บริษัทน้ํามัน

เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ กลางซาอุฯ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนใจจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีโศกนาฏกรรม เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุตกบริเวณเมืองราส ตานูรา บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนในพื้นที่

โศกนาฏกรรม เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยได้รับรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตทันทีจากเหตุ เฮลิคอปเตอร์บริษัท อารามโก ตกดับ 14 ศพ เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าสาเหตุของเครื่องยนต์ขัดข้องหรือสภาพอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว

เบื้องหลังและการดำเนินงานของ Aramco ในช่วงเวลาที่วิกฤต

  • การขนส่งน้ำมันที่เร่งรีบในตะวันออกกลาง
  • สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง
  • ความปลอดภัยในการเดินทางของบุคลากรภายในบริษัท

บริษัท อารามโก ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานโลก เพิ่งจะกลับมาเปิดดำเนินการสถานีขนถ่ายน้ำมันที่ราส ตานูราอีกครั้งหลังจากต้องหยุดชะงักไปนานถึง 4 เดือนเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค การสูญเสียบุคลากรพร้อมกัน 14 ชีวิตในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่เบื้องหลังการทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก แม้ว่าเราจะเห็นเพียงตัวเลขของผลผลิตน้ำมัน แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นประกอบไปด้วยแรงงานที่ต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้านอยู่เสมอ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย และคาดหวังว่าการสอบสวนเหตุการณ์ในครั้งนี้จะโปร่งใส เพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้ซ้ำรอยเดิม เพราะไม่ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจะมหาศาลเพียงใด คุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมสำคัญที่สุดเสมอ

ที่มา – เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

โรม จ่อเชิญ ไชยชนก แจง กมธ. ปม TH-AI Passport

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเตรียมเรียกตัว นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ หลังจากพบเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายประการ

โรม จ่อเชิญ ไชยชนก แจง กมธ. ปม TH-AI Passport

นายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน โดยประเด็นหลักที่ทำให้เกิดข้อสงสัยคือการบริหารจัดการโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจมีการทุจริตคอร์รัปชันหรือการล็อกสเปกในการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้นหรือไม่

พิรุธโครงการ TH-AI Passport กับบริษัทพลังงานปริศนา

จุดที่น่าตกใจที่สุดจากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ ข้อมูลที่ชี้ว่ามีบริษัทเอกชนบางแห่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและพลังงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ TH-AI Passport ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมากสำหรับโครงการด้านดิจิทัลภาครัฐ นายรังสิมันต์ตั้งคำถามว่า เหตุใดบริษัทที่มีวัตถุประสงค์หลักด้านพลังงานจึงเข้ามาเอี่ยวกับโครงการลักษณะนี้ได้

  • ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างที่มีแนวโน้มล็อกสเปก
  • เปรียบเทียบข้อมูลที่รัฐมนตรีชี้แจงในสภา กับข้อเท็จจริงเชิงลึก
  • เรียกบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่แค่ตัวรัฐมนตรีเข้ามาสอบถาม

สำหรับการเรียกตัวนายไชยชนก ชิดชอบ มาชี้แจงนั้น นายรังสิมันต์ระบุว่าเป้าหมายคือการเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้ปรากฏ เพราะการชี้แจงผ่านกระทู้ในสภาฯ มีข้อจำกัดด้านเวลา แต่หากเป็นการเชิญเข้าพบกรรมาธิการ จะมีเวลาให้ชี้แจงอย่างละเอียดถึง 3 ชั่วโมง เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในส่วนของบริษัทที่ถูกระบุถึงนั้น นายรังสิมันต์ยังไม่เปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการในขณะนี้ เพื่อให้โอกาสในการชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงกฎหมายและการตรวจสอบทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้ภาษีประชาชนถูกนำไปใช้ในโครงการที่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของโครงการที่หลายฝ่ายกังขาอยู่นี้จะจบลงอย่างไร และจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลพอที่จะลบข้อครหาจากสังคมได้หรือไม่ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลครับ

ที่มา – “โรม” จ่อเชิญ “ไชยชนก” แจง กมธ. ปม “TH-AI Passport” พบพิรุธบริษัทน้ำมันมีเอี่ยว

ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กำลังเร่งรัดการสืบสวนคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะประเด็นการกักตุนน้ำมันที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ ล่าสุดมีพัฒนาการน่าสนใจที่ ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน หลังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือถึง 20 เที่ยว ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับน้ำมันที่ “ล่องหน” กว่า 57-60 ล้านลิตรกลางทะเลสุราษฎร์ธานี

ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า (บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 พบน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากโดยไม่มีใบกำกับการขนส่ง และมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจคุณภาพ ส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทันที

คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติให้รับคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกอง ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องที่ โดยสำนวนนี้คือที่ 42/2569

เมื่อ 17 เมษายน ร.ท.ภชภณ สุพานิชวรภาชน์ และทีมลงพื้นที่อ่างทอง ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขต 1 พบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมีคลังน้ำมันที่ขออนุญาตจากบริษัทย่านบางขุนเทียน การตรวจสอบเอกสารใบกำกับ ลูกค้า และตัวอย่างน้ำมันจาก 5 ถัง

ผลการตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลัง

  • ถัง TD2 (ดีเซล B7): 102,412 ลิตร
  • ถัง TS4 (แก๊สโซฮอล์ 95): 140,879 ลิตร
  • ถัง TD3 (ไม่ได้ใช้งาน): 51,640 ลิตร
  • ถัง TD1 (ดีเซล B7): 291,250 ลิตร
  • ถัง TS5 (แก๊สโซฮอล์ 91): 64,997 ลิตร

ดีเอสไอจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแยกจาก 59/2569 โดยไม่ต้องรอผลตรวจคุณภาพหรือร้องทุกข์ เพราะเข้าข่ายมติ กคพ. วันที่ 9 เมษายน ขั้นตอนต่อไปคือออกหมายเรียกพยานทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้สนับสนุน ไม่จำกัดกรรมการบริษัท สอบสวนขยายประเด็นกักตุนและปลอมปน

นอกจากนี้ พบความผิดปกติเรือขนส่งน้ำมัน 12 ลำ จาก 8 บริษัท (20 เที่ยว) จากโรงกลั่นตะวันออกไปสุราษฎร์ธานี น้ำมันหาย 57-60 ล้านลิตร ดีเอสไอเชิญ 8 บริษัทให้ปากคำที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 21-23 เมษายน ถามเรื่องธุรกิจ ใบกำกับ และการขนส่ง โรงกลั่นยืนยันส่งน้ำมันจริง

คณะพนักงานสอบสวนจะบูรณาการกับหน่วยงานอื่น เสนอนายกฯ ลงนามคำสั่ง ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน เพื่อคลี่คลายคดีให้โปร่งใส

การสืบสวนนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐในการปกป้องผู้บริโภคจากพฤติกรรมผิดกฎหมายที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ หากผลตรวจคุณภาพออกมา พบปลอมปน จะดำเนินคดีเพิ่มเติมแน่นอน

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน ดีเซล需求สูง

ในสถานการณ์ที่หลายคนกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน เรามีข่าวดีจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ที่ ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน แต่ยอมรับดีเซลยังมีความต้องการสูงกว่าปกติ วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนมั่นใจและเข้าใจสถานการณ์กันชัดเจน

ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน แต่ยอมรับดีเซลยังมีความต้องการสูงกว่าปกติ

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ถึงสถานการณ์น้ำมันในประเทศ โดยยืนยันชัดเจนว่า ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน แต่ยอมรับดีเซลยังมีความต้องการสูงกว่าปกติ จากข้อมูลล่าสุด ปริมาณน้ำมันสำรองมีถึง 1,504 ล้านลิตรสำหรับการค้า 3,389 ล้านลิตรตามกฎหมาย และกำลังขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร รวมทั้งยืนยันการจัดหาแล้ว 3,700 ล้านลิตร พอใช้ได้ยาวๆ 103 วัน ไม่ต้องห่วง!

การผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศ

สำหรับน้ำมันเบนซิน 5 โรงกลั่นผลิตได้ 35.28 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นเบนซินพื้นฐานที่จะผสมเอทานอล โดยผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 หลังผสมแล้วกลายเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวม 34.40 ล้านลิตร ส่งให้ผู้ค้าหลัก 14 ราย และจำหน่ายผ่านปั๊ม 28.78 ล้านลิตร ที่เหลือขายให้ผู้ค้ารายย่อย ข้อมูลผู้ค้ารายย่อยจะชัดเจนใน 2-3 วันนี้

ส่วนดีเซล 6 โรงกลั่นผลิตพื้นฐาน 79.91 ล้านลิตรเมื่อ 20 มี.ค. ส่งบางส่วนให้อุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เรือเดินทะเล หลังผสมไบโอดีเซลได้ดีเซลหมุนเร็ว 66.81 ล้านลิตร ส่งให้ผู้ค้า 15 ราย รวม 71 ล้านลิตร โดยดึงสต็อกเก่า ปกติดีเซลใช้ 67-70 ล้านลิตร/วัน แต่ตอนนี้สูงกว่า บางวันพุ่ง 100 ล้านลิตร!

การตรวจสอบคลังน้ำมันและปราบปรามการโกง

ความคืบหน้าดีมาก ตรวจคลังน้ำมันบริษัทใหญ่ในอ่างทอง 19 มี.ค. จากรอยสิงห์บุรีที่ขายแพง พบใบกำกับขนส่งผิด – ระบุส่งกรุงเทพฯ แต่ไปโผล่อ่างทอง กำลังตรวจสอบเพิ่ม เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งตร. นอกจากนี้ ลงพื้นที่ตรวจ 8 คลัง 4 จังหวัดกับ รมว.ยุติธรรม ไม่พบผิดปกติ จะตรวจต่อเนื่อง

  • คำสั่งนายก: ผู้ค้ามาตรา 7-10 ต้องรายงานราคาและข้อมูลทุกวัน 18:00 น.
  • พัฒนาแอป Pump Radar และ Fuel Now ให้เช็คราคาน้ำมันง่ายๆ ผ่านพลังงานจังหวัด
  • ผ่อนผันนำเข้าน้ำมันกระจายปั๊มเร็วสุด

ข้อมูลพวกนี้ช่วยให้ระบบโปร่งใส ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย สถานการณ์โดยรวมยังควบคุมได้ แม้ดีเซล需求พุ่งจากภาค運輸และอุตสาหกรรม

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้รถ

ตอนนี้ไม่ต้องตื่นตระหนก ควรเช็คราคาผ่านแอปใหม่ๆ เติมน้ำมันปกติ แต่ถ้าดีเซล需求สูง อาจลองใช้แก๊สโซฮอล์หรือ E20 ถ้ารถรองรับ เพื่อช่วยลดภาระระบบ สุดท้าย ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน แต่ยอมรับดีเซลยังมีความต้องการสูงกว่าปกติ คือสัญญาณดีว่ารัฐบาลจัดการได้ ติดตามอัปเดตต่อไป และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ติดตามข่าวพลังงานล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ลดความเสี่ยงจากข่าวลือ

ที่มา – ยันไทยมีน้ำมันใช้ได้อีก 103 วัน แต่ยอมรับดีเซลยังมีความต้องการสูงกว่าปกติ

ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง แสดงเอกสาร

หลังจากที่ ปคบ. บุกตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง เนื่องจากถูกร้องเรียนเรื่องขายดีเซลเกินราคา ล่าสุด ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ต้องแสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง มิเช่นนั้นจะมีโทษจำคุกและปรับหนัก เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการค้าขายน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิงตำรวจภูธรภาค 1 (ศปนม. ภาค 1) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายปกครอง สรรพสามิต พาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัดอ่างทอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันริมถนนสายเอเชีย ตำบลตลาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง พบว่าน้ำมันดีเซลในสต็อกทั้งหมด 331,000 ลิตร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามการตรวจสอบเบื้องต้น

ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ต้องแสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออก

จุดสำคัญของการตรวจสอบครั้งนี้คือ ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ให้แสดงเอกสารหลักฐานการนำเข้าน้ำมันจากต้นทาง ส่งต่อผ่านคลัง ไปยังปลายทาง เพื่อตรวจสอบปริมาณสต็อกให้ตรงกัน แต่จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่คลังทั้งในอ่างทองและกรุงเทพฯ ยังไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ นายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทอง ระบุชัดเจนว่า ได้ทำหนังสือแจ้งลายลักษณ์อักษรไปยังเจ้าของคลังแล้ว กำหนดส่งเอกสารภายในวันที่ 23 มีนาคม 2569

โทษร้ายแรงหากไม่แสดงเอกสารตามกำหนด

หากคลังน้ำมันไม่ปฏิบัติตาม จะผิดตาม มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยผู้ค้าตามมาตรา 10 ที่ไม่ปฏิบัติตาม มีโทษตามมาตรา 56 (3) ดังนี้

  • จำคุกไม่เกิน 1 ปี
  • ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ การตรวจสอบน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ในถัง พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกชนิด ไม่มีปัญหาคุณภาพ แต่ประเด็นเอกสารยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะช่วยป้องกันการค้าน้ำมันเถื่อนหรือการกำหนดราคาไม่เป็นธรรม

ที่มาของปัญหาและบทเรียนที่ได้

ก่อนหน้านี้ ปคบ. เข้าตรวจหลังถูกร้องเรียนว่าคลังนี้ขายดีเซลลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งเกินราคาควบคุม เจ้าของอ้างว่ารับน้ำมันมาในราคาแพง แต่ไม่มีเอกสารยืนยัน เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาในวงการค้าปลีกน้ำมัน ที่มักมีช่องโหว่เรื่อง traceability หรือการติดตามแหล่งที่มา ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนจากสถานการณ์โลก

เพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน หน่วยงานรัฐควรเพิ่มการตรวจสอบแบบสุ่มและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ blockchain สำหรับติดตามการนำเข้า-ส่งออก ผู้ประกอบการก็ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ผ่านช่องทาง ปคบ. หรือ hotline พลังงานจังหวัด หากพบราคาน้ำมันผิดปกติ สิ่งนี้ช่วยรักษาความเป็นธรรมในตลาดได้

สรุปแล้ว ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง เป็นสัญญาณเตือนถึงความเข้มงวดของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแล การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ข่าวนี้เพื่อให้ทุกคนตื่นตัว!

ที่มา – ขีดเส้น 3 วัน “คลังน้ำมันอ่างทอง” แสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออก มีโทษจำคุก-ปรับ

ปคบ.บุกบริษัทน้ำมัน จ.อ่างทอง หลังขายเกินราคา เจอสต๊อกน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสกันในแวดวงผู้ใช้รถใช้ถนน นั่นคือ ปคบ.บุกบริษัทน้ำมัน จ.อ่างทอง หลังขายเกินราคา เจอสต๊อกน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่เข้มข้นจากเจ้าหน้าที่ ปคบ. หรือกองบัญชาการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างพลังงานจังหวัดและพาณิชย์จังหวัด

ปคบ.บุกบริษัทน้ำมัน จ.อ่างทอง หลังขายเกินราคา เจอสต๊อกน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร

เรื่องราวเริ่มต้นจากมีผู้ร้องเรียนว่าปั๊มน้ำมันในจังหวัดสิงห์บุรีขายน้ำมันดีเซลในราคาที่สูงผิดปกติ ลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาตลาดทั่วไปมาก เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนตามรอยไปจนพบว่าปั๊มดังกล่าวรับน้ำมันมาจากบริษัทจำหน่ายน้ำมันในตำบลตลาดกรวด อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ที่นี่เองที่กลายเป็นเป้าหมายหลัก

เมื่อทีม ปคบ. นำโดย พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่อื่นๆ บุกเข้าตรวจสอบ พบนายสินชัย อายุ 57 ปี ผู้จัดการคลังน้ำมันคอยให้การนำตรวจ การตรวจค้นครั้งนี้พบสต๊อกน้ำมันมหาศาล รวมมูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท!

รายละเอียดสต๊อกน้ำมันที่ตรวจพบ

  • น้ำมันดีเซล (ไวไฟน้อย): 48,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95 (ไวไฟมาก): 210,000 ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91 (ไวไฟมาก): 73,000 ลิตร

รวมทั้งหมด 331,000 ลิตร ซึ่งตรงกับที่ว่า ปคบ.บุกบริษัทน้ำมัน จ.อ่างทอง หลังขายเกินราคา เจอสต๊อกน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร พนักงานอ้างว่าซื้อน้ำมันดีเซลมาในราคาลิตรละ 39.50 บาท แล้วขายต่อลิตรละ 40.50 บาท แต่ปัญหาคือไม่มีเอกสารการซื้อขายหรือชำระเงินมาแสดงให้เห็น สร้างความสงสัยว่าอาจมีการโกงกินหรือไม่โปร่งใส

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเก็บตัวอย่างน้ำมันส่งไปตรวจสอบที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อยืนยันคุณภาพ และกรมสรรพสามิต เพื่อเช็คว่าอยู่ในพิกัดภาษีหรือไม่ หากพบผิดพลาด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นปัญหาการกำหนดราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน ผู้บริโภคอย่างเราควรตรวจสอบราคาก่อนเติม และแจ้งเบาะแสหากพบเห็นราคาแพงเกินจริง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ปคบ. มักลงมือหนักกับพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับน้ำมันในราคาที่เหมาะสมและคุณภาพดี หากคุณเคยเจอปั๊มน้ำมันขายแพงแบบนี้ ลองเช็คราคาอ้างอิงจากกรมธุรกิจพลังงานได้เลย

ในมุมมองของผม การตรวจสอบครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดปัญหาขายเกินราคา แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคคือผู้เสียหายหลัก หากเราร่วมมือกันแจ้งข้อมูล จะช่วยให้ตลาดน้ำมันไทยยุติธรรมยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและสิทธิผู้บริโภคเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะ!

ที่มา – ปคบ.บุกบริษัทน้ำมัน จ.อ่างทอง หลังขายเกินราคา เจอสต๊อกน้ำมันกว่า 3.3 แสนลิตร

“อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังร้อนระอุหลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด แต่คุณรู้ไหมว่าน้ำมันที่ปั๊มในไทยตอนนี้ยังเป็นสต็อกเก่าที่นำเข้าตั้งแต่ 3 เดือนก่อน? นี่คือเหตุผลที่ “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน เพราะไม่จำเป็นต้องเอาเงินกองทุนที่ประชาชนสะสมมาอุดหนุนเอกชนที่กำลังฟันกำไรเกินควรเลย!

“อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 เกี่ยวกับกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่งฟื้นตัวเป็นบวกไปชดเชยราคาน้ำมัน เขาบอกตรงๆ ว่ามันคือการเอาเงินประชาชนไป補กำไรให้เอกชน แล้วสุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายคืนกองทุนอยู่ดี แบบนี้ไม่ยั่งยืนและไม่ยุติธรรมเลยนะครับ

ที่สำคัญ น้ำมันที่ขายในไทยตอนนี้เป็นล็อตเก่าที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดปัจจุบันมาก เอกชนอ้างราคาตลาดสิงคโปร์ปรับขึ้นก็ขึ้นราคาขายตามทันที แต่จริงๆ แล้วต้นทุนจริงคือราคาน้ำมันดิบเมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว ไม่ใช่ราคาใหม่ที่พุ่งเพราะวิกฤตฮอร์มุซ นี่แหละที่ทำให้ “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน โดยเสนอทางออกที่ชาญฉลาดกว่า

เหตุผลที่เอกชนยังขายน้ำมันล็อตต้นทุนเก่า

  • สต็อกน้ำมันล่าช้า: น้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศต้องใช้เวลาเดินทางและกลั่นประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นสต็อกปัจจุบันยังผูกกับต้นทุนเก่า
  • ไม่สมเหตุสมผลอ้างสิงคโปร์: ในอดีตสมัยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.พลังงาน เคยบังคับเปิดเผยต้นทุนจริงของโรงกลั่น พบว่าต้นทุนไม่ผันผวนตามตลาดสิงคโปร์ขนาดนั้น
  • กำไรเกินควร: เอกชนฉวยโอกาสปรับราคาขึ้นทันควัน โดยไม่รอต้นทุนจริงเปลี่ยน สุดท้ายประชาชนเดือดร้อน

ถ้าปล่อยไปแบบนี้ รัฐก็จะต้องผลาญเงินกองทุนน้ำมันที่มาจากภาษีและเงินสะสมของเราเข้าไปช่วย ซึ่งกองทุนเพิ่งจะกลับมาสุขภาพดีได้ไม่นาน ถ้าสงครามหรือวิกฤตยืดเยื้อ ค่อยว่ากันใหม่ แต่ตอนนี้ 15 วันแรกอย่าให้เอกชนลักไก่ทำกำไรฟรีๆ

ทางออกจาก พ.ร.ก.ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

อรรถวิชช์เสนอให้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจสั่งตรึงราคาน้ำมันและห้ามส่งออกได้ทันที โดยไม่ต้องแตะเงินกองทุนแม้แต่บาทเดียว! นี่คือวิธีที่รัฐปกป้องประชาชนโดยตรง ไม่ต้องเสียเงินกองทุนไปอุดหนุนเอกชน

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้ารัฐตรึงราคาไว้ชั่วคราว รอให้สต็อกเก่าหมด แล้วค่อยปรับตามต้นทุนใหม่ ประชาชนไม่ต้องจ่ายแพงตั้งแต่แรก และกองทุนก็ยังเหลือไว้รับมือวิกฤตใหญ่ในอนาคต มันสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาให้ประชาชนมานาน ถ้าเราปล่อยให้ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์บ่อยๆ สุดท้ายใครจะเดือดร้อน? ใช่แล้ว ประชาชนอย่างเรานี่แหละ ในปีที่ผ่านมา เราพบว่าราคาน้ำมันผันผวนหนักจากปัจจัยโลก แต่ระบบสต็อกและกฎหมายเก่ายังช่วยได้ ถ้ารัฐใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความเห็นนี้ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าคุณกำลังบ่นว่าราคาน้ำมันแพง ลองคิดตามดูนะว่าทำไมไม่ตรึงราคาก่อน แล้วค่อยดูสถานการณ์

สำหรับผมแล้ว การเสนอของอรรถวิชช์นี่แหละคือ insight ที่เฉียบคมในยามวิกฤต มันแสดงให้เห็นว่ารัฐมีทางเลือกมากกว่าการโยนเงินแก้ปัญหา คุณล่ะเห็นด้วยไหม? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเติมน้ำมันแพงๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้รัฐตัดสินใจถูกต้อง!

ที่มา – “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน เหตุเอกชนยังคงขายน้ำมันในล็อตต้นทุนเก่า 3 เดือน

Scroll to top