บุ๋ม ปนัดดา

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธทุกข้อหา เรื่องราวสะเทือนขวัญในจังหวัดชลบุรีกำลังเป็นที่สนใจของสังคม เมื่อตำรวจ สภ.หนองขาม ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาหนัก 6 ประการ หลังจากที่มีเด็กชายผู้เสียหายกว่า 10 รายออกมาให้ปากคำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานกว่า 1 ปี แต่เพิ่งมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อน

แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

จากรายงานล่าสุดของผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 27 เมษายน เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ได้พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กชายกว่า 10 ราย เข้าตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนเข้าสอบปากคำกับ พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.หนองขาม โดยผู้ต้องหาคือ นายกิตติ อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นหนุ่ม LGBTQ

ผู้ปกครองรายหนึ่งชื่อนางสาวสา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ได้ร้องทุกข์แทนลูกชายวัย 13 ปี (นามสมมติ เด็กชายเอ) ว่าถูกนายกิตติล่วงละเมิดทางเพศ หลังเกิดเหตุได้พาเด็กไปตรวจร่างกายและแจ้งความ แต่คดีเงียบไปนานนับปี จนกระทั่งบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เข้ามาช่วยเหลือ

รายละเอียด 6 ข้อกล่าวหาหนักในคดีแจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย

พ.ต.อ.คมกริช ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยข้อกล่าวหาประกอบด้วย

  • พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง เพื่อหากำไรหรือการอนาจาร
  • พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กจะยินยอม
  • กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ regard การยินยอมของเด็ก
  • กระทำอนาจารต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โดยไม่ regard การยินยอม
  • ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ถึงขั้นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
  • ข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำหรือยอมรับ โดยทำให้กลัวอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน

ข้อหาเหล่านี้มีโทษหนักมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา อาจถูกปรับหรือจำคุกยาวนาน หรือในบางคดีอาจถึงขั้นประหารชีวิต

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ก่อนหน้ายอมรับอ้างป้องกันตัว

นายกิตติให้การปฏิเสธทุกข้อหา เจ้าหน้าที่จึงไม่เชื่อและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทีมกรมกิจการเด็กและเยาวชน และตำรวจ ลงพื้นที่เยี่ยมเด็กผู้เสียหายทั้ง 10 ราย และเชิญนายกิตติมาพูดคุย

ในที่เกิดเหตุ ชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างโกรธแค้น พยายามรุมทำร้ายผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ต้องห้ามปราม นายกิตติยอมรับในเบื้องต้นว่าทำจริง โดยอ้างว่าเด็กกลุ่มนี้เคยทำร้ายตนก่อนขณะเดินกลับหมู่บ้าน จึงเป็นการป้องกันตัว แต่ตำรวจไม่ยอมรับข้ออ้างนี้เพราะหลักฐานชัดเจน

บุ๋ม ปนัดดา เปิดเผยว่า ทราบเรื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 แต่คดีไม่คืบหน้า จึงลงพื้นที่เอง พบเด็กถูกกระทำมากกว่า 10 รายในหมู่บ้านเดียวกัน สะท้อนปัญหาการล่วงละเมิดเด็กที่มักถูกปกปิด

เหตุการณ์แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับปัญหาการคุ้มครองเด็ก เด็กคืออนาคตของชาติ หากถูกกระทำจิตใจและร่างกายจะบอบช้ำไปตลอดชีวิต ผู้ปกครองควรสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเอง รายงานเหตุร้ายทันที และสังคมต้องไม่นิ่งเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นเยียวยาผู้เสียหายและป้องปรามผู้กระทำผิด การอ้างป้องกันตัวไม่ใช่ข้อแก้ตัวได้สำหรับการล่วงละเมิดเด็ก หากคุณเป็นพยานหรือมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในสังคม

ที่มา – แจ้ง 6 ข้อหาหนัก หนุ่ม LGBTQ ล่วงละเมิดเด็กชายกว่า 10 ราย อ้างป้องกันตัว ก่อนปฏิเสธ

ตำรวจไซเบอร์ แจงปมอายัดบัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้จำเป็น

ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์แสบสันต์มากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีที่ ตำรวจไซเบอร์ แจงปมอายัดบัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงชื่อดังและจิตอาสา ถูกอายัดบัญชีเพราะมิจฉาชีพนำเลขบัญชีมูลนิธิของเธอไปหลอกลวงประชาชน จนเงินไหลทะลักเข้าบัญชีนั้น ตำรวจต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องผู้เสียหาย แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อผู้สุจริตด้วย

ตำรวจไซเบอร์ แจงปมอายัดบัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้จำเป็นต้องทำ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บังคับการสถานีตำรวจไซเบอร์ (สอท.) และพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการสถานีตำรวจไซเบอร์ 1 ได้ออกมา ตำรวจไซเบอร์ แจงปมอายัดบัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าการอายัดบัญชีทั้งหมดของบุ๋มเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของผู้เสียหายถูกโอนต่อไปยังบัญชีม้าอื่น ๆ ที่ติดตามยาก ในคดีนี้ เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ทั้งหมดแล้ว

เหตุการณ์เริ่มต้นจากมิจฉาชีพที่นำเลขบัญชีของมูลนิธิ “องค์กรทำความดี” ที่บุ๋มดูแล ไปโฆษณาหลอกลวงให้ผู้คนโอนเงิน เมื่อเงินเข้าบัญชี เจ้าหน้าที่ก็ต้องอายัดทันที และขยายไปยังบัญชีส่วนตัวของบุ๋มที่เชื่อมโยงด้วยเลขบัตรประชาชนเดียวกัน มาตรการนี้ช่วยสกัดกั้นเงินผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการอายัด SR03 ทำงานอย่างไร

มาตรการที่ใช้ชื่อว่า SR03 เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สมาคมธนาคมไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย และตำรวจไซเบอร์ โดยมุ่งเป้าที่บัญชีม้าดำหรือเทาเข้มเป็นหลัก เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ ธนาคารจะอายัดบัญชีนั้นทันที รวมถึงบัญชีอื่น ๆ ที่เปิดด้วยบัตรประชาชนเดียวกัน เพื่อหยุดยั้งการโอนเงินต่อเนื่อง

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ระบุว่า แม้จะกระทบผู้สุจริต แต่จำเป็นต้องทำเพราะเงินศุลกากรไหลเร็วมาก หน่วยงานต่าง ๆ กำลังเร่งหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อน เช่น การปลดล็อคบัญชีให้ผู้บริสุทธิ์ที่มาชี้แจงตัวบุคคล สำหรับบุ๋ม ตำรวจยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการปลดล็อคให้เร็วที่สุด

ผลกระทบต่อผู้สุจริตและวิธีแก้ไข

หลายคนที่ไม่เกี่ยวข้องอาจถูกอายัดบัญชีโดยไม่รู้ตัว สร้างความเดือดร้อนในการใช้จ่ายประจำวัน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ อธิบายว่านี่เป็นรูปแบบหลอกลวงใหม่ มิจฉาชีพใช้ชื่อน่าเชื่อถืออย่างมูลนิธิเพื่อสร้างความมั่นใจ แล้วหลอกให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัว

  • หากบัญชีถูกอายัดโดยไม่ผิด ให้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน
  • เตรียมเอกสารยืนยัน เช่น สมุดบัญชี ข้อมูลธุรกรรม และหลักฐานว่าเงินมาจากแหล่งสุจริต
  • ติดต่อธนาคารและ ปปง. เพื่อขอปลดล็อค
  • ใช้สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เพื่อขอคำปรึกษา
  • ตรวจสอบธุรกรรมบัญชีสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรระวังการโอนเงินให้บุคคลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่อ้างชื่อคนดังหรือองค์กรการกุศล ตรวจสอบเสมอก่อนโอน

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการอย่าง SR03 แม้จะสร้างความไม่สะดวกชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังลุกลาม ถ้าทุกคนเข้าใจและให้ความร่วมมือ การบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สุดท้าย ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวถูกหลอกหรือบัญชีถูกอายัด อย่าลังเล ติดต่อเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ จะได้ไม่เดือดร้อนนาน

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์ แจงปมอายัดบัญชี “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้จำเป็นต้องทำ ยอมรับกระทบผู้สุจริต

ด่วน! บุ๋ม ปนัดดา เผยรัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก.

จากกรณีที่ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ปนัดดา ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกจิตอาสา ศูนย์บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดน

บุ๋ม ปนัดดา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นที่รัฐบาลเตรียมยุบ ศบ.ทก. ว่าเป็นความตั้งใจที่จะแสดงความจริงใจต่อชาวกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

บุ๋ม ปนัดดา เผย รัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก.

ดร.ปนัดดา ระบุว่า ข้อสรุปที่เธอได้รับทราบมาคือ รัฐบาลมีแผนที่จะยุบ ศบ.ทก. ภายในสัปดาห์นี้อย่างเร่งด่วน การดำเนินการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณไปยังชาวกัมพูชาว่าประเทศไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา และการดำรงอยู่ของศูนย์ดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง

การตัดสินใจยุบ ศบ.ทก. ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยนท่าทีของประเทศไทยต่อสถานการณ์ชายแดน โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ

สันติภาพคือทางออก

บุ๋ม ปนัดดา ยังแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า สันติภาพคือทางออกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนควรเป็นเป้าหมายหลัก และไม่มีใครต้องการอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

เธอได้คาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและป้องกันอธิปไตยผ่านกระบวนการทางการทูตได้อย่างที่ได้ให้สัญญาไว้ และหวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยต้องผิดหวัง

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการดำเนินการ การตัดสินใจยุบ ศบ.ทก. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทูตยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงถือเป็นความหวังว่ารัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” เผยรัฐบาลจ่อยุบ ศบ.ทก. แสดงความจริงใจสงบศึกกัมพูชา

Scroll to top