บาดแผล

เดินเท้า 6 ชั่วโมง กู้ร่างนักท่องเที่ยวสาว หลงป่าเขาเจ็ดยอด

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวสะเทือนใจกับการสูญเสียครั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในภารกิจ เดินเท้า 6 ชั่วโมง ฝ่าฝนหนัก น้ำหลาก กู้ร่างนักท่องเที่ยวสาว หลงป่าเขาเจ็ดยอด หลังจากได้รับรายงานการสูญหายของผู้ท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ จ.ตรัง ซึ่งถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับนักเดินป่าทุกคน

เหตุการณ์ปฏิบัติการเดินเท้า 6 ชั่วโมง ฝ่าฝนหนัก น้ำหลาก กู้ร่างนักท่องเที่ยวสาว หลงป่าเขาเจ็ดยอด

ภารกิจครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่ปิดและฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดเวลา ทำให้พื้นที่ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดมีความอันตรายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การค้นหาที่กินเวลาต่อเนื่องหลายวันจนกระทั่งพบร่างของ น.ส.วันทนีย์ บริเวณน้ำตกหนานย่านไทร เจ้าหน้าที่กว่า 30 ชีวิตร่วมกันปฏิบัติการท่ามกลางกระแสน้ำป่าและเส้นทางที่ยากลำบาก

เบาะแสสำคัญและการวิเคราะห์จุดพลัดหลง

ทีมค้นหาพบร่องรอยหลายอย่างที่คาดว่าเป็นของผู้เสียชีวิต เช่น ซองเกลือแร่ กระป๋องแก๊ส และร่องรอยการกินหน่อไม้ ซึ่งวางไว้อย่างเป็นระบบ เดินเท้า 6 ชั่วโมง ฝ่าฝนหนัก น้ำหลาก กู้ร่างนักท่องเที่ยวสาว หลงป่าเขาเจ็ดยอด จึงเปรียบเสมือนการแข่งกับเวลาก่อนที่น้ำป่าจะทำให้การเคลื่อนย้ายร่างกลายเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจากการสันนิษฐานเบื้องต้น ผู้เสียชีวิตอาจเกิดการลื่นไถลจากหน้าผาสูงชันในขณะพยายามข้ามน้ำตก

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือความสำคัญของการเตรียมตัวและการรู้เส้นทาง:

  • การเตรียมแผนสำรอง: ควรมีแผนที่ออฟไลน์หรือ GPS ที่แม่นยำเสมอ
  • อุปกรณ์ยังชีพ: การแบกเป้น้ำหนักมากเกินไปอาจเป็นอุปสรรคเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • ความเสี่ยงของเส้นทาง: พื้นที่ที่ไม่ใช่นเส้นทางหลักมีความอันตรายและคาดเดาไม่ได้

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ควรได้รับคำชื่นชมอย่างสูง เพราะนอกจากความเสี่ยงต่อชีวิตตนเองแล้ว พวกเขายังต้องประคองผู้ช่วยเหลืออีกรายที่อ่อนล้าลงจากป่าจนได้รับความปลอดภัย ถือเป็นความทุ่มเทที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้กลุ่มนักเดินป่าหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมกับความสามารถของตนเองมากขึ้นครับ

ที่มา – เดินเท้า 6 ชั่วโมง ฝ่าฝนหนัก น้ำหลาก กู้ร่างนักท่องเที่ยวสาว หลงป่าเขาเจ็ดยอด

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิด

คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

จากกรณีสะเทือนขวัญ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ในจังหวัดขอนแก่น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ จุดเกิดเหตุ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการสำนึกผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 มีการพบศพเด็กทารกแรกเกิดถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น การสืบสวนนำไปสู่การจับกุม น.ส.ปนัดดา อายุ 34 ปี และ นายพงศธร อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของเด็ก

ในการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ น.ส.ปนัดดา อยู่ในอาการอ่อนเพลียและเครียดจัด ต้องมีทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจุดแรกที่ทำแผนคือบริเวณเตาเผาถ่าน ซึ่งเป็นจุดที่ น.ส.ปนัดดา สารภาพว่านำร่างของลูกชายที่เสียชีวิตมาเผาทำลาย

น.ส.ปนัดดา ให้การว่า หลังจากนำศพลูกมาเผาแล้ว ได้ใช้ผ้าชุบน้ำมันจุดไฟ และใช้สังกะสีปิดทับ จากนั้นได้ไปหาเจ้าของเตาเผาถ่านในหมู่บ้าน ทำทีเป็นนั่งเล่นตามปกติ ก่อนจะกลับที่พักและหลบหนีไปในที่สุด

ระหว่างการทำแผน คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง น.ส.ปนัดดา ได้ประนมมือขอขมาดวงวิญญาณลูกชายด้วยน้ำตา พร้อมเปิดเผยถึงสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุว่า เกิดจากความเครียดและปัญหาชีวิตรุมเร้า ขาดคนช่วยเหลือและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้

คำสารภาพของแม่ผู้ก่อเหตุ

น.ส.ปนัดดา กล่าวว่า “ตนเองไม่มีทางออก รู้สึกตันไปหมดจึงตัดสินใจทำแบบนี้ ตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องทั้งตนเองและแฟน ไม่มีใครคอยซัพพอร์ต จึงไม่รู้ว่าจะไปยังไง”

เธอยอมรับว่าสำนึกผิด แต่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว โดยอ้างว่าขณะที่นำผ้าปิดหน้าลูกนั้น ตนเองอยู่ในภาวะเครียดและไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากคลอดลูกในห้องพัก

หลังจากการทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว น.ส.ปนัดดา และ นายพงศธร กลับไปยัง สภ.บ้านฝาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”

เหตุการณ์ คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนถึงปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดแคลนคนช่วยเหลือ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การฆ่าคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารกหรือผู้ใหญ่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นการทำลายชีวิต การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครอบครัวและสังคมโดยรวม

ที่มา – คุมตัวทำแผน แม่ฆ่าลูกแล้วนำไปเผาทิ้ง สำนึกผิดขอขมาดวงวิญญาณทั้งน้ำตา

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

คดีสะเทือนใจ! แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก สาเหตุจากความเครียด กลัวไม่มีเงินเลี้ยงดู

จากกรณีที่ตำรวจได้ทำการจับกุมพ่อแม่ที่นำร่างของทารกแรกเกิดไปเผาในเตาเผาถ่านที่บ้านเพื่อน โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิตและนำไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด แต่คำให้การดังกล่าวขัดแย้งกับผลการชันสูตรของแพทย์ ซึ่งพบว่าเด็กชายมีบาดแผลถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณศีรษะด้านหลัง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้แพทย์ยังพบสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หลังคลอด (อ่านข่าว : จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร)

แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

ล่าสุด พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ได้ยอมรับสารภาพแล้วว่า เธอเป็นผู้เผาลูกเพิ่งคลอดจริง โดยให้การว่า คลอดลูกเองในห้องพัก และเกิดความเครียดอย่างหนักเนื่องจากกังวลเรื่องฐานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้กลัวว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ ด้วยความสิ้นหวัง เธอจึงใช้ผ้าห่มกดปิดใบหน้าของลูกจนแน่นิ่ง จากนั้นเธอเองก็หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์เผาลูกเพิ่งคลอดนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความเครียดและความกดดันที่ผู้หญิงต้องเผชิญหลังคลอดบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูที่อาจเกินกำลัง

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด

สาเหตุหลักที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมเผาลูกเพิ่งคลอดในครั้งนี้ มาจากความเครียดและความกังวลใจของแม่เกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน การเลี้ยงดูบุตรเป็นภาระที่หนักอึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน การขาดความช่วยเหลือและสนับสนุนจากคนรอบข้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เป็นแม่ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคนหลังคลอดบุตร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตนเองและบุตรได้

ดังนั้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอดบุตร จัดให้มีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านการเงินและสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายในการเป็นแม่ได้อย่างมั่นใจและมีความสุข

  • ปัญหาทางการเงิน: ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความผิดปกติทางอารมณ์ที่อาจนำไปสู่ความคิดและการกระทำที่เป็นอันตราย
  • ขาดความช่วยเหลือ: การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

หากคุณกำลังรู้สึกเครียดหรือสิ้นหวัง โปรดขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณไว้ใจ หรือติดต่อหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต มีคนพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือคุณเสมอ

ที่มา – แม่รับสารภาพแล้ว หลังเผาลูกเพิ่งคลอด ใช้ผ้าห่มกดปิดหน้าเด็ก เครียดกลัวไม่มีเงินเลี้ยง

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน จริงหรือ?

ตำรวจขอนแก่นรวบตัวพ่อแม่สุดโหด! หลังพบหลักฐานนำร่างลูกเพิ่งคลอดไปเผาในเตาเผาถ่านบ้านเพื่อน อ้างว่าเผลอทับลูกตายเพราะกลัวความผิด แต่ผลชันสูตรกลับขัดแย้ง พบทารกน้อยมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง คดีนี้สะเทือนใจสังคม ตำรวจคุมตัวทำแผนฯ พ่อเด็กร่ำไห้ ส่วนแม่เป็นลมล้มพับ!

จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง นำกำลังตำรวจเข้าจับกุม นางสาวปนัดดา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี และ นายพงศธร (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สองสามีภรรยาชาวขอนแก่น ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ทำลายศพ เพื่อปิดบังอำพรางการตาย หลังสืบสวนพบว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำศพลูกเพิ่งคลอดไปเผาอำพรางคดี

คดีนี้เริ่มจากเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ร.ต.อ.ณัฐวรรธน์ แก้วหาญ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านฝาง ได้รับแจ้งเหตุพบศพทารกถูกเผาในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อย พื้นที่บ้านหินฮาว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สภาพศพถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ยังมีสายรกติดอยู่ สร้างความสลดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิด บันทึกภาพชายหญิงคู่หนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกัน โดยฝ่ายหญิงถือตะกร้าพลาสติกสีชมพู มุ่งหน้าไปยังไร่อ้อยจุดเกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำทารกมาเผาทำลาย

คำให้การขัดแย้งผลชันสูตร

จากการสอบสวน นางสาวปนัดดา ให้การว่า เธอคลอดลูกเพิ่งคลอดเป็นเพศชาย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพียงลำพังในห้องพัก ระหว่างที่อ่อนเพลีย สามีออกไปทำงาน เมื่อสามีกลับมาพบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ด้วยความตกใจและกลัวความผิด จึงตัดสินใจนำศพลูกไปเผาอำพรางคดี โดยอ้างว่าเผลอทับลูกจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม คำให้การของนางสาวปนัดดา ขัดแย้งกับผลชันสูตรของแพทย์อย่างสิ้นเชิง ผลชันสูตรพบว่า ทารกมีบาดแผลถูกกระแทกที่ศีรษะด้านหลังอย่างรุนแรง และไม่พบร่องรอยการกดทับที่หน้าอก นอกจากนี้ แพทย์ยังพบว่าทารกมีพฤติกรรมของทารกที่มีชีวิตหลังคลอด เช่น การร้องไห้ การกินนม การขับถ่าย บ่งชี้ว่าทารกไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกทับอย่างที่กล่าวอ้าง

พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง เปิดเผยว่า ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา และจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจถึงความสำคัญของการใช้สติในการแก้ไขปัญหา การกระทำที่ขาดความยั้งคิดและปราศจากมนุษยธรรม นำมาซึ่งความสูญเสียและความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การทำลายชีวิตไม่ว่ากรณีใดๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ทางสังคม

ที่มา – จับพ่อแม่ เผาลูกเพิ่งคลอดในเตาเผาถ่าน อ้างเผลอทับตาย ขัดแย้งผลชันสูตร

Scroll to top