ปกรณ์ นิลประพันธ์

ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ การปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมายถือเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจ ล่าสุด รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้ประกาศเดินหน้าภารกิจสำคัญในการ ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบธุรกิจและกระตุ้นการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง

ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน อย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องโฟกัสไปที่กฎหมายลำดับรอง แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. หลัก? คำตอบคือจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ากฎหมายหลักมักไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนัก แต่ปัญหาที่แท้จริงไปกองอยู่ที่กฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ กว่า 7,600 ฉบับ ซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก การที่ ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ ลดอุปสรรคลงทุน จึงถือเป็น Quick Win ที่เห็นผลเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุด

ก้าวต่อไปของการปฏิรูปกฎหมายไทย

แนวทางการทำงานแบ่งออกเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน โดยการร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อคัดกรองกฎระเบียบที่เป็นปัญหาและไม่ทันสมัยออกไป การดำเนินงานนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กรอ. และ ครม. ต่อไป โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งความคืบหน้านี้จะช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้มากขึ้น

  • ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในกฎกระทรวงต่างๆ
  • ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์โลก
  • เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย

การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่ผู้ประกอบการเผชิญ หากการแก้ไขกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับนี้สำเร็จลงได้จริง จะเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุน ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ การสนับสนุนความสะดวกในการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นคอขวด อีกไม่นานเราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นอย่างแน่นอน ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้การแก้ไขนี้เกิดขึ้นจริงและยั่งยืนครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ลุยแก้กฎหมายลำดับรอง 7 พันกว่าฉบับ เป็นควิกวิน ลดอุปสรรคการลงทุน

นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความปลอดภัยในบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งใหญ่ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี โดย นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด เพื่อเป็นการจัดระเบียบและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังครับ

นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในบ้านเรา ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการจับกุมได้บ้าง แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลมองเห็นคือเรื่องของกระบวนการส่งตัวกลับหรือ Deportation ที่ยังล่าช้าอยู่ครับ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

กฎหมายที่ต้องปรับเพื่อความปลอดภัยของประเทศ

การที่ นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนครับ คือต้องการให้กระบวนการทางกฎหมายมีความคล่องตัว หากต่างชาติคนไหนเข้ามาทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินี การลักลอบทำงาน หรือทำอาชญากรรม จะต้องไม่สามารถอาศัยช่องว่างทางกฎหมายลอยนวลอยู่ในไทยได้อีกต่อไป

โดยแนวทางการดำเนินการที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การทบทวนระเบียบการตรวจคนเข้าเมืองให้รัดกุมกว่าเดิม
  • การเพิ่มความรวดเร็วในขั้นตอนการพิจารณาส่งตัวกลับ
  • การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและตำรวจ
  • การเพิ่มมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

รัฐบาลยังย้ำชัดเจนครับว่า ประเทศไทยเรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เข้ามาอย่างสุจริตเสมอ แต่ใครที่คิดจะเข้ามาสร้างความเสียหายหรือฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง เราจะไม่ยอมให้เป็นภาระต่อความมั่นคงของประเทศเด็ดขาด การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทุกคน ว่าเราจะมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นครับ ถือเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองมากจริงๆ ว่าหลังจากนี้บ้านเราจะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้เด็ดขาดเพียงใด

ที่มา – นายกฯ มอบ “ปกรณ์” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

ปกรณ์เผยจ่อถกเอกชน กกร. แก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัย

เชื่อว่าเพื่อนๆ ผู้ประกอบการหลายท่านคงเคยเจอปัญหาเรื่องการทำธุรกิจที่ติดขัด เพราะกฎระเบียบต่างๆ ที่ดูจะล้าหลังไปบ้าง ล่าสุดมีข่าวดีครับ เมื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าเตรียมหารือร่วมกับกลุ่มเอกชนระดับบิ๊กอย่าง กกร. เพื่อหาทางออกเรื่อง ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะมาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายให้ธุรกิจไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้นครับ

ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ

การหารือที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทย เพื่อทำแผนงาน Reinvent Thailand โดยเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ ระเบียบ และกฎกระทรวงต่างๆ ที่กลายเป็นภาระโดยไม่จำเป็นต่อผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าเราสามารถรื้อฟื้นกฎเกณฑ์ที่ไม่ทันสมัยทิ้งไปได้ ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยได้อย่างมหาศาลครับ

นำร่อง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง

สำหรับแนวทางของ ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ครั้งนี้ จะเริ่มนำร่องจาก 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่:

  • ภาคการเกษตรสมัยใหม่
  • กลุ่มยานยนต์
  • อุตสาหกรรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจสุขภาพ (Health Care)
  • กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการ
  • ธุรกิจค้าปลีก
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์

รัฐบาลไม่ได้จะแค่แก้กฎหมายตามใจเอกชนเท่านั้นนะครับ แต่กระบวนการหลังจากได้รับข้อเสนอแล้ว จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในวงกว้างผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง ก่อนที่จะนำเสนอ ครม. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบของตนเองต่อไป

หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดในการหารือครั้งนี้ คือการเตรียมนำระบบ “Super License” หรือใบอนุญาตพวงมาใช้ครับ นี่คือความหวังใหม่ของ SME เลย เพราะต่อไปเราไม่ต้องเสียเวลาเดินเรื่องขอใบอนุญาตหลายใบซ้ำซ้อนกันอีก แค่ใบอนุญาตหลักใบเดียวก็ครอบคลุมการเริ่มธุรกิจได้เลย เช่น ธุรกิจโรงแรมหรือร้านกาแฟ จะช่วยลดต้นทุนแฝงและประหยัดเวลาได้มากจริงๆ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมืออย่างใกล้ชิดและกล้าที่จัดทำมาตรการอย่าง ปกรณ์เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ ถือเป็นสัญญาณบวกของเศรษฐกิจไทยครับ หากโปรเจกต์นี้เดินหน้าได้จริง จะช่วยดึงดูดการลงทุนและทำให้ผู้ประกอบการไทยลืมตาอ้าปากได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ใครที่เป็นนักธุรกิจต้องคอยติดตามข่าวนี้ให้ดีครับ เพราะกฎหมายที่เปลี่ยนไปอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจของคุณโตแบบก้าวกระโดดได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” เผยจ่อถกบิ๊กเอกชน กกร. แนวทางแก้กฎหมายลำดับรองล้าสมัยเป็นอุปสรรคธุรกิจ

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อมวลชนว่า ทางรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเอกสารชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับสังคมและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยนายปกรณ์ย้ำว่า ข้อมูลที่ส่งให้นั้นอ้างอิงจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เคยรายงานต่อคณะรัฐมนตรี

ขั้นตอนต่อจากนี้เมื่อ ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร? นายปกรณ์ได้อธิบายอย่างเป็นกันเองว่า ขณะนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยมีแนวทางที่เป็นไปได้หลายทาง ดังนี้:

  • การวินิจฉัยทันที: หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลในเอกสารเพียงพอต่อการตัดสิน เนื่องจากเป็นเรื่องของข้อกฎหมายมากกว่าข้อเท็จจริง ก็อาจมีการอ่านคำวินิจฉัยในลำดับถัดไปภายในกรอบเวลา 60 วัน
  • การเรียกชี้แจงเพิ่มเติม: ในกรณีที่ศาลมองว่ายังมีประเด็นข้อสงสัยที่ต้องการข้อมูลกระจ่างชัดยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทางรัฐบาลเข้าไปชี้แจงหรือส่งเอกสารพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่นายปกรณ์ย้ำคือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือระงับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆ จึงยังคงเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ภายใต้บรรทัดฐานของกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในภาคส่วนเศรษฐกิจที่รอรับงบประมาณสนับสนุน

บทสรุปและมุมมอง: การออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของนายปกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความพร้อมของภาครัฐในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลอำนาจกัน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฉบับนี้จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในอนาคตอย่างไรบ้าง หากมีการอัปเดตเพิ่มเติม เราจะรีบนำมาสรุปให้คุณผู้อ่านทราบโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “ปกรณ์”เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางเศรษฐกิจและกฎหมายไทย เมื่อคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยโรดแมปครั้งสำคัญ ในการเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต้องสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมและกฎระเบียบทางธุรกิจครั้งใหญ่ของประเทศอีกด้วย

ก้าวสู่มาตรฐานโลกด้วยพลัง AI

การจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานที่สูงมาก โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการปฏิรูปกฎหมายจำนวนมหาศาล ทั้ง พ.ร.บ. กว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 7,000 ฉบับ ให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD งานนี้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วย โดยการนำระบบ TH2OECD ที่ใช้พลังของ Agentic AI และ Graph RAG เข้ามาวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Analysis) ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคอยกำกับดูแล (Human in the Loop) เพื่อความสมบูรณ์แบบ

เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์ ลดภาระให้ภาคธุรกิจ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ การเปลี่ยนระบบการขอใบอนุญาตแบบเดิมที่ยุ่งยากและเสียเวลา ไปสู่แนวคิด “ซุปเปอร์ไลเซนส์” (Super License) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการขออนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่ครอบคลุมหลายกิจกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น นี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืน

  • การใช้ AI ช่วยลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ
  • การมุ่งเน้นระบบ Post-audit แทนการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป
  • การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (กกร.) เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

ท้ายที่สุด การผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายรัฐบาล แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “Better Regulation for Better Life” หรือการมีกฎระเบียบที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

ที่มา – “ปกรณ์” ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ช่วยปฏิรูปกฎหมายไทย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์

“อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่จากวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เรียบร้อยแล้วนะครับ โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่หลายคนรอคอย เพราะจะเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนแบบนี้

อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เพื่อประเมินผลกระทบรอบด้าน

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เซ็นตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือให้ทุกอย่างรอบคอบ คิดถึงผลกระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคง เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ใครเป็นประธานและกรรมการบ้าง?

คณะกรรมการชุดนี้รวมหัวกะทิจากทุกภาคส่วนเลยครับ

  • ประธาน: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • รองประธาน: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ
  • รัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ เช่น การต่างประเทศ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน อุตสาหกรรม
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เลขาธิการกฤษฎีกา, BOI, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล, สภาความมั่นคง
  • ตัวแทนภาคเอกชน: ประธานสภาอุตสาหกรรม, หอการค้า, หอการค้าภาคใต้ทั้งสองฝั่ง
  • ผู้แทนประชาชนในพื้นที่ ไม่เกิน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านขนส่งโลจิสติกส์
  • เลขานุการ: จาก สศช. และสำนักงานนโยบายการขนส่ง

เห็นมั้ยครับ รวบรวมทุกฝ่ายแบบครบครัน ไม่ปล่อยให้ใครตกหล่น

หน้าที่หลัก 5 ข้อที่ต้องทำ

คณะกรรมการมีภารกิจชัดเจน 5 ด้าน เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าอย่างมั่นใจ

  1. ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบทุกมิติ สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อเสนอ ครม.
  2. รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวบรวมไอเดียดี ๆ
  3. ตั้งอนุกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยงาน
  4. เชิญหน่วยงาน 专家 มาชี้แจงข้อมูล
  5. ทำหน้าที่อื่นที่นายกฯ มอบหมาย และเบิกเบี้ยประชุมจากงบ สศช.

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับไทยเลยครับ ปกติสินค้าจากอินเดียหรือตะวันออกกลางต้องลัดผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเสี่ยงต่อความขัดแย้ง แต่ถ้ามีแลนด์บริดจ์ จะสร้างเส้นทางใหม่ผ่านภาคใต้ สร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง รถไฟความเร็วสูง และระบบโลจิสติกส์ครบวงจร คาดว่าจะลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือแค่ 2-3 วัน!

แต่ก็ต้องระวังผลกระทบนะครับ เช่น ผลต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง สังคมชุมชนท้องถิ่น และงบประมาณมหาศาล การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รับฟังทุกเสียง ทำให้โครงการยั่งยืน

ในมุมมองผม โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยเป็นฮับโลจิสติกส์อาเซียนตัวจริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนใต้ และแข่งขันกับจีนได้สบาย อย่าลืมติดตามความคืบหน้าครับ ถ้ามีอัพเดทใหม่จะมาบอกต่อ!

คุณคิดยังไงกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ

ที่มา – “อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แล้ว เป้าหมายประเมินผลกระทบ รับฟังทุกฝ่าย

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถกครม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกัน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นิ่งนอนใจกับประเด็นสำคัญหลายเรื่องเลยนะครับ เช้าวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ ได้เรียก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบเพื่อคุยกันแบบส่วนตัวก่อนถกคณะรัฐมนตรี (ครม.) เลยทีเดียว คาดว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ตึงเครียด และ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทด้วย

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม

เริ่มจากเวลา 08.30 น. นายกฯ อนุทิน เดินทางมาถึงตึกไทยคู่ฟ้าตามปกติ จากนั้นเวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ก็เข้าพบนายกฯ ทันที คาดว่าเป็นการรายงานความคืบหน้าจากกระทรวงกลาโหมของโอมาน ที่ประสานให้ไทยส่งรายชื่อเรือไทยที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากเรือ SCG ของไทยผ่านไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว นี่เป็นข่าวดีมากสำหรับผู้ประกอบการส่งออกไทย เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันและสินค้า ถ้าติดขัดจะกระทบเศรษฐกิจหนักแน่ๆ

ไม่กี่นาทีต่อมา เวลา 09.15 น. นายปกรณ์ก็ตามเข้ามา คงคุยเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท ที่กำลังจะนำเข้าที่ประชุมครม. เงินก้อนนี้สำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และรับมือวิกฤตอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น นายกฯ อนุทินดูจะให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างรัฐมนตรีมากเลยครับ แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมเวิร์คของรัฐบาลชุดนี้

นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน

หลังจากนั้น เวลา 09.45 น. นายกฯ ยังแวะถ่ายรูปกับผู้ที่ได้รับรางวัล Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 และรางวัลอื่นๆ ที่โถงกลางตึกบัญชาการ 1 ดูเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานดีๆ ของชาติ ก่อนจะเข้าประชุมครม. เวลา 10.00 น. ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ 1 อย่างตรงเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุมเลยสักคน ครบทีม 100% แสดงถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบสูงมากครับ

การที่ นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม ถือเป็นสัญญาณบวกของรัฐบาล ช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงที่กำลังเป็นห่วง ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซนั้น เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้เรือสินค้าต้องระวังภัย เรือ SCG ที่ผ่านไปได้เพราะการประสานงานดีของกระทรวงต่างประเทศ ถ้าส่งรายชื่อเพิ่มได้ ก็จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยอีกหลายราย ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนโตนี้ คาดว่าจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

  • เวลา 08.30 น.: นายกฯ อนุทิน ถึงทำเนียบ
  • 09.05 น.: นายสีหศักดิ์ เข้าพบ หารือเรื่องเรือฮอร์มุซ
  • 09.15 น.: นายปกรณ์ เข้าพบ หารือ พ.ร.ก.กู้เงิน
  • 09.45 น.: ถ่ายรูปผู้รับรางวัล
  • 10.00 น.: ประชุมครม. ครบทีม

จากมุมมองของผม การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงว่ารัฐบาลกำลังทำงานหนักเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกนี้ต่อไปนะครับ จะมีอัปเดตใหม่ๆ เรื่อยๆ หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

นอกจากนี้ การไม่มีรัฐมนตรีลา ยังสะท้อนความสามัคคีที่แข็งแกร่ง ช่วยให้ครม.ตัดสินใจได้เต็มประสิทธิภาพ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ รัฐบาลไทยต้องปรับตัวให้ทัน มิฉะนั้นจะเสียโอกาสไปเปล่าๆ

ที่มา – นายกฯ เรียก “สีหศักดิ์-ปกรณ์” คุยก่อนถก ครม. วันนี้ไม่มีรัฐมนตรีลาประชุม

“ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมากวักมือเรียกสื่อมวลชนชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากคำพูดของเขาถูกตัดตอนจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 08.57 น. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารในวงการการเมืองไทยที่มักถูกบิดเบือน

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

นายปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการกวักมือเรียกสื่อ เพื่อเคลียร์ปมที่เกิดจากคำถามของนักข่าวเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขายืนยันว่า ตนตอบแค่ข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ในกรณีจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำจริง แต่ถูกตัดตอนจนดูเหมือนเขาสนับสนุนเต็มตัว

“สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ผมตอบว่าทำได้ตามกฎหมาย แล้วนักข่าวถามต่อว่าจะกู้ค้ำประกันกองทุนน้ำมันได้ไหม ผมก็บอกว่าทำได้ แต่เรื่องไปถึงไหนต้องถามกระทรวงการคลัง” นายปกรณ์อธิบายอย่างละเอียด พร้อมโวยว่าถูกตัดตอนคำพูด ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนัก “กลายเป็นว่าผมไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ด้วยข้อกฎหมาย

รองนายกฯ ฝั่งกฎหมายคนนี้ ย้ำชัดว่า ตนแค่ให้ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การเมืองอาชีพ เขายินดีอธิบายรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญ แต่ขออย่าถามประเด็นการเมืองที่ต้องรอ ครม. และพรรคร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเผยว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และเหตุผลที่ผู้นำไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะกลัวถูกตัดตอนเหมือนกัน

  • มาตรา 172 รัฐธรรมนูญ: อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีออกพ.ร.ก.เมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน
  • ตัวเลข 5 แสนล้าน: มาจากคำถามนำของสื่อ ปกรณ์ย้ำว่าไม่รู้รายละเอียด ต้องถามกระทรวงการคลัง
  • สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีแผนชัดเจน ต้องคุยกันหลายฝ่ายก่อน
  • ริสแบนด์สีเหลือง: สัญลักษณ์ “Better Regulation for Better Life” แสดงเจตนาทำเพื่อประชาชน

นายปกรณ์ พ้อว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเล่ากฎหมายให้ฟังกลายเป็นประเด็นปัญหา” และขอร้องอย่าทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องประคองบ้านเมืองไปข้างหน้า แทนที่จะทะเลาะกันเรื่องเข้าใจผิด

บริบทของเรื่องนี้มาจากปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดดุลหนัก จากราคาน้ำมันผันผวนและการชดเชยราคาให้ประชาชน ซึ่งอาจต้องใช้เงินกู้จำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน รัฐบาลจึงพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายอย่างพ.ร.ก. แต่ต้องวางแผนระยะยาว คิดถึงกำลังชำระหนี้ และผลกระทบต่อประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่ตัดสินใจปุบปับ

หลังชี้แจงเสร็จ นายปกรณ์ยกมือไหว้สื่อ ขออภัยหากดูดุ แต่เน้นย้ำว่าต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อถามย้ำตัวเลข 5 แสนล้าน เขาถามกลับว่าใครถามก่อน แล้วย้ำว่าเป็นคำถามนำ และตนหัวเราะตอนนั้น เปิดเทปดูได้

เหตุการณ์ ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นี้ สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สังคมควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าผู้บริหารอย่างปกรณ์ที่เน้นกฎหมายและเหตุผล สามารถช่วยคลายปมได้ หากสื่อนำเสนอครบถ้วน การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น คุณลองคิดดูสิ หากทุกฝ่ายสื่อสารโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงดราม่าแบบนี้ได้มากแค่ไหน? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์ความเห็นของคุณเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินนี้ได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวยถูกตัดตอนคำ แจงแค่ตอบข้อกฎหมาย

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมโควตาเพื่อไทย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามในคำสั่งสำคัญล่าสุดที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย คำสั่งนี้คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องการมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

การแบ่งงานครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ชัดเจน โดยมอบหมายหน้าที่ให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลกระทรวงและหน่วยงานสำคัญๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือรายละเอียดการมอบหมายงานที่นายกฯ อนุทิน ลงนาม

รายชื่อรองนายกรัฐมนตรีและหน้าที่รับผิดชอบ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะช่วยเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงและ EEC
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี: ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เน้นปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหลังโควิด
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: กำกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการราคาน้ำมัน
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำคัญต่อความมั่นคงและ外交
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: กำกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (การท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการส่งออก
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์: ดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง การขอพระราชทานอภัยโทษ และแปลงสัญชาติ
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: รับผิดชอบหนักสุด กำกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ครอบคลุมกระทรวงโควตาพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายด้วย

  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี: กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การบริหารไนท์ซาฟารี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล: สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

การนายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตและการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะยศชนันที่คุมกระทรวงสังคม การศึกษา เกษตร ซึ่งเป็นหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกร นักเรียน และผู้ใช้แรงงานได้ตรงจุด

ในมุมมองผู้เขียน การแบ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้โควตาเพื่อไทยดูแลกระทรวงหลักๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง หากดำเนินการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิดและน้ำท่วม

คุณคิดอย่างไรกับการแบ่งงานครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

Scroll to top