บิ๊กเต่า

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ สำหรับกรณีการจับกุมข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทำให้ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับบทบาทของ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ที่เรียกรับผลประโยชน์ทั้งเรื่องการสอบท้องถิ่นและปมที่ดินครับ

“บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่ พล.ต.ต.จรูญเกริติ ปานแก้ว หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บิ๊กเต่า” ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตที่น่าตกใจ โดยพบว่ามีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมัดตัวผู้ต้องหาอย่างดิ้นไม่หลุด จากการตรวจสอบพบ 2 คดีหลักที่ “ปลัดภูเก็ต” เกี่ยวข้อง คือ:

  • คดีเรียกรับเงินช่วยสอบบรรจุ: โดยมีการเรียกรับเงินจากอาสาสมัครคนละ 300,000 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือในการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
  • คดีรีดไถเจ้าของที่ดิน: เป็นการเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท แลกกับการเคลียร์ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ส.ค.1 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

เส้นทางการเงินมัดตัวแน่นหนา

จากการสอบสวนเชิงลึก พบว่าการกระทำผิดครั้งนี้มีการใช้เครือข่ายบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้กับอาสาสมัครก่อนจะมีการทอนคืนเข้าบัญชีเลขาฯ เพื่อกดเงินสดออกมาให้ตัวปลัด ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ เพราะผลจากการที่ “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลักฐานทางธุรกรรมทางการเงินนั้นโกหกไม่ได้ครับ

ในส่วนของความกังวลที่ว่าคดีนี้มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทางกรมการปกครองได้ยืนยันชัดเจนครับว่า นี่คือการทำงานตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและเตรียมให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง? คำตอบอาจอยู่ที่จิตสำนึกของบุคคลที่ขาดคุณธรรม และระบบตรวจสอบที่ต้องเข้มข้นขึ้น การที่หน่วยงานภาครัฐร่วมมือกันอย่างบูรณาการเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการยุติธรรมไทยกำลังรุกคืบจัดการกับคอร์รัปชันอย่างจริงจังครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า ในยุคที่เทคโนโลยีการตรวจสอบเส้นทางการเงินก้าวหน้าไปไกล การคิดจะทุจริตเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวนั้น ไม่คุ้มค่ากับชื่อเสียงและอนาคตที่ต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” แถลงเปิดเส้นเงินมัด “ปลัดภูเก็ต” เรียกเงินช่วยสอบท้องถิ่น-เคลียร์ปมที่ดิน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า ยันโดนข่มขู่

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณีโทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า โดยนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โทน บางแค” ได้เดินทางเข้าแจ้งความและมอบหลักฐานเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจพหลโยธิน เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมถึงภาพถ่ายและเอกสารสำคัญทั้งหมด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. มาดามเก่ง และพวกรวม 5 คน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า

หลังสอบปากคำนาน 1 ชั่วโมง โทน บางแค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าได้มีการผ่อนชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยบิดเบี้ยวหรือหนีหนี้แม้แต่น้อย ทรัพย์สินที่เขามีส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจสะสมมานานกว่า 10 ปี และบางส่วนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่งด้วยซ้ำ สำหรับพระเครื่อง 152 องค์ที่นำมาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท มีมูลค่าประเมินสูงถึง 400-500 ล้านบาท โดยผู้ประเมินคือ “นาย ต.เต่า” หรือ “บิ๊กเต่า” ซึ่งเป็นคนสนิทของมาดามเก่ง และโทนเองก็เคยซื้อพระบางองค์จากบุคคลคนนี้มาก่อน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า: ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการประเมินราคา

หลายคนตั้งคำถามว่าโทนกับนาย ต. รู้เห็นกันหรือเปล่า? โทนยอมรับว่าการประเมินราคา 400-500 ล้านครอบคลุมทรัพย์ที่นำมาวาง แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา เพียงทราบว่ามูลค่ามากกว่าวงเงินกู้ แต่พอประเมินรอบที่ 2 โดยคนเดียวกัน ราคากลับเหลือแค่ 35-40 ล้านบาท ซึ่งโทนเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้มาดามเก่งไม่พอใจหรือไม่

ส่วนทำไมไม่ขายพระเครื่องไปใช้หนี้? โทนชี้แจงว่าทรัพย์สินของเขาไม่ได้มีแค่เงินสด แต่มีหลายรายการที่ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้ว โดยมีการรับสภาพหนี้ทั้ง 2 สัญญาและเสียดอกเบี้ยตามปกติ หากอยากรู้ข้อเท็จจริง ลองไปถาม “อั๋น โกกิ” เซียนพระชื่อดังที่เคยเสียดอกเบี้ยให้มาดามเก่งถึง 200 ล้านบาท จากการกู้ 800 ล้านบาท ถ้าโทนไม่น่าเชื่อถือ มาดามเก่งจะกล้าลงทุนกับเขาหรือ?

  • ยืนยันผ่อนชำระหนี้ครบถ้วน ไม่มีเบี้ยว
  • ทรัพย์สินจากธุรกิจ 10 ปี ไม่ใช่แค่พระเครื่อง
  • พระ 152 องค์ มูลค่าเกิน 400 ล้าน จากการประเมินบิ๊กเต่า
  • รอบ 2 ราคาตกฮวบ เหตุผลยังคลุมเครือ
  • เสียดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่ขบวนการหนีหนี้

โทนยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุควนการอื่นๆ ขอโฟกัสที่ตัวเองกับมาดามเก่งเท่านั้น แม้บางคนในรายชื่อจะยังเป็นลูกหนี้ของเขา แต่หลังจากร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีคนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพัน โทนรู้สึกร้อนใจเพราะคดีนี้ประชาชนสนใจมาก ถ้ามีหมายเรียกหรือหมายจับ เขาพร้อมไปพบตลอด ไม่หนีแน่นอน แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ ถ้าไม่จริง เขาจะกล้าดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ยังไง? ทุกอย่างมีการตอบแทนด้วยดอกเบี้ย และขอให้ย้อนดูภูมิหลังนายทุนว่ามีจุดประสงค์อะไร

คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่น่าติดตาม เราเห็นแล้วว่าโทน บางแค พยายามชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด หากคุณเป็นเซียนพระหรือสนใจเรื่องหนี้สิน คดีนี้สะท้อนปัญหาการประเมินทรัพย์และความไว้วางใจในวงการได้ดี คุณคิดว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลายยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “โทน บางแค” แจ้งความ “บิ๊กเต่า” ยันโดนข่มขู่ โอดถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

วันนี้เราจะมาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” หลังจากที่ “โทน บางแค” ออกมาแฉหนักเรื่องการเจรจาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ก็ไม่ยอม ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็ม ชี้แจงทุกประเด็นให้ฟังกันชัดๆ ว่าไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาแบบคนรู้จักกัน

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ บช.ก. “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่าตนแจ้งผู้บังคับบัญชาไปหมดแล้ว และเรื่องที่เกิดไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการคุยกันสุจริตใจ ไทม์ไลน์ชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน โทนกับทนายมาพบที่ชั้น 27 ห้องมีแค่ 3 คน บิ๊กเต่ายอมรับว่าตอนนั้นรู้ข้อเท็จจริงไม่หมด แต่เสนอให้เคลียร์กับ “มาดามเก่ง” แบบตรงไปตรงมา โทนเองก็ยินยอมเพราะเป็นคนรู้จัก และคดีฉ้อโกงบางส่วนยอมความได้

บรรยากาศเจรจาเริ่มต้นราบรื่น มี 7 คนในห้อง ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แสดงทรัพย์สินชดใช้กว่า 50 ล้าน ไม่มีคำหยาบหรือรุนแรง แต่สุดท้ายพลิกผันเพราะตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสัญญา 360 ล้าน ที่แบ่งเป็น 120 ล้าน (ตึกค้ำ) จบแล้ว, แต่ 180 ล้าน + 66 ล้าน ยังค้าง

ประเด็นสัญญาไม่เป็นธรรมในคดีพระเครื่อง

ปัญหาหลักอยู่ที่พระเครื่องที่อ้างมูลค่า 400-500 ล้าน แต่จริงๆ แค่ 40 ล้าน! มาดามเก่งเสนอให้โทนขายเอง ถ้าได้เกิน 180 ล้าน โทนเอากำไรไปเลย แต่ไม่เวิร์ค สุดท้ายเสนอขายทรัพย์โทนชดใช้ยอดขาดร้อยกว่าล้าน

  • โทนเป็นฝ่ายอยากพบเอง ผ่านป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้งคู่
  • ตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามชี้แจงหลายครั้ง
  • ป๋องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

บิ๊กเต่าย้ำว่า ตำรวจเป็นแค่คนกลาง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐานเพียบ แต่ยังไม่ถึงเวลานำใช้ “ทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น”

โทนเข้ามาเพราะคดีคืบหน้า มีหมายเรียก แจ้งข้อหา ร้อนตัวเลยประสานป๋อง ขอบคุณทางไลน์ด้วยซ้ำ กลัวหมายจับเสียชื่อเสียงในวงเซียนพระ

ซัดโทนรู้แก่ใจ อย่าเหลี่ยม!

บิ๊กเต่าซัดแรง “เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายหรอก” ชี้ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นพี่น้องกัน มาดามเก่งให้เครดิต 10 เดือน โทนมีทรัพย์โพสต์โซเชียล นาฬิกาหรู รถหรู ใช้อยู่ ทำไมไม่ชดใช้? เช็คจากวิทยาศาสตร์ใครครอบครอง

คดีนี้กลุ่มแรก 7 คน กลุ่มสอง 2 คน โทนอยู่ในกลุ่มสอง มีเซียนพระอีกคนทางเหนือล่าง ปั่นป่วนหนี้ 2-3 พันล้าน! เซียนพระหลายคนมีแผนหลอกลวง ยอดเสียหายรวม 2 พันล้านกับมาดามเก่ง และ 5 พันล้านกับคนอื่น ถ้ามีคนกลางเชื่อม จะดำเนินคดี

ผู้บช.ก.เรียกชี้แจงหมดแล้ว ตนยืนยันไม่ใช่ทวงหนี้ แต่ช่วยประชาชน สนช.มีแนวทางสอบถ้าถูกร้อง แต่อย่างโทน ใช้ข้อความเท็จ หมิ่นประมาท แต่ยังไม่ฟ้องเพราะ “แค่โจรกระจอก”

บิ๊กเต่าไม่กลัว เจอเรื่องแบบนี้บ่อย เป็นตำรวจต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะปฏิรูปวงการพระเครื่องที่ถูกเอาเปรียบ มีร้องเรียนฉ้อโกงทั่วประเทศ เซียนพระมีอิทธิพลเพราะเงิน ผู้บังคับบัญชาเข้าใจแน่

สรุปแล้ว “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” เป็นบทเรียนสำคัญให้วงการพระเครื่องต้องโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” แจงปมพระเครื่อง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเซียนพระและธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง ล่าสุดนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในนาม โทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่พร้อมทนายความ นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ เพื่อรับทราบรายละเอียดคดี โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และพร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องนี้เริ่มจากปัญหาหนี้สินกับ “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งโทนยอมรับว่ามียอดหนี้จริงเริ่มต้นสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ได้ทยอยชำระมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 300 ล้านบาทเศษ ในปัจจุบัน

“ผมปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้เลย บางครั้งอาจล่าช้า 3-5 วันซึ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ” โทน บางแค กล่าว นอกจากนี้ยังชำระล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 ทั้งที่สัญญาจบปี 2573 สำหรับรถหรูและสินค้าแบรนด์เนมที่ถูกกล่าวถึง ยืนยันว่าเป็นการซื้อผ่อนชำระครบ ไม่ใช่หนี้ค้างหรือของกำนัล

ปมพระเครื่องค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้าน

ประเด็นสำคัญคือพระเครื่องที่นำไปค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ซึ่งคู่กรณีอ้างว่าราคาไม่ตรงตามตกลง โทน บางแค ชี้แจงว่าราคาพระเครื่องผันผวนตามตลาดเหมือนหุ้น และในวันส่งมอบ เซียนพระสนิทของฝั่งเจ้าหนี้ เป็นผู้ประเมินเอง หากไม่ครอบคลุมหนี้ ทำไมถึงรับมอบตั้งแต่แรก? นี่เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมพระเครื่องทุกคน

นอกจากนี้ โทนยังเล่าถึงการเข้าพบ “บิ๊กเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เมื่อ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งประสานผ่านคนใกล้ชิดเพื่ออธิบายปัญหา แต่กลับถูกดึงไปไกล่เกลี่ยหนี้ แทนที่จะเป็นการสอบถามตามเจตนา สุดท้ายโทนจึงแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ และพวกรวม 5 คน เพื่อปกป้องสิทธิ์ โดยย้ำว่าการไกล่เกลี่ยหนี้ควรอยู่ในชั้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ห้องตำรวจ

  • ยอดหนี้เริ่มต้น: 800 ล้านบาท
  • ยอดหนี้ปัจจุบัน: 300 ล้านบาทเศษ
  • ชำระล่วงหน้า: ถึงปี 2570
  • พระเครื่องค้ำ: 400-500 ล้าน ราคาผันผวนตามตลาด
  • การแจ้งความ: ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

กรณี “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่มูลค่าขึ้นลงรวดเร็ว ผู้เล่นต้องระวังเรื่องการประเมินราคาและสัญญาชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิด

โทน บางแค ยังย้ำทิ้งท้ายว่ายังมุ่งทำมาหากินและชำระหนี้ครบตามกำหนด การเข้าพบตำรวจครั้งนี้เพื่อแสดงความโปร่งใส ไม่ใช่หลบหนีตามข่าวลือ ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องนี้ควรให้ศาลตัดสินเพื่อความยุติธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักธุรกิจที่เผชิญข้อพิพาท หากคุณสนใจข่าวพระเครื่องหรือคดีดัง ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองกรณีนี้อย่างไร?

ที่มา – “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

“มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่ข่มขู่

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ออกมาแถลงชี้แจงแบบยิบย่อย เกี่ยวกับวันเจรจาที่ถูกกล่าวหาว่ามีการข่มขู่ โดยยืนยันชัดเจนว่ามาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ แน่นอน พร้อมทั้งขอโทษ “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้เดือดร้อนจากเรื่องนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สินกับ “โทน บางแค” หรือ นายโทนทอง สุขแก่น ที่มาดามเก่งอ้างว่าถูกโกงเงินไปกว่า 300 ล้านบาท

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่

ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 มาดามเก่งเดินทางมาพร้อมทนายโต หรือ นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ และนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิท เพื่อชี้แจงกรณีที่โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กล่าวหาว่ามีการข่มขู่ในวันที่ 17 เมษายน 2569 มาดามเก่งเริ่มด้วยการขอโทษบิ๊กเต่าทันที “กราบขอโทษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน รู้สึกเสียใจมาก ไม่ยุติธรรมเลย” และสาบานต่อหน้าฝนตกพรำว่า “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” พร้อมฝากถึงโทนว่าอยากให้เคลียร์กันได้ เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษบิ๊กเต่า

ไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

มาดามเก่งเล่าไทม์ไลน์ยาวเหยียดตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากขายรถเบนซ์ Bentley ราคา 18 ล้านบาท ผ่านคนกลางเซียนพระชื่อนายอรรณพ ที่แนะนำโทน บางแค ซึ่งอ้างเป็นเซียนรถหรู จ่ายเช็ค 10 ใบ เงื่อนไขจ่ายทีหลัง 10 เดือน แต่เช็คเด้งบางใบ ตามด้วยซื้อขายแบรนด์เนมต่อเนื่อง

  • ยืมเงิน 100 ล้าน: โทนขอยืมทำธุรกิจกล้องส่องพระ 1,000 ตัว ต้นทุน 2,600 บาท ขาย 17,000 บาท ค้ำประกันตึกมูลค่า 100 ล้าน แต่จริงๆ 60 ล้าน สัญญาจดจำนองชัดเจน สุดท้ายแบ่งกล้อง 300 ตัวในราคาถูกลง
  • เงินก้อนใหญ่: รวม 120 ล้าน และ 180 ล้าน มีเช็คผ่อน แต่เด้งหมด พระเครื่อง 152 องค์ที่โทนให้ค้ำ อ้าง 400-500 ล้าน แต่ตีราคาได้แค่ 35-40 ล้าน
  • ผลกระทบ: มาดามเก่งเครียดจนป่วยซึมเศร้า มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 600 ล้าน ชดใช้บางส่วนเหลือ 300 ล้าน
ไทม์ไลน์มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ถูกโกงร้อยล้าน

วันที่ 14 ม.ค. 2569 ทีมทนายแจ้งความที่ บก.ป. แต่คดีไม่คืบ โทนพยายามนัดเจรจาผ่านเซียนพระหลายครั้ง จนถึงวันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่อาคารพิทักษ์รักษ์สันติ

บรรยากาศวันเจรจา: ไม่มีข่มขู่จริงๆ

มาดามเก่งยืนยัน โทนเป็นฝ่ายขอนัดผ่านเซียนพระ มี 8 คนในห้อง: มาดามเก่ง, บิ๊กเต่า, โทน, ทนายทั้งสองฝั่ง, เลขา, อัยการ บรรยากาศสงบ บิ๊กเต่าพูดว่า “โทน พี่งานยุ่งมาก พี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์ จะได้ไม่ต้องแจ้งความ” โทนบอกจะรวบรวมทรัพย์นัดรอบ 2 วันที่ 24 เม.ย. แต่ส่งทนายมาแทน สุดท้ายโทนไปแจ้งความ 5 คนรวมมาดามเก่งและบิ๊กเต่า ที่ สน.พหลโยธิน, สตช., อัยการสูงสุด

วันเจรจา มาดามเก่ง แจงยิบ ไม่มีการข่มขู่

ทนายโตเผยขบวนการ 7 คน กำลังสืบเส้นเงิน อัยการที่ถูกแจ้งเป็นญาติ work from home ให้คำปรึกษากฎหมายเท่านั้น นายอุ๊ เซียนพระยืนยันเห็นทุกขั้นตอน ยกเว้นวันเจรจา บางคนเคลียร์หนี้แล้ว

ทนายโตและมาดามเก่ง ชี้แจงกรณีโทนบางแค

สุดท้าย มาดามเก่งน้ำตาคลอ “โดนโกงร้อยล้าน แจ้งความกลับ จะไม่ร้องไห้ก็เก่งแล้ว” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำธุรกิจต้องระวังคนใกล้ตัว คิดเป็นบทเรียนราคาแพง

คุณคิดอย่างไรกับดราม่านี้? ใครผิดใครถูก คอมเมนต์บอกกันได้เลย หรือแชร์ประสบการณ์โดนโกงมาคุยกัน ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา!

ที่มา – “มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องกันครับ บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หลังจากที่เซียนพระดังอย่างโทนบางแค ออกมาโจมตี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะประเด็นค่าคอมมิชชั่น 30% และขบวนการเวียนพระเครื่องที่สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาท!

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค ยันหนังคนละม้วน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ บิ๊กเต่า รอง ผบช.ก. ได้ออกมาแถลงชี้แจงอย่างหนักแน่น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องที่โทนบางแคกล่าวหาว่าได้รับค่าคอมมิชชั่น 30% จากการทวงหนี้ ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด “เป็นหนังคนละม้วน” บิ๊กเต่าย้ำหนัก และยังแฉขบวนการโกงพระเครื่องที่ซับซ้อนของกลุ่มเซียนพระ 9 คนรวมถึงโทนบางแค

บิ๊กเต่าบอกว่าตนเองถูกโทนทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่าถูกข่มขู่กดดันให้ชำระหนี้ แต่จริงๆ แล้ว บิ๊กเต่าเป็นแค่คนกลางไกล่เกลี่ยตามคำขอของโทนเอง ไม่ได้เรียกตัวมา และไม่เคยขู่บังคับแต่อย่างใด คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย” ก็เพื่อให้การเจรจาเป็นไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น

ขบวนการเวียนพระเครื่องของโทนบางแคและพรรคพวก

ที่มาของเรื่องทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือไฮโซเก่ง ผู้เสียหายหลัก ได้มาร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ถูกกลุ่มเซียนพระ 9 คน รวมนายโทน บางแค ฉ้อโกงหลอกขายพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาทจากเคสนี้ และรวมทุกเคสเกิน 5,000 ล้านบาท!

วิธีการโกงสุดแย่แบบนี้คือ:

  • กลุ่มแรกทำทีมาขอเช่าพระเครื่องราคา 10 ล้านบาท จ่ายเช็คค้ำประกัน แล้วเอาเครื่องไป
  • จากนั้นกลุ่มที่สอง (พรรคพวกกันเอง) มาขอเช่าราคาสูงกว่า จ่ายเช็คใหม่
  • แกล้งทะเลาะกันต่อหน้าผู้เสียหาย แล้วบอกว่าพระถูกจำนำไป 20 ล้าน ให้ผู้เสียหายไปไถ่คืนด่วน มิฉะนั้นจะถูกยึด
  • สุดท้ายเช็คเด้ง พระหาย ผู้เสียหายขาดทุนยับ

พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ไปแล้ว 3 คน รวมโทนบางแค และจับตาคนอื่นๆ อีก ส่วนวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ผู้เสียหายจะตั้งโต๊ะแถลงเอง คาดว่าจะมีหลักฐานเพียบ!

การเจรจาครั้งที่ 1 และ 2 ล้มเหลว

วันที่ 17 เม.ย. โทนประสานบิ๊กเต่าเองเพื่อเจรจา แต่ไม่จบเพราะโทนอ้างไม่มีทรัพย์สิน สวนกลับว่าตรวจพบทรัพย์โทนกว่า 60 ล้านบาท! ครั้งที่ 2 วันที่ 24 เม.ย. ทนายโทนเอากระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบกับทะเบียนรถหรูมา แต่ราคาต่ำกว่าเช็คค้ำประกันมาก การเจรจาจึงล้มอีก

บิ๊กเต่ายังฝากประชาชนว่า ถ้าเจอเซียนพระกลุ่มนี้ “ตีเซียนพระก่อน” เพราะเป็นเซียนกระดาษเปล่า มีหลักฐานไม่ตรงกับที่โทนเล่าเพียบ แต่ยังไม่เปิดเผยทั้งหมดเพื่อความเป็นกลาง รอผู้เสียหายแถลงพรุ่งนี้

กรณี บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ ประชาชนควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน ใช้แอปประเมินพระหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ อย่าให้หลงกลขบวนการเวียนพระแบบนี้นะครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์ถูกโกงพระเครื่องในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากผู้เสียหายพรุ่งนี้ได้เลย! การตื่นตัวจะช่วยป้องกันตัวเองและคนอื่นๆ จากมิจฉาชีพได้

ที่มา – บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน ยันไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น 30% แฉขบวนการเวียนพระ

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่

ในกรณีร้อน “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการพระเครื่องและสังคมออนไลน์ ล่าสุดเซียนพระชื่อดัง โทน บางแค หรือนายโทนทอง สุขแก่น ได้เปิดใจหลังจากถูกสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมงที่สน.พหลโยธิน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเต่า” ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่ทวงหนี้ที่ไม่ใช่ของตนเอง

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โทน บางแค ได้รับการประสานงานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่าง “ป๋อง สุพรรณ” ให้ไปชี้แจงเรื่องหนี้สินที่สำนักงานชั้น 27 ของ บช.ก. แต่กลับถูก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พูดจาในลักษณะข่มขู่ เช่น “จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยเดินออกไป” ทำให้โทนรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 หรือไม่

หลังจากนั้น โทน บางแค ได้เดินทางเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 ที่สน.พหลโยธิน โดยมีทนายความและเอกสารหลักฐานครบถ้วน นอกจากบิ๊กเต่าแล้ว ยังแจ้งความกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนการกระทำผิดด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อเพราะอยู่ในสำนวนคดี โทนยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร และพร้อมสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดใดก็ได้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

สาเหตุหนี้สินและการหมุนเวียนธุรกิจพระเครื่อง

โทน บางแค ยอมรับว่ามีหนี้กับเจ้าหนี้รายดังกล่าวจริง 2 สัญญา มูลค่าหลักร้อยล้านบาท แต่ได้ชำระล่วงหน้าถึงปี 2570 พร้อมค้ำประกันด้วยพระเครื่อง ตึกแถว และเช็คล่วงหน้า สาเหตุที่หนี้เยอะมาจากการหมุนเวียนทุนในธุรกิจพระเครื่อง ซึ่งบางครั้งพระบางองค์ขายไม่ออกหรือได้กำไรน้อย เป็นเรื่องปกติของนักธุรกิจที่ทำมานานกว่า 30 ปี

โทนปฏิเสธข่าวลือเรื่องฉ้อโกงหรือเช็คเด้ง ยืนยันว่าชำระหนี้ปกติ สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรได้ มีหนี้ธนาคาร 2-3 แห่งและหนี้เอกชนรายเดียว หากมีปัญหาเช็คเด้งจะถูกฟ้องอาญาไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่เคลียร์ได้ โทนยังเคยถูกฉ้อโกงเองและไล่ฟ้องตามกฎหมาย

  • ชำระหนี้ล่วงหน้าถึงปี 2570
  • ค้ำประกันด้วยทรัพย์สินจริง
  • ธุรกิจพระเครื่องต้องหมุนทุนบ่อย
  • ไม่มีประวัติผิดสัญญา

การพิสูจน์ตัวเองและคำขอโทษป๋อง สุพรรณ

โทนไม่กังวลเรื่องหมายจับหรือคดีที่อาจเกิดขึ้น มั่นใจในความบริสุทธิ์และจะใช้สิทธิประกันตัวหากจำเป็น เรื่องขายพระปลอมก็ปฏิเสธ ขายแต่พระแท้เพื่อชื่อเสียงยั่งยืน แม้กำไรน้อย ยอมรับบริหารเงินผิดพลาดบ้างแต่จะพิสูจน์ได้ด้วยความจริง

โทนยังยกมือไหว้ขอโทษ “ป๋อง สุพรรณ” ผ่านสื่อ ว่าไม่มีเจตนาทำให้รุ่นพี่ลำบากใจ ยังเคารพเหมือนเดิม หลังสอบปากคำ โทนจะไปยื่นอัยการสูงสุดตรวจสอบบุคคลอ้างเป็นพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง

กรณี “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้นี้ สะท้อนปัญหาการทวงหนี้ที่อาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ เราเห็นความสำคัญของกระบวนการกฎหมายที่โปร่งใส โทนย้ำว่าเงินอำนาจซื้อข่าวได้แต่ซื้อความจริงไม่ได้

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? มันเป็นบทเรียนให้ธุรกิจพระเครื่องหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดได้ที่นี่!

ที่มา – “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

มอบตัว “สุรสิทธิ์” รปภ. ป.ป.ช. ปมสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและกฎหมายกันครับ คือกรณี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดในคดีสินบนสุดอื้อฉาวนี้

มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายสุรสิทธิ์ แพเกิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ได้เดินทางเข้ามอบตัวพร้อมทนายความ หลังทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับ โดยมี พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 บก.ปปป. และพนักงานสอบสวนรอรับตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายสรพงศ์ ผู้ต้องหาอีกรายมามอบตัวเมื่อวานนี้ ทำให้สุรสิทธิ์ตัดสินใจเข้ามอบตัวทันที ตำรวจจึงจับกุมตามหมายจับ แจ้งข้อหาร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ก่อนสอบปากคำและบันทึกจับกุม สุดท้ายได้รับการประกันตัวชั่วคราวในวงเงิน 105,000 บาท เหมือนกับผู้ต้องหาก่อนหน้า

รายละเอียดคดีสินบนทองคำและบทบาทของสุรสิทธิ์

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของคดี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำมูลค่า 246 บาทไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. โดยผ่านนายสุรสิทธิ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนใหญ่เกี่ยวกับการทุจริต โดย ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กลับกลายเป็นผู้เกี่ยวข้อง สร้างความฮือฮาให้สังคม นายสุรสิทธิ์มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางรับทองคำดังกล่าว

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายสุรสิทธิ์ แพเกิด, นายสรพงศ์, พ.ต.อ.ภาคภูมิ, นายเอกวิทย์ และอื่นๆ
  • ข้อหา: ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน
  • สถานที่เกิดเหตุ: ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้
  • มูลค่าทองคำ: 246 บาท (ตามเอกสารคดี)
  • สถานะล่าสุด: ได้ประกันตัวทั้งคู่

พัฒนาการคดีและผลกระทบต่อ ป.ป.ช.

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังฝังรากลึกในหน่วยงานปราบปรามทุจริตเอง การที่ผู้ต้องหามอบตัวอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความเด็ดขาดของ บก.ปปป. ในการติดตามจับกุม หากคดีนี้พิสูจน์ได้ จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการรักษาความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงกระบวนการคัดเลือกบุคลากร รปภ.พิเศษประจำกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีการตรวจสอบประวัติอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้อีก

จากข้อมูลที่ได้รับ คดีกำลังอยู่ในขั้นสอบสวนเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นถูกเรียกตัวเร็วๆ นี้ สังคมจับตาดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร

ในมุมมองของผม คดี มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท นี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงานได้ แม้จะช้าแต่ชัวร์ มันเตือนใจเราทุกคนว่าการทุจริตไม่มีที่ยืนในสังคมไทย หากคุณสนใจข่าวการเมืองและกฎหมาย ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างครับ!

ที่มา – มอบตัวอีกราย “สุรสิทธิ์” รปภ.พิเศษประจำตัว กรรมการ ป.ป.ช. ปมคดีสินบนทองคำ 246 บาท

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท พร้อมเกือบ 100%

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือคดีติดสินบนทองคำ 246 บาทที่เกี่ยวข้องกับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ล่าสุด “รองเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเผยความคืบหน้าอย่างเป็นทางการแล้วครับ

“รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) “รองเต่า” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีดังกล่าว โดยยืนยันว่า สำนวนคดีมีความพร้อมเกือบ 100% แล้ว เหลือแค่ตรวจสอบความเรียบร้อยเล็กน้อย ก่อนส่งให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีนี้เกิดจากปมที่นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นมือซื้อทองคำคนสำคัญ เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน” หลังจากถูกออกหมายจับเพราะไม่มาพบตามหมายเรียกถึง 2 ครั้ง ตำรวจ ปปป. ไม่ยอมให้ประวิงเวลา จึงดำเนินการจับกุม สอบสวน และปล่อยตัวชั่วคราวโดยประกันตัว

รายละเอียดผู้ต้องหาในคดีติดสินบนทองคำ 246 บาท

คดีนี้แยกสำนวนเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือสำนวนนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่งไปยังรัฐสภาฯ และศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว มีคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ ส่วนที่สองคือกลุ่มผู้ต้องหาอีก 5 ราย ได้แก่

  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีต รอง ผบ.ตร.
  • นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการ ป.ป.ช.
  • นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว
  • นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ
  • นายสุรสิทธิ์ แพเกิด

ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับมาให้ บก.ปปป. ดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง ป.ป.ช. และตอนนี้ “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จริงๆ

ท่าทีของ “รองเต่า” ต่อการถูกฟ้องกลับ

แม้ทนายผู้ต้องหาบางรายจะแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ แต่ “รองเต่า” ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ยึดหลักกฎหมายเคร่งครัด “เรารู้อยู่แล้วว่าทำคดีใหญ่แบบนี้ต้องเจอฟ้องร้อง ไม่ว่าจะถูกใจใครหรือไม่ ก็ต้องระมัดระวังรอบคอบทุกขั้นตอน” รอง ผบช.ก. กล่าวอย่างหนักแน่น

คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ การติดสินบนทองคำมูลค่าสูงขนาดนี้ แสดงถึงความพยายามแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการปราบปรามทุจริต หากสำนวนพร้อมส่งอัยการ คงมีเซอร์ไพรส์ให้ติดตามอีกเยอะ

จากข้อมูลที่ได้รับ ทองคำ 246 บาทนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มูลค่าประมาณ 5-6 ล้านบาท (ขึ้นกับราคาทองตลาด) เป็นเครื่องมือในการซื้อใจเจ้าหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ตำรวจ ปปป. ทำงานหนักมากในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งบันทึกการซื้อทอง การโอนเงิน และคำให้การ

สำหรับประชาชนอย่างเราๆ ควรติดตามคดีนี้ให้ดี เพราะมันจะเป็นตัวอย่างในการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลระดับสูง หากศาลตัดสินชี้ขาด จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้

สุดท้ายนี้ คิดว่าคดี “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100% จะเดินหน้าไปอย่างไร? คุณคิดว่าผู้ต้องหาจะหลุดรอดหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “รองเต่า” ยัน สำนวนบิ๊กโจ๊ก ปมติดสินบนทองคำ 246 บาท มีความพร้อมเกือบ 100%

Scroll to top