นโยบายเรือธง

จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

กลายเป็นโมเมนต์ที่ใครเห็นก็ต้องอมยิ้มไปตามๆ กัน เมื่อนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวมตัวกันจัดเซอร์ไพรส์สุดพิเศษให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในระหว่างการร่วมงานเสวนาระดับชาติ “The INTANIA Forum” ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้นอกจากสาระความรู้จะแน่นเอี๊ยดแล้ว บรรยากาศยังอบอวลไปด้วยพลังบวกและกำลังใจจากรุ่นน้องนิสิตที่ตั้งใจส่งมอบให้กับผู้นำประเทศ

เบื้องหลังการแสดง จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ

กิจกรรมไฮไลต์เกิดขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีกำลังจะเดินทางกลับ โดยทีมนิสิต CHULA Colorguard จำนวน 5 คน ได้ตั้งแถวรอพร้อมกับโบกธงผืนใหญ่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ธงแต่ละผืนสื่อถึงนโยบายสำคัญ 5 ด้านของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจัดการยาเสพติด ค่าไฟฟ้า และการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ส่งแรงใจให้นายก” ซึ่งถือเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

ประกอบกับเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ที่ดังก้องกังวาน ยิ่งเพิ่มความหมายลึกซึ้งของการให้กำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรค โดยน้องแบงค์ ตัวแทนจาก CHULA Colorguard ได้เผยว่า พวกเขาตั้งใจสื่อถึงความปรารถนาดีต่อผู้นำประเทศที่กำลังรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน และเมื่อการแสดงจบลง เสียงตะโกนที่ว่า “INTANIA เชียร์พี่หนู สู้ ๆ นะครับ” ก็ทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเห็นได้ชัด

ความประทับใจที่กลายเป็นภาพจำ

เมื่อเห็นภาพความทุ่มเทของเหล่านิสิต นายกรัฐมนตรีเองก็ดูมีความสุขและยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง ท่านได้เดินเข้าไปพูดคุยและขอบคุณน้องๆ ทุกคน ก่อนจะขอธงทั้ง 5 ผืนกลับไปเป็นที่ระลึก และใจดีมอบนาฬิกาให้เป็นการแลกเปลี่ยน นับว่าเป็นกัลยาณมิตรที่น่ารักระหว่างผู้นำกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งกิจกรรม จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เชียร์พี่หนูสู้ ๆ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้ม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมส่งต่อกำลังใจให้คนทำงานเพื่อชาติ

  • กิจกรรมจัดขึ้นโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาฯ
  • เน้นการสร้างสรรค์กิจกรรมเชิงบวกเพื่อสังคม
  • สะท้อนพลังความสามัคคีและน้ำใจของนิสิตจุฬาฯ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร การที่คนในชาติร่วมมือร่วมใจและส่งกำลังใจให้กันเช่นนี้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยสร้างพลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ครับ

ที่มา – จุฬาฯ ยกทีมเซอร์ไพรส์นายกฯหนู โบกธงผืนใหญ่ เป็นกำลังใจเชียร์ “พี่หนูสู้ ๆ”

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง เป็นข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยที่หลายคนจับตา หลังจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมความพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างเป็นทางการ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ยืนยันความมั่นใจเต็มเปี่ยมในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องนโยบายที่ตรงกันหลายประการ ทำให้เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ครบ 4 ปีได้อย่างแน่นอน

“ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่อาคารรัฐสภา นายยศชนัน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยระบุว่าทีมงานของพรรคเพื่อไทยได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว และจะเข้าไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยในต้นสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่แข็งแกร่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย เช่น การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน การพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนให้ยั่งยืน มีความคล้ายคลึงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ ซึ่งทั้งสองพรรคเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นและต้องทำทันที นายยศชนัน เน้นย้ำว่า “ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” เพราะทุกฝ่ายมองเห็นตรงกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความมั่นใจในด้านการเมืองว่าจะจับมือกันไปตลอด 4 ปีหรือไม่ ตอบกลับแบบชัดเจนว่า “แน่นอนครับ ความไว้เนื้อเชื่อใจคือกุญแจสำคัญในการทำงานร่วมกัน” คำพูดนี้สร้างความหวังให้กับฐานเสียงทั้งสองพรรคที่รอคอยรัฐบาลที่มั่นคง

จุลพันธ์ ส่งรายชื่อรัฐมนตรีถึงมืออนุทินเรียบร้อย

ในส่วนของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่าการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลหลังโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องพูดคุยเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ ได้ส่งรายชื่อโควตารัฐมนตรีทั้งหมด รวมถึงรัฐมนตรีช่วยที่เคยมีกระแสข่าวยังไม่ลงตัว ไปยังนายอนุทิน แก้วทมียาว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว นายจุลพันธ์ พูดสั้นๆ ว่า “ครับ เรียบร้อยแล้ว พูดมากกว่านี้ไม่ได้ เป็นอำนาจของนายกฯ”

การส่งรายชื่อนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใกล้เสร็จสมบูรณ์ สะท้อนถึงความโปร่งใสและรวดเร็วในการเจรจา ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่เริ่มงานได้ทันที โดยไม่เสียเวลา

นโยบายหลักที่คาดว่าจะผลักดันร่วมกัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูกันว่านโยบายเด่นที่ทั้งสองพรรคจะร่วมมือกันมีอะไรบ้าง:

  • แก้ปัญหาปากท้อง: ลดค่าครองชีพ สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
  • พัฒนาท้องถิ่น: ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชุมชนให้ทันสมัย
  • เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ผลักดันดิจิทัลไทย สร้างโอกาสงานใหม่ๆ
  • สาธารณสุขและการศึกษา: ปรับปรุงให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ แต่เป็นสิ่งที่ทั้งยศชนันและผู้นำทั้งสองพรรคยืนยันว่าจะลงมือทำจริง เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบัน

การจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้น หลังพรรคเพื่อไทยคว้าส.ส.จำนวนมากในการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งรองลงมา ก็กลายเป็นพันธมิตรหลักที่ช่วยเสริมความสมดุลให้กับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าความคล้ายคลึงในนโยบายจะช่วยลดข้อขัดแย้งภายใน ทำให้รัฐบาลอยู่ยาวได้จริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การแบ่งโควตารัฐมนตรีให้ลงตัวทุกพรรค และการผลักดันนโยบายที่อาจกระทบผลประโยชน์บางกลุ่ม แต่จากท่าทีของยศชนันและจุลพันธ์ คงไม่มีปัญหาใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง นี้คือสัญญาณดีต่ออนาคตการเมืองไทย รัฐบาลที่มั่นคงจะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมได้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากเรา!

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจจับมือ ภูมิใจไทย ตลอดรอดฝั่ง ด้าน “จุลพันธ์” ส่งรายชื่อรัฐมนตรีถึงมือ“อนุทิน”แล้ว

“จุลพันธ์” ยัน ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุด้วยกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ล่าสุด “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ทำให้หลายคนโล่งใจที่การเมืองไม่รีบร้อนเกินไป แต่ยังคงต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการรับรองผล ส.ส. มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวที่ว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยจะนัดพบแกนนำพรรคเพื่อไทยในวันพรุ่งนี้ (24 ก.พ.) เพื่อหารือเรื่องแบ่งกระทรวง โดยยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการนัดหมายใดๆ กันเลย ตนเองเคยป่วยจึงไม่ได้เข้าร่วมแถลงข่าวแสดงเจตจำนงค์ร่วมรัฐบาลครั้งก่อน และหลังจากนั้นทั้งสองพรรคก็ยังไม่มีการพูดคุยกันเพิ่มเติม ทุกอย่างต้องรอให้ กกต. รับรองรายชื่อ ส.ส. ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนัดพบปะกันใหม่

ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องแบ่งกระทรวง รอการพูดคุยอย่างเป็นทางการ

นายจุลพันธ์ ยังย้ำว่าการพูดคุยครั้งก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการแบ่งกระทรวงเลย ข่าวที่ออกมาในสื่อเป็นเพียงกระแสข่าวลือเท่านั้น พรรคเพื่อไทยยึดหลักการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ ไม่รีบร้อนตกลงอะไรโดยไม่สมบูรณ์แบบ นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของพรรคการเมืองไทยในยุคนี้

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ นายจุลพันธ์มั่นใจว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาแน่นอน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อความมั่นคงในการบริหารประเทศ ส่วนจำนวนที่นพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำจะเห็นว่าดีที่สุดนั้น เป็นสิทธิ์ของเขาเอง พรรคเพื่อไทยไม่ก้าวก่าย แต่พร้อมสนับสนุนเต็มที่

สานต่อนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยในทุกกระทรวง

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเลือกเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ชี้ว่าเพื่อสานต่อนโยบายสำคัญๆ ที่เคยตั้งเป้าไว้ โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายกระจายตัวไปในทุกหน่วยงานและกระทรวงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงที่พร้อมขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แม้ยังไม่พูดถึงกระทรวงเฉพาะเจาะจง แต่เชื่อว่าจะมีการหารือเพื่อรวมพลังผลักดันนโยบายที่ตรงกัน

  • นโยบายดิจิทัลวอลเล็ท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและเกษตรกร
  • การปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เข้าถึงทุกคน
  • พัฒนาการศึกษาและอาชีวะเพื่ออนาคตเยาวชน
  • นโยบายพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบายพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่หากรวมกับนโยบายพรรคร่วม จะยิ่งแข็งแกร่งและตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นร้องเรียนการเลือกตั้งและคำถามถึง กกต.

ในส่วนของการประกาศผลรับรอง ส.ส. ของ กกต. นายจุลพันธ์คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักพัก แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่นิ่ง หลังเลือกตั้งได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการเลือกตั้ง ส่งเรื่องร้องเรียนกว่า 200 รายการ โดย 100 กว่ารายการผ่าน กกต. แล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด และเรียกร้องให้ กกต. ตอบคำถามข้อสงสัยของประชาชน

โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งซ่อมบางหน่วยเมื่อวานนี้ที่ไม่มีเลขต้นขั้วและบาร์โค้ด ซึ่งต่างจากวันเลือกตั้งหลัก (8 ก.พ.) ต่างหาก นี่เป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้สังคม การเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้งยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคเพื่อไทยได้ส่งข้อสงสัยทั้งหมดไปให้ กกต. แล้ว เพราะประชาชนเสียสละเวลาไปโหวต ทุกฝ่ายต้องให้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใส

  • ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งไม่มีเลขต้นขั้ว
  • ร้องเรียนการเลือกตั้งกว่า 200 เรื่อง
  • เรียกร้องความยุติธรรมจาก กกต.

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับหลักประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชน

สรุปแล้ว “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีที่ลดทอนความสับสน และเปิดทางให้การเจรจาเดินหน้าอย่างมีระบบ ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลใหม่นี้มีโอกาสสูงที่จะมั่นคงและสานต่อนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ หากทุกพรรคร่วมมือกันจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? รัฐบาลภูมิใจไทย-เพื่อไทยจะเสถียรแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชอบบทความนี้อย่าลืมแชร์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ยัน “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” ยังไม่นัดแบ่งกระทรวง มั่นใจเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ

โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่าง มองนักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ และนโยบายเรือธงของพรรค แต่ส่งผลให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ย้ายพรรค…ย้ายใจประชาชน?” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,117 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 2568 (ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง) สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไรกับการย้ายพรรคของนักการเมือง

  • ร้อยละ 61.32 ระบุว่า เป็นเรื่องปกติทางการเมือง เห็นเป็นประจำ
  • ร้อยละ 52.91 ระบุว่า นักการเมืองขายตัว ซื้อตัวกัน ดูด สส.
  • ร้อยละ 41.99 ระบุว่า ทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า

2. ประชาชนคิดว่าสาเหตุสำคัญที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” เกิดจากอะไร

  • ร้อยละ 58.46 ระบุว่า หาพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกับตนเอง
  • ร้อยละ 48.34 ระบุว่า พรรคเดิมอาจพ่ายแพ้การเลือกตั้ง
  • ร้อยละ 47.90 ระบุว่า เพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงทางการเมือง

3. หากมีการเลือกตั้ง ประชาชนจะเลือกผู้สมัครจากปัจจัยใดมากที่สุด

  • ร้อยละ 63.47 ระบุว่า นโยบายเรือธงของพรรค
  • ร้อยละ 45.84 ระบุว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ผ่านมา
  • ร้อยละ 42.52 ระบุว่า ความชื่นชอบในตัวบุคคล

4. การที่นักการเมือง “ย้ายพรรค” มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างไร

  • ร้อยละ 35.81 ระบุว่า ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ เลือกพรรคที่ชอบเท่านั้น
  • ร้อยละ 23.19 ระบุว่า รอดูผลงานของพรรคใหม่ที่ย้ายไปสังกัดก่อน
  • ร้อยละ 19.24 ระบุว่า อย่างไรก็เลือกคนเดิม เชื่อมั่นในตัวบุคคล
  • ร้อยละ 11.46 ระบุว่า ทำให้เปลี่ยนใจ ไม่อยากเลือกคนที่ย้ายพรรค
  • ร้อยละ 10.30 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

5. การย้ายพรรคของนักการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทยหรือไม่

  • ร้อยละ 44.85 ระบุว่า มีผลทำให้ไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย
  • ร้อยละ 36.62 ระบุว่า เฉยๆ
  • ร้อยละ 18.53 ระบุว่า ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า กระแสการย้ายพรรคเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนเลือกตั้ง แม้ประชาชนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ภาพลักษณ์เชิงลบยังปรากฏอยู่ โดยเฉพาะการย้ายเพื่อผลประโยชน์หรือความอยู่รอดทางอำนาจ ผลโพลชี้ว่าการย้ายพรรคอาจยังไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยจะยังเลือกพรรคที่ชอบ ทว่าการย้ายพรรคไปมากลับบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองไทย จึงเป็นความท้าทายที่ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งฟื้นศรัทธาและสร้างอุดมการณ์ให้มั่นคงในสายตาประชาชน

ขณะที่ ผศ.ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนมองการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่ยังมีความไม่ไว้วางใจ เห็นเป็นปรากฏการณ์ปกติ แต่ก็มองเป็นการซื้อขายทางการเมืองและลดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างการยอมรับความจริงทางการเมืองกับความไม่พอใจในพฤติกรรมของนักการเมือง สาเหตุหลักที่นักการเมืองย้ายพรรคคือหาความสอดคล้องทางอุดมการณ์ และกลัวพรรคเดิมจะแพ้เมื่อมีการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายเรือธงและผลงานเป็นรูปธรรมมากกว่าการยึดติดกับการย้ายพรรค ซึ่งส่งสัญญาณว่าพรรคและผู้สมัครต้องโชว์นโยบายชัดเจนและผลงานเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ดังนั้น พรรคการเมืองควรเน้นความโปร่งใส สร้างนโยบายชัดเจนและผลงานจับต้องได้ เพื่อลดการมองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และฟื้นฟูความมั่นคงทางการเมืองในอนาคตต่อไป.

จากผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนจะมองว่านักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคและการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนให้ได้มากที่สุด

นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ จริงหรือ?

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นที่หลากหลายของประชาชนเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนักการเมือง ในขณะที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำดังกล่าว

ทำไมนักการเมืองถึงย้ายพรรค?

สาเหตุที่นักการเมืองย้ายพรรคนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความมั่นคงทางการเมือง การที่นักการเมืองย้ายพรรคบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของนักการเมืองเองและต่อระบบการเมืองโดยรวม

การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นักการเมืองควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพรรคการเมืองควรสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงเลือกพรรคที่ชื่นชอบ ดังนั้นพรรคการเมืองควรเน้นไปที่การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะพุ่งเป้าไปที่การดึงตัวนักการเมืองจากพรรคอื่น

สรุปแล้ว การย้ายพรรคเรื่องปกติทางการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่นักการเมืองและพรรคการเมืองทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใสและยั่งยืน

ดังนั้น การย้ายพรรคเรื่องปกติหรือไม่ ไม่ได้สำคัญเท่ากับการตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – โพลชี้ นักการเมืองย้ายพรรคเรื่องปกติ ยังเลือกพรรคที่ชอบ-นโยบายเรือธง

ภูมิใจไทย: เคลมคนละครึ่ง ดันรถไฟฟ้า 40 บาท

พรรคภูมิใจไทยออกมาเคลมว่านโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นนโยบายเรือธงของพรรค พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทอย่างต่อเนื่อง เตรียมนำเสนอ ครม. ชุดใหม่ภายในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้ใกล้จะได้ข้อสรุปและสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในสัปดาห์นี้ได้อย่างแน่นอน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นอย่างมาก โดยถือเป็นนโยบายเรือธงที่จะเร่งผลักดันทันทีหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมในรายละเอียดต่าง ๆ ของนโยบายนี้

นอกจากนโยบาย “คนละครึ่ง” แล้ว พรรคยังมีนโยบายเร่งด่วนอื่น ๆ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการ ได้แก่ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ความคืบหน้านโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท

สำหรับนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ได้อธิบายว่า การจะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาก่อน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดราคารถไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน พรรคกำลังเร่งปรับปรุงร่างนโยบายให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐสภาภายในสิ้นเดือนนี้ โดยมีการรวบรวมนโยบายจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พรรคภูมิใจไทยมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน

คนละครึ่ง นโยบายสำคัญของภูมิใจไทย

การผลักดันนโยบาย “คนละครึ่ง” ให้สำเร็จนั้น จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ นอกจากนี้ การควบคุมราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

อุปสรรคและแนวทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายต่าง ๆ อาจมีอุปสรรคและความท้าทายเกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้มีความเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง การที่พรรคให้ความสำคัญกับนโยบาย “คนละครึ่ง” และรถไฟฟ้า 40 บาท แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชน และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยนโยบายที่เป็นรูปธรรม

การดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งประชาชนจะจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “ภูมิใจไทย” เคลม “คนละครึ่ง” นโยบายเรือธง พร้อมดันรถไฟฟ้า 40 บาท

Scroll to top