บุรีรัมย์

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกระแสข่าวที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามายึดครองพื้นที่บริเวณ “ผาอินทรีย์” ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง ได้แก่ ตชด.216 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันดังกล่าว เวลา 10.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการเข้าถึงพื้นที่ เนื่องจากสภาพเส้นทางไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ยานยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ “ผาอินทรีย์” ตั้งอยู่บริเวณสายตรี 6 ใต้ ตำบลบึงเจริญ อำเภอบ้านกรวด ห่างจากถนนสาย 224 ประมาณ 12 กิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของฐาน ตชด.216 ที่ถูกยุบเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2533 ทำให้ทางราชการมีข้อมูลและประวัติการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจน

ผลจากการตรวจสอบพื้นที่ในเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ ตชด.216 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่พบหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ใดๆ ที่แสดงว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐาน ปรับปรุงพื้นที่ หรือก่อสร้างเส้นทางภายในเขตแดนไทย ตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจสภาพภูมิประเทศภาคสนาม ก็ไม่ปรากฏการเคลื่อนกำลังหรือกิจกรรมทางยุทธวิธีใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว

บริเวณโดยรอบ “ผาอินทรีย์” ยังคงเป็นป่ารกทึบ และมีเพียงร่องรอยถนนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน จากการตรวจสอบในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย หรือเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการลาดตระเวนและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าวแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการแจ้งความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และต่อภารกิจการดูแลความมั่นคงชายแดนของหน่วยงานภาครัฐ

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการป้องกันชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง และยึดมั่นในหลักความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

ความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารเกี่ยวกับ “ผาอินทรีย์”

การตรวจสอบข่าวสารที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่อ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแถลงการณ์อย่างรวดเร็วและชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดโอกาสในการแพร่กระจายของข่าวปลอม

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคม

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากข้อมูลที่ผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ต่อ การมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” บุรีรัมย์ จ่อเอาผิดคนปล่อยข่าวมั่ว

ชรบ.ชายแดน โวย! เบี้ยเลี้ยงเหลือ 300 บาท

เรื่องราวร้องเรียนจาก ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ชายแดน จ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นที่สนใจ เมื่อพวกเขาออกมาอ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะได้ ทำให้เงินที่ได้รับจริงเหลือน้อยนิดแค่ 300 บาท! เรื่องนี้ร้อนถึงศูนย์ดำรงธรรม จนต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ชรบ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด พวกเขานำหลักฐานเป็นสลิปการเบิกถอนเงิน และคลิปวิดีโอมายืนยันว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลอนุมัติให้คนละ 3,600 บาท ถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บไป โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ ชรบ. แต่ละคนได้รับเงินจริงเพียง 300 บาทเท่านั้น

กลุ่ม ชรบ. เหล่านี้อ้างว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินจาก ชรบ. ทั้งหมด 18 นาย โดยให้เหตุผลว่าจะนำเงินไปจ่ายค่าตัดชุด และค่าฝึกอบรม ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเสียสละเวลาส่วนตัว ทำงานเพื่อหมู่บ้านโดยไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ มีเพียงชุดและอาหารให้เมื่อปฏิบัติภารกิจเท่านั้น

เมื่อรัฐบาลอนุมัติเงินเบี้ยเลี้ยงให้ ชรบ. คนละ 3,600 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์ชายแดนไม่สงบ พวกเขากลับถูกเรียกเก็บเงินดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายคนจึงตัดสินใจลาออกและคืนปืนแล้วถึง 8 นาย

เหตุผลที่ต้องลาออกจาก ชรบ.ชายแดน

ตัวแทน ชรบ. ที่ตัดสินใจลาออก เล่าว่า พวกเขาเป็น ชรบ. มานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนชุดให้ฟรี และการฝึกอบรมก็ไม่เคยเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เวลาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีข้าวกล่องให้ เพราะรู้ดีว่า ชรบ. ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรก กลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด ทำให้รู้สึกเสียใจและผิดหวัง

“ตอนอพยพก็ต้องอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เข้าเวรลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจ แต่พอได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรกกลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด เหลือคืนให้คนละ 300 บาท ก็เสียความรู้สึก จึงตัดสินใจลาออก” ตัวแทน ชรบ. กล่าว

ทีมข่าวได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่สามารถติดต่อได้โดยตรง เนื่องจากติดประชุม อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ายังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

ขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งว่า ได้ส่งเรื่องให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในชุมชน และความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่ ชรบ.ชายแดน ต้องเผชิญกับปัญหา ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท สะท้อนถึงความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อไป การออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมของ ชรบ.ชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท ทยอยลาออกแล้ว 8 นาย

เขตฯ เสียใจเหตุเด็กถูกไฟช็อตดับ เร่งเยียวยา

จากกรณีที่น่าเศร้า เด็กชายวัย 5 ขวบถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งกำชับให้ทุกสถานศึกษาเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย และเร่งดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ รวมถึงให้ความช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เมื่อน้องโมเดล นักเรียนชั้นอนุบาล 2 ถูกไฟฟ้าช็อตขณะเล่นชิงช้าในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน สร้างความโศกเศร้าและความกังขาให้กับชาวบ้านและครอบครัว เนื่องจากมีการอ้างว่าเคยมีเหตุการณ์ไฟฟ้าช็อตเกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันมาก่อน แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

ทางโรงเรียนได้ให้ข้อมูลว่า จะดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยการเบิกเงินประกันชีวิตอุบัติเหตุ แต่เมื่อสอบถามถึงสาเหตุและการแจ้งเตือนก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งว่าไม่เคยได้รับการแจ้งเตือนใดๆ

นายบรรพต สรวนรัมย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าสำนักงานเขตฯ จะรับผิดชอบตามกระบวนการ และหาทางช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวอย่างเต็มความสามารถ

เบื้องต้น เด็กชายจะได้รับเงินประกันชีวิตจากบริษัทประกันชีวิต ครูในโรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 รวมเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง แต่ทางเขตฯ ยังคงพยายามหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับครอบครัว

มาตรการช่วยเหลือและดำเนินการหลังเกิดเหตุ รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

สำหรับสาเหตุของการเกิดไฟรั่ว ทางสำนักงานเขตฯ จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากโรงเรียนเป็นสถานที่เปิด และมักมีเยาวชนเข้ามาใช้บริการในช่วงเย็น ซึ่งอาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความประมาทเลินเล่อในการปิดไฟ หรืออาจมีช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ดูแล ทำให้เกิดช่องว่างจนนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

หลังจากนี้ จะมีการกำชับให้ทุกโรงเรียนกวดขันเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยมาตรการความปลอดภัยของเด็กนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

ทางสำนักงานเขตฯ เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของเด็กและการจัดการเรียนการสอนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและบำรุงรักษาสถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ การป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงควรเริ่มต้นจากการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน

นอกจากนี้ การให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าแก่เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถระบุความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน

การเยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสียและการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความประมาท แต่เป็นเรื่องของระบบที่ต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและนักเรียนว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้

ที่มา – รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ย้ำสร้างภูมิคุ้มกัน

“โสภณ ซารัมย์” ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ลุยขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win” แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ใน 4 อำเภอ สั่งเน้นย้ำอย่าปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

วันที่ 1 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win: ติดตาม เร่งรัด โครงการรวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยมี นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอ 4 อำเภอ พุทไธสง คูเมือง บ้านใหม่ไชยพจน์ นาโพธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผอ.รพ.สต. และผู้นำชุมชน ร่วมให้การต้อนรับ เพื่อเน้นย้ำแนวทางการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน พร้อมลงพื้นที่เยี่ยม “มินิธัญญารักษ์พุทไธสง (บ้านทอแสงตะวัน)” ซึ่งมีผู้เข้ารับการบำบัดจำนวน 31 คน

ในโอกาสนี้ มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) โดย พันตำรวจเอก สมยศ พื้นชัยภูมิ ได้มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานของบ้านทอแสงตะวัน จำนวน 100,000 บาท เพื่อส่งเสริมกิจกรรมบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

จากนั้น เวลา 13.00 น. รองนายกรัฐมนตรี เดินทางต่อไปยัง ศูนย์ฟื้นฟูรวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติด วัดสมศรี อำเภอนาโพธิ์ ซึ่งเปิดค่ายบำบัดภายใต้ความอนุเคราะห์ของ พระครูโพธิคุณากร รองเจ้าคณะอำเภอนาโพธิ์ โดยมีนายอำเภอ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ผอ.รพ.สต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมให้การต้อนรับ และให้กำลังใจผู้บำบัดในค่าย จำนวน 43 คน

จากการพูดคุยกับผู้บำบัด พบว่าสาเหตุหลักของการเสพยา ได้แก่ 1. เสพเพื่อเพิ่มแรงในการทำงาน 2. ปัญหาความขัดแย้งและแตกแยกภายในครอบครัว

รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ต้อง “ป้องกันควบคู่ปราบปราม” การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่อาจพึ่งการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง ภูมิคุ้มกันทางสังคม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และครอบครัว เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ สร้างโอกาสให้ผู้มีความเสี่ยงได้รับความรู้ มีอาชีพ และสามารถดูแลตนเองได้จึงจะแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน

“ขอให้ผู้นำได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ในการให้โอกาสแก่ผู้ที่ผ่านบำบัด ได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติ” นายโสภณ กล่าว

โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ สั่งย้ำอย่าปราบอย่างเดียว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมควบคู่ไปกับการปราบปราม โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดของโสภณ ซารัมย์

  • บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำชุมชน, และครอบครัว
  • สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์: ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพ
  • ให้โอกาสแก่ผู้ที่ผ่านการบำบัด: สนับสนุนการกลับคืนสู่สังคม

การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน การ โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับชุมชน

จากข้อมูลการพูดคุยกับผู้บำบัด พบว่าสาเหตุของการเสพยามาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งเพื่อเพิ่มแรงในการทำงาน และปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว การแก้ไขปัญหาจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากวงจรยาเสพติด

การที่ โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ และเน้นย้ำถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพราะการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดจากยาเสพติดและมีความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ สั่งย้ำอย่าปราบอย่างเดียว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

สุดเศร้า! น้องซับหวาย ลูกช้างป่าจากไปอย่างสงบ

สุดเศร้า… “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลง ได้จากไปอย่างสงบแล้ว หลังอ่อนเพลียอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ทำพิธีส่งวิญญาณตามความเชื่อ

จากกรณีที่ นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบลูกช้างป่าพลัดหลง ในสภาพอิดโรย บริเวณไร่มันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบและพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้ อายุราว 2-3 เดือน มีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง มีบาดแผลที่เท้าหลัง หาง และสะดือ พบหนอนเจาะแผล สัตวแพทย์ได้รีบทำความสะอาด ให้ยาฆ่าเชื้อ และนำไปดูแลที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งชื่อให้ว่า “น้องซับหวาย”

ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 ได้ร่วมกันรักษาและตรวจวินิจฉัยอาการของ น้องซับหวาย อย่างละเอียด พบว่ามีน้ำหนัก 131 กิโลกรัม สูงประมาณ 1 เมตร ผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติของกระดูกและข้อ แพทย์ได้ให้ยาลดปวด ยาแก้อักเสบ ล้างแผล และเจาะเลือดเพื่อตรวจเพิ่มเติม

แม้ว่า น้องซับหวาย จะยังมีอาการอ่อนแรงและกินนมน้อย แต่ทีมสัตวแพทย์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อประคับประคองอาการวิกฤต

ล่าสุด ในช่วงเช้าของวันที่ 24 ตุลาคม ชีวิตเล็กๆ ที่ทุกคนช่วยกันดูแลก็ได้จากไปอย่างสงบ ที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้จัดพิธีฝังร่างของน้องซับหวายตามประเพณี โดยมีพระครูจันทชัยธรรม เจ้าอาวาสวัดใหม่ชัยมงคล ทำพิธีส่งดวงวิญญาณ

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ กล่าวว่า ชาวบ้านพบลูกช้างป่าเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างไปที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย และประสานสัตวแพทย์เข้าทำการรักษา คาดว่าสาเหตุการเสียชีวิตของลูกช้างป่า น่าจะมาจากการติดเชื้อบริเวณบาดแผลที่หางและสะดือ

อย่างไรก็ตาม สัตวแพทย์ได้ผ่าพิสูจน์นำชิ้นเนื้อของ น้องซับหวาย ส่งตรวจเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

น้องซับหวาย จากไปอย่างสงบ

การจากไปของน้องซับหวาย สร้างความเสียใจให้กับผู้ที่ช่วยเหลือ

การจากไปของน้องซับหวายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิตสัตว์ป่า และความสำคัญของการอนุรักษ์

ที่มา – สุดเศร้า “น้องซับหวาย” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลง จากไปอย่างสงบ กลับดาวช้างแล้ว

ลูกช้างป่าพลัดหลง: พบลูกช้างป่าดงใหญ่

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่เร่งช่วยเหลือ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยหวังว่าจะสามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ในเร็ววัน สถานการณ์นี้สร้างความห่วงใยให้กับผู้ที่รักสัตว์ป่าเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบลูกช้างป่าพลัดหลงจากโขลงในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าลูกช้างป่าอยู่ในป่ามันสำปะหลังของชาวบ้าน มีบาดแผลที่เท้าหลังซ้ายบวม และสะดือยังไม่แห้ง มีหนองเล็กน้อย สันนิษฐานว่าเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้ให้การดูแลเบื้องต้น พร้อมประสานสัตวแพทย์เข้าตรวจรักษาอาการบาดเจ็บและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การช่วยเหลือลูกช้างป่าพลัดหลงเป็นไปอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

นายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการตรวจพบว่าเป็นลูกช้างป่าเพศผู้อายุประมาณ 2-3 เดือน สภาพลูกช้างป่ามีอาการอ่อนเพลีย อิดโรย มีบาดแผลที่หาง เท้าหลังซ้าย และพบแผลที่สะดือ

สัตวแพทย์ได้ทำการตรวจสอบ ทำความสะอาดแผล ให้ยาฆ่าเชื้อ และเคลื่อนย้ายช้างไปรักษาที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับหวาย ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ การดูแลรักษาสุขภาพของลูกช้างเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ลูกช้างป่าพลัดหลง: การช่วยเหลือและอนาคต

เบื้องต้นคาดว่า ลูกช้างป่าน่าจะพลัดหลงจากโขลงแม่ช้างที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามร่องรอยของโขลงแม่ช้าง เพื่อช่วยเหลือลูกช้างให้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย การกลับคืนสู่โขลงเป็นเป้าหมายหลักในการช่วยเหลือครั้งนี้

ความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

เหตุการณ์ลูกช้างป่าพลัดหลงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่าและพื้นที่ป่าที่พวกมันอาศัยอยู่ การบุกรุกพื้นที่ป่าและการล่าสัตว์เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของช้างป่า การปกป้องช้างป่าจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

  • การอนุรักษ์พื้นที่ป่า: รักษาพื้นที่ป่าให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างป่า
  • การป้องกันการล่า: ป้องกันการล่าช้างป่าเพื่อเอางาหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • การให้ความรู้: สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่า

การดูแลลูกช้างป่าพลัดหลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความพยายามในการอนุรักษ์ช้างป่าของประเทศไทย เราหวังว่าลูกช้างจะกลับคืนสู่โขลงได้อย่างปลอดภัย และได้รับการดูแลจากแม่ช้างต่อไป

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ช้างป่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ การลดการใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า หรือเพียงแค่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้างป่าให้ผู้อื่นได้รับรู้ มาร่วมกันปกป้องช้างป่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

ที่มา – แม่อยู่ไหน “ลูกช้างป่า” พลัดหลงโขลงป่าดงใหญ่ พบบาดเจ็บที่เท้า สะดือยังไม่แห้ง

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส: กรุงไทยเปิดจุดบริการ พร้อมวิธีโหลดเป๋าตัง

ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ เปิดจุดบริการพิเศษ ONE Stop service ให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ผู้ให้บริการขนส่ง ที่ต้องการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รับชำระค่าสินค้าและบริการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” พร้อมแนะนำให้ผู้มีสิทธิตามเงื่อนไข โหลดแอปฯ ถุงเงิน หรือเป๋าตังผ่าน App Store และ Google Play Store เพื่อหลีกเลี่ยงการโหลดจากลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของจุดบริการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

ตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้ประกอบการร้านค้าให้ความสนใจลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในการเตรียมเอกสารและแบบฟอร์มการลงทะเบียน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พอใจกับการบริการที่รวดเร็วและสะดวกสบาย

คนละครึ่งพลัส

สำหรับร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ร้านค้าเดิมสามารถกดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ได้เลย ส่วนร้านค้าใหม่จะต้องดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมแนบเอกสารหลักฐาน และยื่นที่จุดบริการธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

นายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้กล่าวขอบคุณธนาคารกรุงไทยที่จัดบริการ ONE Stop service และเตือนประชาชนให้ดาวน์โหลดแอปฯ ถุงเงิน หรือเป๋าตัง จาก App Store หรือ Google Play Store เท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ยังเตือนร้านค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า

คนละครึ่งพลัส

ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องมีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป มีบัตรประชาชน และไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 ส่วนประชาชนทั่วไปลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม–31 ธันวาคม 2568

ผู้ที่ยื่นภาษีจะได้รับสิทธิ์สูงสุด 2,400 บาทต่อคน ส่วนกลุ่มทั่วไปจะได้สิทธิ์สูงสุด 2,000 บาทต่อคน จำกัดการใช้ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน โดยรัฐบาลจะร่วมจ่าย 50% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และร้านค้ารับเงินผ่านแอปฯ ถุงเงิน

ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

ขั้นตอนการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสสำหรับร้านค้าใหม่

  • ดาวน์โหลดใบสมัครจากเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com
  • กรอกข้อมูลในใบสมัครให้ครบถ้วน
  • แนบหลักฐานสำเนาบัตรประชาชน และรูปถ่ายคู่กับร้านค้า
  • ให้กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านรับรอง
  • ยื่นเอกสารที่จุดบริการธนาคารกรุงไทย

การลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและร้านค้า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพ อย่ารอช้า รีบลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสกันนะคะ!

ที่มา – ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ธ.กรุงไทย เปิดจุดให้บริการร้านค้า แนะประชาชนโหลด “เป๋าตัง”

อนุทินนำคณะลงสุรินทร์-บุรีรัมย์ 3-4 ต.ค.

อนุทินนำคณะลงสุรินทร์-บุรีรัมย์ 3-4 ต.ค.

ในวันที่ 3-4 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงให้กำลังใจประชาชนและกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

3-4 ต.ค. “อนุทิน” นำ รมต. ลงชายแดนสุรินทร์-บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ

ตามที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การตรวจราชการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจมีความตึงเครียดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเยี่ยวยาและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ เช่น พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ

กำหนดการเริ่มต้นในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ไปยังท่าอากาศยานบุรีรัมย์ จากนั้นร่วมรับฟังบรรยายสถานการณ์ที่ห้องประชุมเหมะบุตร กองกำลังสุรนารี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ตามด้วยการตรวจติดตามการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และพบปะประชาชน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นายก อบต. และกำนัน ที่โดมโรงเรียนพนมดงรักวิทยา อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพื่อรับฟังปัญหา แต่ยังเพื่อมอบกำลังใจให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

กิจกรรมหลักในวันที่ 4 ตุลาคม 2568

ขณะที่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีจะพบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ห้องประชุมเทศบาลตลาดนิคมปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยจะรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชน พร้อมมอบนโยบายแนวทางการเยียวยาและช่วยเหลือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากนั้นคณะจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านท่าอากาศยานบุรีรัมย์ กำหนดการนี้อาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เหมาะสม

3-4 ต.ค. “อนุทิน” นำ รมต. ลงชายแดนสุรินทร์-บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ ถือเป็นการแสดงบทบาทเชิงรุกของรัฐบาลในการจัดการปัญหาชายแดน ซึ่งไม่ใช่แค่การตรวจราชการธรรมดา แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ พื้นที่สุรินทร์และบุรีรัมย์ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชา มักเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคง การค้าชายแดน และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้ง การลงพื้นที่ครั้งนี้จะช่วยเร่งรัดกระบวนการเยียวยา เช่น การจ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่ดินถูกกระทบ หรือการสนับสนุนกำลังพลที่เฝ้าระวังชายแดน

นอกจากนี้ การมีรัฐมนตรีจากกระทรวงกลาโหม ดิจิทัล และพาณิชย์ ร่วมคณะ ยังช่วยให้เกิดการบูรณาการนโยบายที่ครอบคลุม เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ การส่งเสริมการค้าชายแดนให้ฟื้นตัว และการเสริมสร้างความมั่นคงทางทหาร โดยรวมแล้ว การปฏิบัติการนี้จะช่วยฟื้นฟูความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น

  • การเยียวยาที่รวดเร็ว: ผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลือทันท่วงที เช่น เงินชดเชยและการฟื้นฟูดินแดนเกษตร
  • สร้างความมั่นใจ: ประชาชนในสุรินทร์และบุรีรัมย์จะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นจากการมีรัฐบาลลงพื้นที่
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: การค้าข้ามชายแดนไทย-กัมพูชาจะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายพาณิชย์
  • ประสานงานระหว่างหน่วยงาน: ช่วยให้การทำงานระหว่างทหารและฝ่ายปกครองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังวางรากฐานสำหรับความมั่นคงระยะยาวในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นประตูสำคัญสู่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะกับกัมพูชา

สุดท้าย การติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกพื้นที่ หากคุณสนใจข่าวสารการเมืองและความมั่นคง ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – 3-4 ต.ค. “อนุทิน” นำ รมต. ลงชายแดนสุรินทร์-บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ

หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 รับ 6 ล้าน

หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 ใจตุ้มๆ ต่อมๆ รีบนั่งรถไปรับเงิน

ในโลกที่เต็มไปด้วยความหวังและโชคชะตา การถูกรางวัลลอตเตอรี่ถือเป็นฝันที่เป็นจริงสำหรับหลายคน โดยเฉพาะกรณีของ หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 วัย 38 ปี จากจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เพิ่งกลายเป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องราวของนายวีรชัย พนักงานขับรถธรรมดาๆ ที่ซื้อลอตเตอรี่ผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วถูกรางวัลใหญ่ 6 ล้านบาท แต่กลับต้องใจตุ้มๆ ต่อมๆ รีบขึ้นรถบัสไปพิจิตรเพื่อรับเงินทันที สร้างความฮือฮาให้กับชาวเน็ตและคนในพื้นที่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านในตำบลเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โชคดีถูกรางวัลที่ 1 จากสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 ใบ มูลค่า 6 ล้านบาท นายวีรชัย วัย 38 ปี อาชีพพนักงานขับรถของ อบต.เขาดินเหนือ คือผู้โชคดีคนนี้ โดยเขาได้ซื้อลอตเตอรี่ทางออนไลน์จากผู้ขายในจังหวัดพิจิตร และเมื่อตรวจผลรางวัลแล้ว ต้องรีบเดินทางไปขอรับรางวัลทันที กลัวว่าจะมีปัญหาหรือเรื่องวุ่นวายตามมา

หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 จากฝันประหลาด

ก่อนที่จะกลายเป็น หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 นายวีรชัยเล่าว่าก่อนหน้านี้เขาได้ฝันถึงการจับปลาและมีคนนำพระพุทธรูปมาให้ ซึ่งเป็นลางบอกเหตุที่ดี จึงตัดสินใจซื้อลอตเตอรี่กับเพื่อนที่รู้จักกันในอำเภอบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร รวมทั้งหมด 5 ใบ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ธรรมดาเลย เมื่อถูกรางวัลที่ 1 ไป 1 ใบ และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว 77 อีก 1 ใบ ทำให้ชีวิตพลิกผันชั่วข้ามคืน แต่ความตื่นเต้นนั้นมาพร้อมกับความกังวล เพราะการซื้อทางออนไลน์ที่ไม่ใช่ผ่านแอปเป๋าตัง ของรัฐบาล

ความกังวลของครอบครัวหลังถูกรางวัลใหญ่

นางสาวศุภัญญา น้องสาววัย 23 ปี ของผู้ถูกรางวัล เล่าว่าตอนนี้ครอบครัวรู้สึกห่วงใยมาก โดยเฉพาะกลัวว่าจะมีปัญหาเหมือนกรณีอื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้ซื้อหวยออนไลน์ เนื่องจากไม่ได้ซื้อผ่านช่องทาง官方 แต่ผู้ขายโทรแจ้งผลเอง ทำให้เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหา ขณะที่นางสวัส แม่วัย 60 ปี ยอมรับว่าห่วงเรื่องลอตเตอรี่ที่ยังไม่ได้รับมา และเชื่อว่าลูกชายจะยังคงทำงานขับรถต่อไป เพราะเป็นคนขยันและซื่อสัตย์

เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบการเสี่ยงโชค แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการซื้อหวยออนไลน์ด้วย ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างสะดวกสบาย การซื้อลอตเตอรี่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นที่นิยม แต่ต้องระวังมิจฉาชีพที่อาจหลอกลวงได้ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น แอปทางการของรัฐบาล เพื่อความปลอดภัย

  • ตรวจสอบผู้ขายให้ดีก่อนซื้อหวยออนไลน์
  • ใช้ช่องทาง官方เพื่อลดความเสี่ยง
  • เก็บหลักฐานการซื้อทุกครั้ง

นอกจากนี้ กรณีของนายวีรชัยยังแสดงให้เห็นว่าความฝันและโชคชะตาสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ หากคุณกำลังมองหาโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่ ลองศึกษาวิธีการซื้อที่ถูกต้อง และอย่าลืมวางแผนการใช้เงินหากถูกรางวัล เพื่อให้เงินก้อนนี้เป็นประโยชน์ในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งสำคัญกว่าการถูกรางวัลคือการจัดการเงินให้ดี 6 ล้านบาทอาจดูมาก แต่หากใช้ผิดพลาดก็หมดไปได้เร็ว หวังว่านายวีรชัยจะใช้เงินนี้สร้างอนาคตที่ดีให้ครอบครัว หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับหวยออนไลน์ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – หนุ่มซื้อหวยออนไลน์ ถูกรางวัลที่ 1 ใจตุ้มๆ ต่อมๆ รีบนั่งรถไปหาคนขายรับเงิน 6 ล้าน

Scroll to top