นโยบายประชาชน

ชี้เพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล รับผิดชอบเสียงประชาชน

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ นะคะ กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่เลือกเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หลายคนอาจจะงงๆ หรือมีคำถามในใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ในเมื่อก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลมาหลายรอบ จนสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือ “เดียร์ ขัตติยา” รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) อย่างชัดเจน โดยย้ำว่าการที่เพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เพราะอยากได้อำนาจอะไรทั้งนั้น แต่เป็นเพราะความรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมาเพื่อทำงานให้เกิดผลจริงๆ ค่ะ ถ้าพรรคเพื่อไทยเลือกไปนั่งเป็นฝ่ายค้านแทน นโยบายดีๆ ที่เราสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมหรอกนะคะ คะแนนเสียงที่ทุกคนตั้งใจกดให้ก็จะสูญเปล่าไปโดยปริยาย

เพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล

การตัดสินใจเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นทางเลือกที่หนักแน่นและรับผิดชอบที่สุดต่อประเทศชาติและคะแนนเสียงของประชาชน พรรคเพื่อไทยยืนยันมาตลอดว่านโยบายที่ดีต้องไม่ใช่แค่นโยบายสวยๆ บนกระดาษ แต่ต้องทำได้จริง ส่งมอบได้จริง และเห็นผลได้จริงต่อชีวิตคนไทยทุกคน การเข้าร่วมรัฐบาลจึงเป็นโอกาสที่จะใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการผลักดันนโยบายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นทันที ไม่ใช่แค่นั่งวิจารณ์เฉยๆ จากม้านั่งฝ่ายค้าน

หากเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน จะเกิดอะไรขึ้น?

สมมติว่าเพื่อไทยเลือกเป็นฝ่ายค้าน นโยบายที่ครอบคลุมทุกกระทรวงอย่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ยกระดับทักษะแรงงาน และยกระดับคุณภาพชีวิต ก็จะติดขัดไปหมด เพราะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจจริงๆ ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาหนักๆ หลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้สินครัวเรือนสูง การว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ไม่มีพรรคไหนแก้ได้คนเดียว ดังนั้นการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองจึงจำเป็นมาก เพื่อพาปประเทศเดินหน้าต่อไป

  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ผ่านมาตรการลดภาษี ลดค่าน้ำมัน ลดค่าไฟ เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้น
  • เพิ่มรายได้: ส่งเสริมอาชีพใหม่ๆ สร้างงาน สนับสนุน SME และฟรีแลนซ์
  • ยกระดับทักษะ: อบรมฟรี โครงการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อแข่งขันในยุคดิจิทัล
  • คุณภาพชีวิต: สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ หากได้โอกาสในรัฐบาล เราพร้อมเดินหน้าทันที ไม่ต้องรอ! พรรคเพื่อไทยพร้อมรับทุกคำวิจารณ์ และพิสูจน์ด้วยผลงานจริงๆ ในทุกวันค่ะ

ในมุมมองของเรา การที่เพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของนักการเมืองที่คิดถึงประชาชนก่อนตัวเอง สถานการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความขัดแย้งมานาน ถ้าการร่วมมือแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ประเทศเราก็จะก้าวหน้าขึ้นเยอะเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การปฏิรูป หรือแม้แต่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนที่เลือกเพื่อไทยมั่นใจได้เลยค่ะ ว่าคะแนนเสียงของทุกคนจะไม่สูญเปล่าแน่นอน เราจะทำงานหนักเพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงๆ

ความเห็นส่วนตัว: การตัดสินใจเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทยให้ดีขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะคะ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเมืองและนโยบายเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – ชี้ เพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน เดินหน้านโยบายไม่ได้ เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อรับผิดชอบเสียงประชาชน

“ยศชนัน” ย้ำกระแสรักชาติ ไม่มีผลกับเลือกตั้ง มั่นใจอีสาน ได้ สส. เพิ่ม

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ “ยศชนัน” ย้ำกระแสรักชาติ ไม่มีผลกับเลือกตั้ง มั่นใจอีสาน ได้ สส. เพิ่ม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เดินหน้าลุยพื้นที่อีสานอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี เขต 7 ที่เคยเป็นฐานเก่าแต่มี สส. ย้ายพรรคไป มั่นใจว่าจะทวงคืนได้ด้วยนโยบายที่ตรงใจประชาชน

“ยศชนัน” ย้ำกระแสรักชาติ ไม่มีผลกับเลือกตั้ง มั่นใจอีสาน ได้ สส. เพิ่ม

วันที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่จังหวัดอุบลราชธานี นายยศชนันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยย้ำถึงกลยุทธ์การหาเสียงที่เน้นสื่อสารนโยบายหลัก เช่น คนไทยไร้จน และ ประกันกำไร ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากฟัง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เขาเชื่อว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และทีมงานกำลังลงพื้นที่สื่อสารทั้งเวทีใหญ่และเวทีเล็กขนานกัน

มั่นใจทวงคืนเขต 7 อุบลราชธานี และได้ สส. อีสานเพิ่ม

เมื่อถูกถามถึงโอกาสในภาคอีสานทั้ง 133 เขต นายยศชนันตอบชัดเจนว่า “คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็มากกว่าครั้งที่แล้ว” เขามั่นใจในฐานเสียงอีสานที่ผูกพันมาอย่างยาวนาน ด้วยความจริงใจและนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนจริง เช่น การดูแลปากท้องและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน

สำหรับการปราศรัยที่ย้ำเรื่อง “กตัญญูรู้คุณ” นั้น ไม่ใช่การโจมตีคนย้ายพรรค แต่เป็นการเตือนใจนักการเมืองทุกคนว่าสิ่งสำคัญคือประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยยกทัพใหญ่ลงพื้นที่ทุกเขต ไม่ใช่เฉพาะเขต 7 แต่เป็นการประจวบเหมาะที่หลายเวทีมาบรรจบกัน

กระแสรักชาติและปัญหาชายแดน ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน

นายยศชนันย้ำว่า กระแสรักชาติไม่มีผลกับการเลือกตั้ง เพราะเรื่องปกป้องชายแดนและอธิปไตยเป็นวาระชาติที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะพรรคไหน เขาเน้นสื่อสารเรื่องนี้ในพื้นที่อีสานใต้ เพื่อยืนยันว่าจะปกป้องสันติสุขและช่วยเหลือประชาชนชายแดนทุกจังหวัด ไม่ใช่แค่อุบลราชธานีเท่านั้น

แม้จะถูกมองว่าเป็นจุดอ่อน แต่ยศชนันมองว่าไม่เกี่ยว เพราะทุกฝ่ายอยู่ฝั่งเดียวกัน และต้องเดินหน้าสร้างความสงบสุขให้เร็วที่สุด สำหรับกระแสชาตินิยมจากพรรคฝั่งสีน้ำเงินในโค้งสุดท้าย เขาย้ำว่า “ไม่มีผล” เพราะพรรคเพื่อไทยสื่อสารมาตลอดว่านี่คือเรื่องของชาติที่รวมใจกัน

  • ปกป้องอธิปไตยและชายแดน
  • เยียวยาประชาชนชายแดน
  • นโยบายคนไทยไร้จน ประกันกำไร
  • สื่อสารนโยบายแบบองค์รวม

กรณีคลิปเสียงล็อกตำแหน่งนายกฯ ที่หลุดออกมา นายยศชนันไม่วิจารณ์ตรงๆ แต่เชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเองได้ และเคารพการเลือกตั้งที่เน้นนโยบายช่วยประชาชน คลิปดังกล่าวสอดคล้องกับกรณีผู้สมัคร สส.กาญจนบุรีถูกข่มขู่ ซึ่งเขามองว่าเป็น “การเมืองแบบเก่า” ที่ประชาชนเริ่มเบื่อ และไทยต้องก้าวไปข้างหน้าโดยไม่แตกแยก

แม้ช่วงโค้งสุดท้ายจะมีข่าวสารมากมาย แต่ยศชนันยืนยันว่าการลงพื้นที่ต่อเนื่อง ผู้สมัครเข้มแข็ง และนโยบายชัดเจน จะทำให้ประชาชนให้โอกาสอีกครั้ง

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนแปลง ลองติดตามนโยบายพรรคเพื่อไทยที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง คุณคิดอย่างไรกับกระแสรักชาติในครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “ยศชนัน” ย้ำกระแสรักชาติ ไม่มีผลกับเลือกตั้ง มั่นใจอีสาน ได้ สส. เพิ่ม

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวนขึ้นเวทีระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการน้ำท่วมที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนตั้งคำถามว่านายทวิวงศ์กำลังเปลี่ยนขั้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาแจงแล้วว่า ยังคงยืนหยัดในบทบาทฝ่ายค้าน และยืนยันว่าจะเลือก “นายกฯ เท้ง” จากพรรคประชาชน หากได้ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง

นายทวิวงศ์ โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ โดยย้ำว่า การขึ้นเวทีครั้งนี้เป็นเพียงการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมให้รัฐบาลรับทราบ ไม่ใช่การสัญญาหรือเปลี่ยนพรรคการเมือง เขาย้อนถึงเหตุการณ์ในปี 2567 ที่เคยเข้าไปเสนอแนะกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ ส.ส. ที่ต้องเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบางบาลและพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

จากภาพที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงให้นายอนุทิน พูดกับนายทวิวงศ์บนเวทีว่า “เลือกเต้ให้เต้มาเลือกหนู” ซึ่งหลายคนตีความว่าอาจเป็นสัญญาณการรวมพรรคหรือเปลี่ยนฝ่าย แต่ตัวแทนจากพรรคประชาชนยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขายังคงเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นในสภา และหากประชาชนมอบความไว้วางใจให้ลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง เขาจะลงในนามพรรคประชาชนเท่านั้น

นายทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า การเลือก “เต้ ทวิวงศ์” จะได้ “นายกฯ เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน โดยไม่ต้องสงสัย เขาเชื่อว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เลือกนโยบายก้าวหน้าและการแก้ปัญหาจากรากฐานของพรรคประชาชน ซึ่งมุ่งแก้โครงสร้างปัญหาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซาก

ข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

ในฐานะตัวแทนชาวอยุธยา นายทวิวงศ์ ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญน้ำท่วมหนัก โดยข้อเสนอเหล่านี้มาจากการรับฟังปัญหาจริงในพื้นที่ และหวังให้เกิดการปฏิบัติที่รวดเร็วและทั่วถึง

  • การชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย: รัฐบาลควรโอนเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วเหมือนปีที่แล้ว หากอนุมัติงบกลางรายการฉุกเฉินได้ไว จะช่วยลดความทุกข์ทนของประชาชนได้มาก โดยเฉพาะเกษตรกรและครอบครัวที่สูญเสียรายได้
  • จัดสรรน้ำดื่มสะอาด: ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งรถน้ำดื่มไปยังจุดอพยพและตำบลต่างๆ ฟรี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานในช่วงภัยพิบัติ
  • ชดเชยความเสียหายบ้านเรือน: หลังน้ำลด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรลงพื้นที่เก็บข้อมูลความเสียหายจริง และจ่ายค่าชดเชยตามราคาตลาด เพื่อให้ประชาชนซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยงบประมาณและคำสั่งจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยนายทวิวงศ์ ชี้ว่าการรวมพลังทุกฝ่ายในช่วงภัยพิบัติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ประชาชนคือผู้เดือดร้อนที่รอความช่วยเหลือทุกวัน

ในงานแถลงของนายกรัฐมนตรีวันนั้น นายทวิวงศ์ เข้าไปสังเกตการณ์และนำข้อเสนอเสนอต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยยอมขึ้นเวทีตามคำเชิญด้วยมารยาท เพื่อแสดงให้ชาวบางบาลเห็นว่านักการเมืองทุกคนต้องร่วมมือเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมืองส่วนตัว

สุดท้าย นายทวิวงศ์ ขอยืนยันอีกครั้งว่า เขาจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ในสภา แต่เมื่อลงพื้นที่ จะเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยาเสมอ และหากเลือกตั้งครั้งหน้า “เลือก เต้ ทวิวงศ์ ได้ นโยบายแก้ปัญหาเพื่อประชาชน โดยพรรคประชาชน แน่นอนครับ”

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังต้องการความร่วมมือข้ามพรรค โดยเฉพาะในวิกฤตภัยพิบัติ หากนักการเมืองทุกคนมุ่งเน้นประชาชนมากกว่าอำนาจ การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและสนับสนุนนโยบายที่แก้ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่คำพูด ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกคนเลือกพรรคที่มีวิสัยทัศน์ยั่งยืน เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ชวนคุณผู้อ่านแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

Scroll to top