังทหารในเวเนซุเอลา และอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลา

นอกจากนี้ มติจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีเอกภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ กล้าที่จะท้าทายบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ออกมาตอบโต้และกล่าวหาว่าสมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนมติเป็นการ “ริดรอนอำนาจ” ของประธานาธิบดี สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำรงอยู่และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และการตัดสินใจของสหรัฐฯ จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศนี้ การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ พยายามจำกัดอำนาจทรัมป์ในเวเนซุเอลา จึงเป็นเหตุการณ์ที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ในเวเนซุเอลา

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจนานหลายปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ เข้ากันได้ดีอย่างมากกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับพวกเขาเป็นนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยระหว่างนั้น นายทรัมป์แย้มว่า สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี

“เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดูแลเวเนซุเอลาไปนานเพียงใด” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะนานกว่านั้นมาก”

“เราจะฟื้นฟูประเทศนั้นด้วยวิธีที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลา “เรากำลังจะใช้ประโยชน์จากน้ำมัน และเรากำลังจะเข้าไปดูแลทรัพยากรน้ำมัน เรากำลังทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเราจะมอบเงินให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างมากในตอนนี้”

ทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ดีมาก กับรัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร มาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จนกระทั่งนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังมอบทุกอย่างที่เราเห็นว่าจำเป็นให้แก่เรา” ทรัมป์กล่าวโดยอ้างถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯ เผยแผนการที่จะกลั่นและจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาจำนวนสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักเอาไว้ในเวเนซุเอลาภายใต้มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ

แต่นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจไม่มอบอำนาจในเวเนซุเอลาให้กับฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันเคยถือว่าเป็นผู้ชนะที่ชอบธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

นอกจากนั้น ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะผ่อนท่าทีต่อโคลอมเบีย โดยเชิญนาย กุสตาโว เปโตร ผู้นำของโคลอมเบียให้เดินทางเยือนวอชิงตัน หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย และเรียกผู้นำรายนี้ว่าเป็น “คนป่วย”

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ผู้ซึ่งโทรมาอธิบายถึงสถานการณ์ยาเสพติดและความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เราเคยมีต่อกัน ผมซาบซึ้งในสายที่โทรเข้ามาและน้ำเสียงของเขา และตั้งตารอที่จะได้พบกับเขาในอนาคตอันใกล้นี้”

ทางด้านเปโตรบรรยายถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งแรกกับทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างฉันมิตร ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเปโตรกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และดูเหมือนจะช่วยสลายความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารในทันทีลงได้

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า ตัวแทนจาก 3 บริษัทน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ อันได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, โคโนโกฟิลลิปส์ และ เชฟรอน จะเข้าร่วมการประชุม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้า การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา รวมถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา

การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี จริงหรือไม่?

ความเป็นไปได้ที่ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองภายในเวเนซุเอลา, การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ, และนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง

ทำไมทรัมป์ถึงมองว่าการบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันและฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญอย่างมาก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดองในชาติก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การที่ทรัมป์ออกมาเปิดเผยถึงความเป็นไปได้นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภายในประเทศและภูมิภาคโดยรอบ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

Scroll to top