ในยุคที่การเลือกตั้งท้องถิ่นทวีความสำคัญมากขึ้น แอมเนสตี้และภาคประชาสังคมได้ร่วมกันส่งเสียงสะท้อนถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อร่วมกันผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่เพียงวาทกรรมทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ทางเท้าไปจนถึงสวัสดิการพื้นฐาน
ผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
การพัฒนาเมืองในมุมมองใหม่ไม่ได้ถูกวัดเพียงแค่ความทันสมัยหรือความเป็นระเบียบ แต่ต้องตั้งคำถามว่าเมืองนั้นโอบรับความหลากหลายและดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างไร แอมเนสตี้ ประเทศไทยชี้ว่า นี่คือหัวใจสำคัญของการทำให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชนในการตรวจสอบนโยบายของผู้บริหารเมือง
เสียงจากภาคประชาสังคมต่อการผลักดันกรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิอิสรชน เครือข่ายสลัม 4 ภาค หรือกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ต่างมีความต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าเมืองที่น่าอยู่คือเมืองที่ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง เมื่อเกิดวิกฤตความเหลื่อมล้ำ พื้นที่สาธารณะต้องทำหน้าที่เป็นที่รองรับ ไม่ใช่อุปกรณ์ในการไล่รื้อหรือเบียดขับผู้คนออกจากพื้นที่
- การมีส่วนร่วม: ประชาชนต้องมีสิทธิ์พูดและตั้งคำถามได้โดยไม่มีความหวาดกลัว
- ความเท่าเทียมในบริการ: บริการของรัฐต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยไร้อคติ
- สิทธิที่อยู่อาศัย: ความมั่นคงในการอยู่อาศัยคือศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐาน
- สวัสดิการเมือง: ระบบต้องดูแลคนอย่างทั่วถึงมากกว่าเน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ไม่ควรขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แต่ต้องสร้างเป็นระบบที่ยั่งยืน มีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ และมีงบประมาณรองรับอย่างชัดเจน นี่คือโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรช่วยกันกดดันให้ว่าที่ผู้บริหารเมืองเปลี่ยนวิสัยทัศน์ สู่การสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมเพื่อคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนพิการ หรือกลุ่มคนเปราะบาง เพราะเมืองจะเติบโตอย่างมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม
ที่มา – แอมเนสตี้-ภาคประชาสังคม ผลักดัน กรุงเทพฯ เป็น “เมืองสิทธิมนุษยชน” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง







