นโยบายสาธารณะ

ผลักดันกรุงเทพฯ เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในยุคที่การเลือกตั้งท้องถิ่นทวีความสำคัญมากขึ้น แอมเนสตี้และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันส่งเสียงสะท้อนถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อร่วมกันผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่เพียงวาทกรรมทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทางเท้าไปจนถึงสวัสดิการพื้นฐาน

ผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การพัฒนาเมืองในมุมมองใหม่ไม่ได้ถูกวัดเพียงแค่ความทันสมัยหรือความเป็นระเบียบ แต่ต้องตั้งคำถามว่าเมืองนั้นโอบรับความหลากหลายและดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร แอมเนสตี้ ประเทศไทยชี้ว่า นี่คือหัวใจสำคัญของการทำให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชนในการตรวจสอบนโยบายของผู้บริหารเมือง

เสียงจากภาคประชาสังคมต่อการผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิอิสรชน เครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ต่างมีความต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าเมืองที่น่าอยู่คือเมืองที่ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง เมื่อเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ พื้นที่สาธารณะต้องทำหน้าที่เป็นที่รองรับ ไม่ใช่อุปกรณ์ในการไล่รื้อหรือเบียดขับผู้คนออกจากพื้นที่

  • การมีส่วนร่วม: ประชาชนต้องมีสิทธิ์พูดและตั้งคำถามได้โดยไม่มีความหวาดกลัว
  • ความเท่าเทียมในบริการ: บริการของรัฐต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยไร้อคติ
  • สิทธิที่อยู่อาศัย: ความมั่นคงในการอยู่อาศัยคือศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐาน
  • สวัสดิการเมือง: ระบบต้องดูแลคนอย่างทั่วถึงมากกว่าเน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ไม่ควรขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ต้องสร้างเป็นระบบที่ยั่งยืน มีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ และมีงบประมาณรองรับอย่างชัดเจน นี่คือโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรช่วยกันกดดันให้ว่าที่ผู้บริหารเมืองเปลี่ยนวิสัยทัศน์ สู่การสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมเพื่อคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนพิการ หรือกลุ่มคนเปราะบาง เพราะเมืองจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

ที่มา – แอมเนสตี้-ภาคประชาสังคม ผลักดัน กรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

TH-AI Passport ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร

ในยุคที่โลกกำลังหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การตื่นตัวของคนไทยต่อโครงการนโยบายสาธารณะอย่าง TH-AI Passport ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเทคโนโลยี แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

TH-AI Passport ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ได้ออกมาสะท้อนมุมมองว่า หากรัฐบาลต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนว่าโครงการ TH-AI Passport ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร ผ่านการยกระดับทักษะการทำงาน การเรียนรู้ และการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล หากเรายังมัวแต่ถกเถียงกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มองภาพรวม ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านไปอย่างน่าเสียดาย

ไขข้อสงสัย: ทำไมต้องเป็นโครงการ TH-AI Passport

หลายคนตั้งคำถามว่าเป้าหมายจำนวน 5 ล้านคนนั้นเหมาะสมเพียงใด ในเชิงสังคมศาสตร์และนโยบายสาธารณะ 5 ล้านคนถือเป็นตัวเลขมวลวิกฤต (Critical Mass) ที่มากพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานและการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การที่จะทำให้โครงการ TH-AI Passport ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร นั้น ต้องอาศัยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งเกษตรกร ผู้ค้าออนไลน์ และแรงงานทั่วไป เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือลดต้นทุนและสร้างรายได้ใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง

  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: ในโลกดิจิทัลไม่มีสิ่งที่ฟรีอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์
  • อธิปไตยทางดิจิทัล: การรักษาผลประโยชน์ของชาติและข้อมูลของประชาชนต้องมาเป็นลำดับต้นๆ
  • ความโปร่งใสของโครงการ: การดำเนินการต้องตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

เราต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในอนาคต หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ ประชาชนย่อมพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน การสื่อสารที่โปร่งใสและสร้างสรรค์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยด่วนที่สุด

ที่มา – “นพดล” จี้รัฐบาลสื่อสารให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน “TH-AI Passport” ช่วยเพิ่มรายได้คนไทยอย่างไร

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหา“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ ที่ น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังในวันที่ 14 เมษายน 2567 เธอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหลุดระบบ และประชาชนเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

จากประสบการณ์ในพื้นที่ลำปางและทั่วประเทศ น.ส.เพ็ญภัค เน้นย้ำว่า ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว หรือรายได้หลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการ จะเกิดวิกฤตใหญ่แน่นอน

ปัญหาสังคมสูงวัยที่เพ็ญภัคชี้ให้เห็น

ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในไทยยังขาดความครบวงจร ไม่มีการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันที่เพียงพอ สุขภาพจิตถูกละเลย และการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนก็ยังไม่ทั่วถึง น.ส.เพ็ญภัค เสนอให้พัฒนาระบบดูแลระยะยาวที่ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดี สามารถอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราที่มีจำนวนจำกัด

เด็กหลุดระบบการศึกษา สัญญาณเตือนอนาคตชาติ

อีกปัญหาใหญ่ที่“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ คือ เด็กและเยาวชนนับแสนคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุหลักมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและ鄉村 รวมถึงการขาดระบบช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง สถิติจากกระทรวงศึกษาฯ ชี้ว่ามีเด็กหลุดระบบกว่า 300,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอนาคต ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ส.ส.เพ็ญภัค จึงจี้ให้ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา สร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือเด็กเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากสวัสดิการ

นอกจากนี้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนยากลำบาก ยังจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ เนื่องจากฐานข้อมูลรัฐยังไม่เชื่อมโยง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพไม่พอ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง น.ส.เพ็ญภัค ชี้ว่าต้องสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึงทุกคน

ข้อเสนอปฏิรูปสวัสดิการจาก “เพ็ญภัค”

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส.ส.เพ็ญภัค มีข้อเสนอชัดเจน ดังนี้

  • กระจายอำนาจสวัสดิการให้ท้องถิ่น จัดการให้เหมาะกับบริบทแต่ละพื้นที่
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน ภาคประชาสังคม ในการออกแบบนโยบาย
  • สร้างระบบสวัสดิการครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ป้องกันจนถึงดูแลระยะยาว
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดเด็กหลุดระบบด้วยงบประมาณและกฎหมายใหม่
  • พัฒนาฐานข้อมูลกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของ“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ นี้เป็น roadmap ที่ชาญฉลาด หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยพลิกโฉมสังคมไทยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตจะยิ่งลำบาก คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ!

ที่มา – “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปากคนละครึ่งพลัส

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่! เหตุการณ์สุดคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปพบปะประชาชนเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง หลังจากพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้ทั้งจังหวัดแบบยกแผง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและยินดี ประชาชนมารอต้อนรับเพียบ รวมถึงอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และเด็กนักเรียนที่แห่ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็นกันอย่างคึกคัก

นายกฯ อนุทิน พบปะประชาชนปราจีนบุรี

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่

ในงานพบปะครั้งนี้ นายอนุทินได้พูดถึงโครงการที่ประชาชนรอคอยอย่างคนละครึ่งพลัส เฟส 2 โดยยอมรับว่าเสียดายที่สภายุบเร็วเกินไป ทำให้ไม่ทันอนุมัติก่อนตรุษจีน แต่ยืนยันชัดเจน หากพรรคภูมิใจไทยได้บริหารต่อ โดยเฉพาะถ้ามี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” เป็นรัฐมนตรีคลัง โครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน! นโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เอื้อประโยชน์ให้ร้านค้าท้องถิ่นและประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนหนึ่ง เหมือนเฟสก่อนที่ช่วยหมุนเงินในชุมชนได้มหาศาล

สัญญาเรื่องคนละครึ่งพลัส: ความหวังใหม่ของประชาชน

นายกฯ อนุทิน พูดถึงคนละครึ่งพลัส

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจัดการคืนดินแดนได้สำเร็จ ทุกตารางนิ้วเป็นของไทยทั้งหมด ตอนนี้เร่งพัฒนาพื้นที่ให้ปลอดภัย เพื่อให้ชาวบ้านกลับไปทำมาหากินได้ปกติ ส่วนด่านชายแดน ยังไม่เปิดกว้างจนกว่าจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรของไทย นี่คือตัวอย่างการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ชัดเจน

นายกฯ อนุทิน พูดชายแดนไทยกัมพูชา

ตอบคำถามอสม. และผู้นำท้องถิ่น

ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ได้ทวงถามความคืบหน้ากฎหมายอสม. นายกฯ รับปากเต็มที่ว่าจะผลักดัน หากได้เสียงข้างมากในสภา พร้อมแซวติดตลกว่า “อสม. คือพ่อ อนท.” แสดงถึงความสนิทสนม ไม่มีนายกฯ คนไหนให้ประชาชนมาสั่งการแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์บริหารแบบใกล้ชิดประชาชนจริงๆ

นายกฯ อนุทิน กับอสม.

นายกฯ ยังย้ำหลักการบริหาร ไม่เล่นพรรคเล่นพวก หากโครงการพรรคร่วมดีต่อประชาชน ไม่ผิดกฎหมาย และไม่กระทบวินัยการคลัง จะสนับสนุนเต็มที่ เพราะหัวหน้ารัฐบาลต้องใจกว้าง หลังงานพบปะ ก็มีขบวนรถแห่รอบตลาดเมืองปราจีนบุรี ร่วมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี, นางสาวไตรศุลี ไตสรณกุล และว่าที่ ส.ส. ทั้ง 3 เขต ประชาชนโบกมือ มอบดอกไม้ ก่อนลงตลาดคนเดินเพื่อพบปะเพิ่มเติม โดยหลายคนถามถึงนโยบายคนละครึ่งพลัสอีกเพียบ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ชาวปราจีนบุรีมีต่อพรรคภูมิใจไทย นโยบายอย่างคนละครึ่งพลัสไม่ใช่แค่สัญญา แต่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่พิสูจน์แล้ว หากคุณเป็นคนปราจีนบุรีหรือสนใจนโยบายเศรษฐกิจ คิดดูนะว่ามันจะช่วยธุรกิจท้องถิ่นของคุณยังไง

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

คุณคิดว่านโยบายคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่

“โอกาสใหม่” เปิดตัว 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

พรรคโอกาสใหม่ เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ “จตุพร-ทศพร-ประภัสร์” ผสานพลัง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” พร้อมรับมือความท้าทายของประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 สร้างความฮือฮาในการเมืองไทย ด้วยการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนต่อ กกต. แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ต้องการผสมผสาน “ประสบการณ์จากภาครัฐ” เข้ากับ “การเมืองที่จับต้องได้” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า โดยรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสั่งสมประสบการณ์ในระบบราชการมาอย่างยาวนาน มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นด้านการบริหารเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนงานภาครัฐ
  • นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในเวทีการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องของประชาชนเข้ากับนโยบายสาธารณะ
  • และนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

“โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ

การวางตัวแคนดิเดตทั้ง 3 ท่านนี้ ถูกมองว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

การเสนอรายชื่อในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หัวหน้าพรรค“โอกาสใหม่” ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่ดุเดือด และทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค“โอกาสใหม่” มั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไมต้องเลือก “โอกาสใหม่”?

พรรค“โอกาสใหม่” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พรรคการเมือง แต่เป็นความหวังใหม่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยการผสมผสานประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน เราเชื่อว่าการมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมือง และการบริหาร จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การปฏิรูประบบการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเรา

พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าประเทศไทยต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ เลือกพรรคโอกาสใหม่ เลือกอนาคตที่ดีกว่า

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน มาร่วมกันสร้าง “โอกาสใหม่” ให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “โอกาสใหม่” เสนอ 3 ขุนพล ชิงนายกฯ ผสมเทคโนแครต–นักการเมือง

Scroll to top