บุรีรัมย์

อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

บรรยากาศชิลล์ๆ อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ถือเป็นภาพที่น่ารักและเป็นกันเองสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานหนักเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้พบปะกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อตระเวนทานอาหารร้านริมทางแบบชาวบ้าน บอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกิน แต่ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนด้วยตัวเองอีกด้วย

กระแสตอบรับดีเยี่ยมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการที่นายอนุทินได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งได้รับข่าวดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบและรู้สึกประทับใจกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่าโครงการ 60:40 โดยชาวบ้านสะท้อนว่ามาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง และยังกระตุ้นให้ร้านค้าในชุมชนมียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมีความคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม

การที่นายอนุทินได้ยินเสียงตอบรับเชิงบวกเช่นนี้ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก โดยท่านได้ย้ำชัดว่าอะไรที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง รัฐบาลก็พร้อมที่จะสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้ให้เข้มแข็งขึ้น และจะมุ่งมั่นเดินหน้าหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

  • เน้นช่วยลดรายจ่ายให้ครัวเรือน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน
  • สานต่อโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง

ในระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง มีประชาชนที่ทราบข่าวเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงพื้นที่แบบ “ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ การที่นโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสัมผัสความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และการตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรออกมาให้เราได้เห็นกันอีกบ้าง แต่เชื่อเหลือเกินว่าโครงการที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบนี้ จะยังคงเป็นที่ต้องการของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “อนุทิน-เนวิน” ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด กินร้านริมทาง ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพข่าวที่น่าสนใจเมื่อท่านนายกฯ เดินทางลงพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายต้องเท่าเทียมและศักดิ์สิทธิ์เสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

สถานการณ์จริงในการ ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมมือกันตั้งด่านตรวจค้นอย่างเข้มงวดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของอาวุธปืนและยาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมาโดยตลอด ทันทีที่ขบวนรถของนายกฯ ผ่านด่าน เจ้าหน้าที่ก็ทำตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยการขอตรวจค้นตามปกติ ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ

บรรยากาศตอนตรวจค้นเมื่อ นายกฯ ลงพื้นที่

ในจังหวะที่มีการพูดคุยกัน นายกรัฐมนตรีได้สอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยความสนใจว่า “เจออะไรไหม” ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ตอบกลับตามความเป็นจริงว่า “เจอแต่ยาครับ” การที่ผู้นำประเทศยอมรับการตรวจค้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ถือเป็นการตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน อย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

มาตรการความปลอดภัยในครั้งนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสังคมไทยเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกี่ยวกับอาวุธปืนหลายครั้ง ทางรัฐบาลจึงได้สั่งการมาตรการเด็ดขาดดังนี้:

  • ระงับการออกใบอนุญาตซื้อปืน (ป.3) และครอบครองปืน (ป.4) ทั้งหมดชั่วคราว
  • สั่งให้กรมการปกครองยกเลิกการมอบอาวุธปืนเป็นรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน
  • เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งด่านตรวจสกัดอาวุธปืนและสิ่งผิดกฎหมายทั่วประเทศ

การดำเนินการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนโยบาย แต่คือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน การที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งโดยมีผู้นำเป็นต้นแบบเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมของสังคมในระยะยาวครับ เราในฐานะประชาชนก็ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาดเพื่อบ้านเมืองต่อไป

ที่มา – ตอกย้ำเอาจริง ตรวจเข้มปืน-ยาเสพติดด่านบุรีรัมย์ เจอ “อนุทิน” ก็ไม่ปล่อยผ่าน

จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดได้ทำการ **จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า** หลังสืบทราบมาว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านเส้นทางในพื้นที่อำเภอบ้านด่าน โดยผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกรวบตัวได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 6,000 เม็ด และอาวุธปืนที่พกติดตัวมาด้วย

เบื้องหลังการจับกุมผู้ค้ายาเสพติด

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังดักซุ่มตามเส้นทางที่คาดว่าเป็นจุดส่งมอบยาเสพติด จนกระทั่งพบชาย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยท่าทางมีพิรุธ โดยคนซ้อนท้ายมีลักษณะกอดหน้าท้องตัวเองตลอดเวลา เมื่อแสดงตัวเข้าตรวจสอบก็พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อ และยังพบอาวุธปืนขนาด .38 พร้อมกระสุนอีก 10 นัด ซึ่งการที่ตำรวจสามารถ จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการตัดวงจรยาเสพติดในพื้นที่

จากการสอบสวนผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่ายาบ้าทั้งหมดสั่งซื้อมาจากชาวลาวผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยทำมาอย่างต่อเนื่องหลังจากพ้นโทษในคดียาเสพติดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และสำหรับสาเหตุที่มีอาวุธปืนติดตัวนั้น ทั้งสองอ้างว่าพกไว้ป้องกันตัวจากกลุ่มค้ายาเสพติดเจ้าอื่นที่อาจจะมาดักปล้นยาบ้าไป

พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การกระทำผิดซ้ำ

  • ผู้ต้องหาเคยมีประวัติคดียาเสพติดมาก่อน
  • มีการติดต่อซื้อขายยาเสพติดผ่านเครือข่ายออนไลน์กับผู้ค้าต่างชาติ
  • ใช้เส้นทางอำเภอสตึกและอำเภอบ้านด่านเป็นเส้นทางขนส่งยาเสพติด
  • มีพฤติกรรมการเสพก่อนนำมาจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่

เหตุการณ์การ จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดในชุมชนยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เสพที่ผันตัวมาเป็นผู้ค้าเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายและซื้อยาเสพติดมาเสพต่อ การป้องกันและปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคนในชุมชนไม่ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อลดความเสี่ยงที่ยาเสพติดจะเข้าถึงเยาวชนและคนในครอบครัวของเราครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

เรื่องราวสุดประทับใจที่ใครหลายคนได้ยินแล้วต้องยิ้มตาม เมื่อหมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการกุศลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยนายแพทย์สนธยา วัฒนโกศล ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจรักษาโรคทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เปิดใจ หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31

บรรยากาศที่คลินิกตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม เต็มไปด้วยความอบอุ่น มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารับบริการ ทั้งตรวจสุขภาพ ตัดผมฟรี นวดเพื่อสุขภาพ รวมถึงมีโรงทานแจกอาหารและเครื่องดื่ม กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 44 นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาตลอด 31 ปี โดยมีผู้ป่วยได้รับประโยชน์ไปแล้วมากกว่า 33,800 ราย และประชาชนที่ได้รับแจกอาหารมากกว่า 200,000 ราย

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่ 65 ปี คุณหมอได้เปิดเผยความรู้สึกว่าร่างกายเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจว่ากิจกรรม หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 นี้ จะจัดต่อไปอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น ก่อนจะยุติกิจการลงในปี 2570

แม้จะมีการตัดสินใจยุติบทบาทการรักษา แต่เจตนารมณ์ในการทำความดีนั้นยังไม่หายไปไหน คุณหมอสนธยาได้ส่งต่อภารกิจสำคัญนี้ให้กับลูกๆ ของท่าน โดยมีความคาดหวังดังนี้:

  • ลูกสาว (ทันตแพทย์): อยากให้สานต่อการจัดกิจกรรมในวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • ลูกชาย (แพทย์สูตินรีเวช): หากมีโอกาสเปิดคลินิกในอนาคต อยากให้ช่วยสานต่อกิจกรรมทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม

ความตั้งใจจริงของคุณหมอสนธยาไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยให้กับผู้คน แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เชื่อว่าเจตนารมณ์ที่ดีนี้จะถูกส่งต่อและได้รับความร่วมมือจากลูกๆ ของท่านให้คงอยู่ต่อไปอย่างสง่างาม แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความดีงามที่สร้างไว้จะยังคงอยู่ในใจชาวบุรีรัมย์เสมอ

ที่มา – หมอสนธยา เปิดคลินิกรักษาฟรีวันแม่ปีที่ 31 เผยตั้งใจทำอีกเพียง 1 ปี ก่อนยุติกิจการ

ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินข่าวอัคคีภัยกันอยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณยายวัย 77 ปีรายนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนใจให้เราต้องหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยภายในบ้านให้มากขึ้น เรื่องราวของ ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เต็มไปด้วยทั้งความระทึกขวัญและเรื่องราวที่น่าสลดใจไปพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์ระทึก ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อคุณยายหล่อง เที่ยงธรรม เจ้าของบ้านต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงดังเปรี๊ยะๆ และควันไฟที่พุ่งขึ้นมา ขณะนั้นคุณยายกำลังนอนหลับอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน และพบว่าต้นเพลิงมาจากพัดลมที่เปิดทิ้งไว้ ซึ่งคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด ว่าในตอนนั้นบันไดถูกไฟลามปิดทางไปแล้ว ทำให้คุณยายต้องตัดสินใจหาทางรอดหน้าต่าง

วินาทีชีวิตและการตัดสินใจที่กล้าหาญ

ในขณะที่เปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำ คุณยายพยายามจะปีนต้นมะละกอลงมา แต่ลูกชายที่อยู่ด้านล่างได้ตะโกนห้ามไว้และบอกให้คุณแม่กระโดดลงมาโดยที่ตนจะคอยรับไว้ ด้วยสัญชาตญาณความรักของแม่ลูก ทั้งคู่สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แม้บ้านจะเสียหายทั้งหลัง แต่ถือว่าโชคดีมากที่คุณยายไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด ยังทิ้งความเศร้าไว้เบื้องหลัง

  • ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าหรือชำรุดเป็นประจำ
  • ติดตั้งถังดับเพลิงไว้ในจุดที่หยิบใช้ง่าย
  • วางแผนเส้นทางหนีไฟให้ชัดเจนสำหรับคนในบ้าน
  • ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กไฟว่ามีรอยไหม้หรือไม่

สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมากคือ การสูญเสียแม่สุนัขและลูกสุนัขรวม 7 ตัวที่ถูกไฟคลอกตายภายในบ้าน เนื่องจากเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะเข้าไปช่วยได้ทัน ซึ่งนี่ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกครัวเรือนในการดูแลสัตว์เลี้ยงและตรวจสอบความปลอดภัยจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อาจเกิดความเสียหายได้ทุกเมื่อ

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเสมอ โดยเฉพาะพัดลมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการซ่อมแซมบ่อยครั้ง ควรเปลี่ยนใหม่แทนการซ่อมเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ขอให้เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนหันมาใส่ใจความปลอดภัยในที่พักอาศัยกันมากขึ้นครับ

ที่มา – ยายวัย 77 เล่านาทีชีวิตไฟไหม้บ้านชั้น 2 หนีตายหวุดหวิด สลดแม่หมาพร้อมลูกน้อยดับ 7 ตัว

บุรีรัมย์ ไข่ไก่แพงไม่หยุด ราคาแตะฟองละ 4 บาท ต้นทุนพุ่ง

สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับทั้งผู้บริโภคและพ่อค้าแม่ค้าอย่างมาก โดยล่าสุดที่ จ.บุรีรัมย์ มีการรายงานว่าราคาไข่ไก่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ บุรีรัมย์ ไข่ไก่แพงไม่หยุด ราคาแตะฟองละ 4 บาท ต้นทุนพุ่ง สร้างความกังวลใจให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกๆ วัน

สถานการณ์จริงเมื่อ บุรีรัมย์ ไข่ไก่แพงไม่หยุด ราคาแตะฟองละ 4 บาท ต้นทุนพุ่ง

จากการติดตามบรรยากาศการขายไข่ไก่ในตลาดสดหลายแห่ง พบว่าเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่าการที่ บุรีรัมย์ ไข่ไก่แพงไม่หยุด ราคาแตะฟองละ 4 บาท ต้นทุนพุ่ง แบบนี้ ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง แม้ราคาหน้าแผงจะดูเหมือนสูง แต่กำไรที่ได้กลับน้อยลงอย่างน่าใจหาย เนื่องจากทุนที่รับมานั้นขยับขึ้นตามประกาศของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่

ผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภค

ปัญหาที่ตามมาจากการที่ราคาไข่ไก่ขยับขึ้น คือพฤติกรรมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ลูกค้าประจำหันมาประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น จากเดิมที่เคยซื้อยกแผง ก็ลดจำนวนลงเหลือเพียงครึ่งแผง
  • พ่อค้าแม่ค้าต้องใช้เงินหมุนเวียนในร้านสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
  • กำไรต่อฟองแทบไม่เหลือ เนื่องจากแบกรับภาระค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังคงผันผวนเช่นนี้ โครงการจากทางภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เข้ามาช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนให้ยังคงเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลของชาวบ้านก็คือ หากโครงการนี้หมดอายุลง ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนย่อมพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของผู้เขียน เห็นว่าการที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาแทรกแซงหรือช่วยเหลือควรเป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาชั่วคราว เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคสามารถอยู่รอดได้ภายใต้กลไกตลาดที่ยุติธรรม การต่ออายุโครงการดีๆ ออกไปจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่คาดหวัง เพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤตค่าครองชีพในขณะนี้

ที่มา – บุรีรัมย์ แม่ค้าโอด “รวยไม่ไหวแล้ว” ไข่ไก่แพงไม่หยุด ราคาแตะฟองละ 4 บาท ต้นทุนพุ่ง

เสรีพิศุทธ์ บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก บ้านเนวิน จี้ที่ดินเขากระโดง

ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ลุยเปิดปฏิบัติการสำคัญด้วยการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองใหญ่ โดยการที่ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ นั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโซเชียลเลยทีเดียวครับ

“เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เริ่มปฏิบัติการที่บ้านเลขที่ 30/2 ของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นที่ตั้งของบริษัทหลายแห่ง รวมถึงสนามแข่งรถชื่อดัง งานนี้หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับงบประมาณรัฐกว่า 4,000 ล้านบาท ที่นำมาสนับสนุนงานระดับโลกอย่างโมโตจีพี โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อคำว่า “ชงเองกินเอง” หรือไม่

ตรวจสอบความจริงปมที่ดินเขากระโดง

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่คนจับตามองมากที่สุดคือเรื่องที่ดินบริเวณสถานีรถไฟเขากระโดง ซึ่งมีประเด็นเรื่องคำพิพากษาว่าเป็นของ รฟท. แต่ยังไม่มีการจัดการที่ชัดเจน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยความที่พรรคภูมิใจไทยกุมบังเหียนกระทรวงสำคัญไว้หลายแห่ง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดูจะล่าช้าหรือไม่อย่างไร โดยภารกิจ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ ยังรวมไปถึงการตรวจสอบบ้านพักของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกด้วย

จากการเดินสำรวจพื้นที่ตลอดทั้งคืน ทั้งสนามฟุตบอลและสถานที่ประกอบการต่างๆ ทีมข่าวรายงานว่ามีการเตรียมพยานหลักฐานชุดใหญ่เพื่อใช้ในชั้นศาล ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและน่าติดตามอย่างยิ่งครับ

  • ตรวจสอบสถานะที่ดินเขากระโดง
  • ติดตามเส้นทางการใช้งบประมาณรัฐ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยงในนามบริษัทเครือข่าย

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ ครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งประชาชนอย่างเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความจริงเรื่องที่ดินและการใช้งบประมาณจะกระจ่างขึ้นหรือไม่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลจริง ๆ หากใครมีมุมมองอย่างไร หรือคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน คอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในเรื่องการตรวจสอบที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยล่าสุด “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มกำลังหลังจากถูกคู่กรณีฟ้องร้อง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ท่านตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อท่านได้รับหมายศาลในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่าการเดินทางไปในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพื่อให้ทนายความเห็นพื้นที่จริงก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง

เปิดใจทำไม “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ในการให้สัมภาษณ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่น่าสนใจว่า แม้จะได้รับหมายศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นี้ แต่ท่านได้แจ้งทางศาลไปอย่างชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์ที่จะทำการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะต้องการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาลมากกว่า โดยท่านเตรียมพานคณะทนายความลงพื้นที่ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สิ่งที่น่าสนใจคือการเตรียมตัวของท่านในครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • เตรียมลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อดูพื้นที่จริงกับทนายความ
  • เตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล
  • เตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2569

หลายคนมองว่าการที่ “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาในทิศทางไหน

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในที่ดินของรัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่พลิกโฉมคดีนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

โศกนาฏกรรม จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ

นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เมื่อมีรายงานข่าวกรณีจมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่ ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งความสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กในช่วงปิดเทอมหรือช่วงที่ผู้ปกครองต้องทำงานนอกบ้าน

โศกนาฏกรรม จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นที่บ้านโคกเมี๊ยะ ตำบลร่อนทอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเด็กชายฝาแฝดวัยเพียง 7 ขวบ ได้พลัดตกสระน้ำกลางทุ่งนาจนเสียชีวิต โดยทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระดมกำลังเข้าค้นหาและนำร่างขึ้นมาท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง

สรุปเหตุการณ์ จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ

จากการสอบถามผู้เป็นย่า ซึ่งทำหน้าที่ดูแลหลานแฝดแทนพ่อแม่ที่ไปทำงานต่างจังหวัด ได้เล่าด้วยความโศกเศร้าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกไปตัดหญ้าให้วัวและกำชับหลานให้ดูแลกันเอง ห้ามเล่นน้ำและห้ามเล่นไฟเด็ดขาด แต่คาดว่าเด็กๆ อาศัยจังหวะนี้แอบไปเล่นน้ำที่สระหลังหมู่บ้านจนเกิดเหตุร้ายขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุ จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่ คือลักษณะทางกายภาพของสถานที่:

  • สระน้ำตั้งอยู่กลางทุ่งนาและห่างไกลจากบ้านเรือน
  • ความลึกของสระน้ำมากกว่า 5 เมตร
  • ขอบสระมีความลาดชันสูง ทำให้เด็กเล็กเสียหลักลื่นไถลได้ง่าย
  • ไม่มีรั้วกั้นหรือป้ายเตือนอันตรายรอบบริเวณสระน้ำ

ความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความเจ็บปวดของคุณย่าที่ดูแลหลาน แต่ยังเป็นความสะเทือนใจของคนเป็นแม่ที่ต้องรีบเดินทางจากจังหวัดชลบุรีเพื่อมาดูร่างลูกเป็นครั้งสุดท้าย พ่อแม่หลายคนมักฝากบุตรหลานไว้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย พ่อแม่ผู้ปกครองควรปฏิบัติดังนี้:

  • หากบ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ควรล้อมรั้วป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงได้โดยลำพัง
  • สอนให้เด็กตระหนักถึงอันตรายของการเล่นน้ำโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล
  • สังเกตพฤติกรรมเด็กและไม่ปล่อยให้คลาดสายตาหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • สอนทักษะการเอาตัวรอดในน้ำเบื้องต้นให้เด็ก เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนให้สังคมเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด การป้องกันย่อมดีกว่าการเสียใจภายหลัง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกครอบครัวมีความระมัดระวังมากขึ้นครับ

ที่มา – จมน้ำดับคู่ ฝาแฝดวัย 7 ขวบ คาดชวนกันไปเล่นน้ำ ตอนย่าไม่อยู่

Scroll to top