ปกรณ์ นิลประพันธ์

ราคาน้ำมันพุ่ง “อนุทิน” ปัดตอบมาตรการ อุบปกรณ์แทนบวรศักดิ์

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส กับเรื่อง ราคาน้ำมันพุ่ง “อนุทิน” ปัดตอบมาตรการ อุบ “ปกรณ์” เสียบรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์แบบยิ่งเล่นใหญ่ หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงลิ่ว ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก แต่ท่านนายกฯ กลับเลือกที่จะอุบเฉยๆ ไม่ตอบคำถามสำคัญๆ เลยครับ

ราคาน้ำมันพุ่ง “อนุทิน” ปัดตอบมาตรการ อุบ “ปกรณ์” เสียบรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวจี้ถามนายอนุทินเรื่องโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ โผ ครม.อนุทิน 2 ที่ไม่มีชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ติดโผ ท่านนายกฯ ไม่ตอบตรงๆ แต่ย้อนถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร” แบบฮาๆ ก่อนจะอธิบายว่า คณะรัฐมนตรีแต่ละเทอมเป็นคนละชุดกัน แม้จะมีนายกฯ คนเดียวกันก็ตาม ไม่มีใครต้องอยู่ต่อหรือตัดออก มันคือการพิจารณาตามขั้นตอนในการทูลเกล้าฯ นายอนุทินย้ำชัดว่า “คนละชุดกัน” ไม่มีดราม่าอะไร

อนุทิน ชาญวีรกูล

อุบเรื่อง “ปกรณ์” มาแทนบวรศักดิ์?

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือหนาหูว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายแทนที่นายบวรศักดิ์ แต่เมื่อสื่อถาม นายอนุทินเลือกที่จะ “อุบ” สิ้นเชิง บอกแค่ว่า “ไปแล้ว” แล้วเดินขึ้นรถหนีไปเลยครับ สุดยอดการหลบคำถามจริงๆ

ราคาน้ำมันพุ่ง รัฐบาลมีแผนอะไร?

ที่หนักกว่านั้นคือเรื่อง ราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สื่อถามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมไหม เช่น ลดภาษีน้ำมัน หรือ补贴อะไรบ้าง แต่ท่านนายกฯ ไม่ตอบคำถามนี้เลย ปัดไปเลยครับ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ ในช่วงที่ค่าครองชีพแพงขนาดนี้

  • นายอนุทินย้อนถามสื่อเรื่องโผครม.ใหม่
  • ย้ำว่าครม.แต่ละชุดคนละชุด ไม่เกี่ยวกับกัน
  • อุบเรื่องนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เข้ามาแทนบวรศักดิ์
  • ปัดตอบมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่ง

จากมุมมองของผม ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเมืองมานาน การที่นายกฯ อุบแบบนี้ อาจเป็นเพราะโผครม.ยังไม่เคลียร์ 100% หรือกำลังเจรจากับพรรคร่วม แต่เรื่องราคาน้ำมันนี่สำคัญมากนะครับ เพราะกระทบทุกคนโดยตรง ถ้ารัฐบาลไม่รีบออกมาตรการ เช่น ตรึงราคาน้ำมันดีเซล หรือลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว ประชาชนคงเดือดร้อนหนัก ผมว่าควรมีแถลงชัดเจนกว่านี้

นอกจากนี้ โผครม.อนุทิน 2 ยังเป็นที่น่าจับตา เพราะจะสะท้อนถึงสมดุลพรรคการเมืองยังไง โดยเฉพาะภูมิใจไทยที่นำโดยนายอนุทิน ถ้านายปกรณ์เข้ามาจริง ก็น่าจะช่วยเสริมทีมกฎหมายให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ต้องรอการทูลเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลควรโปร่งใสมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่กระทบ民生 คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – ราคาน้ำมันพุ่ง “อนุทิน” ปัดตอบมาตรการ อุบ “ปกรณ์” เสียบรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์”

“อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่สุดในวันนี้คือ “อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2 ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แสดงท่าทีชัดเจนต่อสื่อมวลชน หลังจากความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่หลายคนรอคอย

“อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 เมื่อสื่อสอบถามว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมานั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายหรือไม่ นายอนุทินก็พยักหน้ารับทันที สร้างความฮือฮาให้กับผู้สื่อข่าวที่ตามติด

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อถามต่อว่าเตรียมนำรายชื่อครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯ ก็พยักหน้ารับอีกครั้ง และย้ำว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า ครม.อนุทิน 2 จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศได้รวดเร็วขึ้น

ปกรณ์ นิลประพันธ์ ผู้เหมาะสมกับตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงกฎหมาย โดยเฉพาะในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างกฎหมายและให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาล การที่ “อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2 แสดงให้เห็นถึงการเลือกคนที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อรับมือกับประเด็นกฎหมายที่ซับซ้อนในยุคนี้ เช่น การปฏิรูปกฎหมาย การต่อต้านคอร์รัปชัน และการปรับโครงสร้างรัฐบาล

ครม.อนุทิน 2 ไม่ตอบราคาน้ำมันขยับขึ้น 2 บาท แต่ย้ำแก้ขาดแคลนภายใน 1 สัปดาห์

อีกประเด็นที่สื่อไม่ปล่อยให้หลุดคือเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น 2 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทบประชาชนโดยตรง แต่ครม.อนุทิน 2 ไม่ตอบคำถามตรงนี้ โดยนายอนุทินเลือกที่จะพยักหน้ายอมรับว่าได้สั่งการให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการน้ำมันขาดแคลนให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากเมื่อวานนี้มีการประชุมกำชับสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งห้ามขาดสต็อก

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้ตึงเครียด จากปัญหานำเข้าน้ำมันดิบราคาแพง สงครามการค้า และความต้องการที่พุ่งสูง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การที่รัฐบาลเร่งแก้ไขเป็นเรื่องดี แต่หลายคนตั้งคำถามว่าราคาขึ้น 2 บาทจะส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ปัญหาน้ำมันขาดแคลนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในครม.อนุทิน 2 นี้ คาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเด็ดขาดมากขึ้น นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหา:

  • ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวน: จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและนโยบาย OPEC+
  • การนำเข้าล่าช้า: ปัญหาโลจิสติกส์และท่าเรือ
  • ความต้องการพุ่ง: เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด
  • โครงสร้างราคาในไทย: ภาษีและกองทุนน้ำมันที่ซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาน้ำมันอาจขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาล ครม.อนุทิน 2 จึงต้องเร่งหาทางออก เช่น ลดภาษีชั่วคราว เพิ่มการสำรองน้ำมัน หรือส่งเสริมพลังงานทางเลือก

คาดการณ์อนาคตของครม.อนุทิน 2

จากท่าทีของนายอนุทินที่พยักหน้ารับทุกคำถาม แสดงถึงความมั่นใจในทีมงาน ครม.ชุดนี้คาดว่าจะเน้นนโยบายเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสาธารณสุข โดยมีนายปกรณ์ช่วยดูแลด้านกฎหมายให้แข็งแกร่ง ประชาชนควรติดตามการทูลเกล้าฯ ในเร็ววันนี้

ในมุมมองของเรา ครม.อนุทิน 2 มีโอกาสสูงที่จะนำพาประเทศผ่านวิกฤตได้ หากทำงานเป็นทีมและรับฟังประชาชนมากขึ้น สถานการณ์น้ำมันต้องแก้ไขด่วนเพื่อไม่ให้กระทบการขนส่งและอุตสาหกรรม

คุณคิดอย่างไรกับข่าว “อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2 และราคาน้ำมันที่ขึ้น? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ “ปกรณ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2 ไม่ตอบราคาน้ำมันขยับขึ้น 2 บาท

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์”

ข่าวการเมืองร้อนแรงในวันนี้ สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในแวดวงพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเตรียมตัวจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

วันที่ 23 มีนาคม 2567 รายงานจากภายในพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ว่าที่รัฐมนตรีได้กรอกประวัติส่วนตัวและส่งเอกสารไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว แต่สิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คือ ชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายคนปัจจุบัน หายไปจากโผอย่างสิ้นเชิง มีข่าวว่าเจ้าตัวได้ปฏิเสธตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นๆ กับนายอนุทินโดยตรง

แทนที่คือข่าวลือหนาหูว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้ามานั่งเก้าอี้รองนายกฯ แทน นายปกรณ์เป็นนักกฎหมายชั้นนำ ศิษย์เอกของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรธ. ฉบับ 2560 และนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขามีศักยภาพสูงในการช่วยแก้ปัญหากฎหมายให้รัฐบาลชุดใหม่

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ: พื้นหลังและคุณสมบัติ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาด้วยประสบการณ์ยาวนานในวงการกฎหมาย เขาเคยทำงานใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญอย่างนายมีชัยและนายวิษณุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 เป็นจริง คงช่วยเสริมทีมกฎหมายของรัฐบาลอนุทินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายซับซ้อนและการเมืองร้อนระอุ

ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่หลุดโผครั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจของตัวเขาเองที่ไม่ประสงค์รับตำแหน่งอีก หลังจากทำหน้าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายมานาน ทำให้เกิดช่องว่างที่พรรคต้องหาคนมาเติมอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบต่อครม.อนุทิน 2 และพรรคภูมิใจไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายสำคัญมากในการตรวจสอบร่างกฎหมายและแก้ไขปัญหาคดีความของรัฐบาล หากนายปกรณ์เข้ามาจริง จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ราชการและเครือข่ายนักกฎหมายเก่าแก่ ซึ่งอาจช่วยให้ครม.อนุทิน 2 เดินหน้าพรบ.สำคัญๆ ได้คล่องตัวกว่าเดิม เช่น พรบ.ไบโอเซฟตี้ หรือกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล

  • นายปกรณ์: ผู้เชี่ยวชาญกฤษฎีกา ศิษย์มีชัย-วิษณุ
  • บวรศักดิ์: ปฏิเสธตำแหน่งทั้งหมด
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งเอกสารตรวจสอบแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามีนักกฎหมายคนอื่นๆ ที่อาจไขก๊อกมาร่วมด้วย ทำให้ครม.ชุดนี้เน้นสายกฎหมายหนักแน่น สะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การโยกย้ายครั้งนี้ช่วยลดความขัดแย้งภายในพรรค และเปิดทางให้เลือดใหม่เข้ามา ข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 จึงเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคตของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะชัดเจนในไม่กี่วันนี้ ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อติดตามอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ ทำให้หลายคนกังวลใจใช่ไหมคะ? วันนี้เรามีข่าวสำคัญจาก เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด ซึ่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเปิดเผยถึงมาตรการดูแลราคาพลังงานที่กำลังถกกันอย่างเข้มข้น

เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด

เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้แจงว่า ครม.กำลังวางหลักการช่วยเหลือราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามยูเครนและปัญหาซัพพลายเชน รัฐบาลไทยพยายามอุ้มราคาไว้ให้มากที่สุด แต่ยอมรับว่าทำได้เพียง ระดับหนึ่ง เท่านั้น ไม่สามารถครอบคลุมทั้งหมดได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่หลายแห่งปล่อยลอยตัวไปแล้ว แม้แต่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่เคยมีราคาถูก ตอนนี้ก็แพงไม่ต่างจากเรา

ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน: ไม่ใช่ขาด แต่โลจิสติกส์ล้มเหลว

หลายคนร้องเรียนว่าน้ำมันขาดแคลน แต่เลขาฯ กฤษฎีกายืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันแล้วว่าน้ำมันยังเพียงพอ ปัญหาอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ต่างหาก! ประชาชนเกิดความตกใจแห่เติมน้ำมัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าต่อวัน รถบรรทุกส่งน้ำมันจึงไม่ทัน ส่งผลให้สถานีบริการบางแห่งต้องหยุดจำหน่ายชั่วคราว

เพื่อแก้ปัญหานี้ ในที่ประชุมครม. เมื่อ 16 มี.ค. ได้หารือแนวทางให้รถน้ำมันวิ่งส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่จะจำกัดเวลาเดิมๆ ซึ่งจะช่วยให้การกระจายน้ำมันคล่องตัวมากขึ้น

มาตรการดูแลราคาและสินค้าควบคุม

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงพลังงานดูแลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงงบประมาณที่ใช้ในการอุดหนุน ซึ่งเคยติดลบเป็นแสนล้านในช่วงโควิดและสงครามยูเครนมาแล้ว เลขาฯ กฤษฎีกา เน้นย้ำว่า เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงาน ปรับพฤติกรรมการใช้ เช่น ลดการขับรถโดยไม่จำเป็น ใช้รถสาธารณะมากขึ้น หรือหันมาใช้รถไฟฟ้า

  • การตรึงราคา: รอ รมว.พลังงานชี้แจงรายละเอียด
  • ดูแลสินค้าบริการ: กระทรวงมหาดไทย พาณิชย์ และพลังงาน ร่วมตรวจสอบไม่ให้สินค้าขาดแคลน โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีม
  • งบประมาณ: หลีกเลี่ยงการกู้เงินเพิ่มหากไม่จำเป็น เพราะการแทรกแซงตลาดมากเกินไปไม่ยั่งยืน

บทเรียนจากอดีตและแนวทางอนาคต

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเคยใช้อุดหนุนหนักจนงบขาดดุลมหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปัจจุบันหลายประเทศเผชิญปัญหาเดียวกัน บางแห่งราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าไทยหลายเท่า ดังนั้นเราควรภูมิใจว่ารัฐบาลยังดูแลประชาชนได้ดีในระดับหนึ่ง

สำหรับคำถามว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ เลขาฯ ระบุว่ารัฐบาลจะทำเต็มที่ในขอบเขตที่ทำได้ โดยไม่เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตพลังงานเป็นปัญหาโลกที่ต้องแก้ด้วยการร่วมมือทุกภาคส่วน ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ลองเริ่มจากลดการใช้รถส่วนตัว เปลี่ยนมาใช้จักรยานหรือรถสาธารณะดูสิคะ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวและช่วยโลกด้วย! ถ้าคุณมีเคล็ดลับประหยัดน้ำมันหรือความเห็นเกี่ยวกับมาตรการนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังหาน้ำมันเติมรถ!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา รับอุ้มราคาน้ำมันได้แค่ระดับหนึ่ง ชี้ทุกประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” ใครผิด

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือเรื่องการลงคะแนนแบบ “ลับ” ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งที่อาจถูกตรวจสอบภายหลัง เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” อย่างน่าสนใจว่า หากประชาชนไปกาบัตรแล้ว แต่มีคนพยายามแซะข้อมูลภายหลัง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทำผิด คนกาหรือคนไปแซะกันแน่ คำถามนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงหลักการประชาธิปไตยและความลับในการเลือกตั้ง

การลงคะแนนลับถือเป็นหลักสากลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งจากบุคคลหรือกลุ่มใดๆ หากถูกเปิดเผย จะส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งหมด ในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 กำหนดชัดเจนว่าการลงคะแนนต้องเป็นลับ เพื่อรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรม

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่าเรื่องการตีความคำว่า “ลับ” เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการ หากบุคคลทั่วไปออกมาพูดมั่วๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและเศรษฐกิจการลงทุนของไทย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากประชาชนลงคะแนนแบบลับแล้ว แต่ภายหลังมีคนไปตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาตอบกลับอย่างแหลมคมว่า “ใครเป็นคนทำผิดล่ะ คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา” คำถามย้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญว่าการบุกรุกข้อมูลลับอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายมากกว่า

เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” กับการตีความในแวดวงราชการ

ในส่วนของการตีความคำว่า “ลับ” ตามระเบียบราชการไทย นายปกรณ์อธิบายว่ามีระดับความลับที่ชัดเจนตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาระดับความลับของราชการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • เรื่องลับ (Secret): ข้อมูลที่หากรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ ผู้รับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
  • ลับมาก (Confidential): ระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคง
  • ลับที่สุด (Top Secret): ระดับสูงสุด ข้อมูลสำคัญยิ่ง ห้ามรั่วไหลโดยเด็ดขาด

ข้อมูลเหล่านี้ระหว่างทางห้ามส่งต่อ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่าการลงคะแนนลับในเลือกตั้งเข้าข่ายระดับ “ลับ” ที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด

เมื่อถูกถามต่อว่าหากข้อมูลลับถูกเปิดเผยภายหลัง จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้อนถามสื่อว่า “สื่อก็ทำกับตนบ่อยๆ เห็นเอาเอกสารราชการไปลงกันบ่อยๆ” คำตอบนี้สะท้อนถึงปัญหาการเปิดเผยข้อมูลราชการที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยมีกรณีการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความลับของบัตรเลือกตั้ง เช่น กรณีเลือกตั้งปี 2562 ที่มีข้อครหาเรื่องบัตรปลอมและการตรวจสอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการลงคะแนนลับต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล การที่ เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” แบบนี้ ช่วยเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ลงคะแนน หากเกิดความสับสน อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือคดีความยืดเยื้อ ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19

จากมุมมองของผู้เขียน การรักษาความลับในการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง หากประชาชนไม่มั่นใจว่าคะแนนของตัวเองปลอดภัย ระบบทั้งหมดก็จะพังทลายลง เลขาฯ กฤษฎีกาทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบุกรุกมากกว่าการกาเลือกตั้ง ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้มีกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการปกป้องข้อมูลเลือกตั้ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำย้อนถามของเลขาฯ กฤษฎีกา? คนกาหรือคนแซะกันแน่ที่ผิด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้ ไม่กระทบกฎหมายนานาชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือเรื่อง เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 โดยเฉพาะคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปมปัญหายาวนานมาหลายสิบปี

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไทยไปศึกษาขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 แล้ว โดยย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

เลขาฯกฤษฎีกา ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการยกเลิกต้องพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน ก็สามารถนับหนึ่งใหม่ในการร่างกติกาหรือข้อตกลงใหม่ได้

ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ต้องทำอย่างไร

  • ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิมอย่างละเอียด
  • ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
  • เจรจากับทางกัมพูชาให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน
  • ร่างบันทึกหรือข้อตกลงใหม่ หากจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการกระทบต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือพันธกรณีอื่น

นายปกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ถนัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก แต่เชี่ยวชาญกฎหมายไทย จึงแนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้

MOU 44 คืออะไร และทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน

MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำแผนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกัน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MOU นี้ถูกนำมาอ้างอิงในข้อพิพาทชายแดนหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปะทะกันปี 2551-2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินมองว่าอาจต้องยกเลิกเพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากประเด็น MOU แล้ว ในที่ประชุมยังมีการถามถึงมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code ว่าจะนำไปสู่การเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า หากมีผู้ร้องต่อศาลแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาจากศาล อย่าพูดนอกกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์

ผลกระทบหากยกเลิก MOU 44 สำเร็จ

หากการยกเลิกเกิดขึ้นจริง ไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาตั้งแต่ต้นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แผนที่ชายแดนที่ชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

จากมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหายั่งยืน หากรัฐบาลไทยเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์การเจรจาที่ดี ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่า สนับสนุนการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – เลขาธิการฯกฤษฎีกา แจงปมยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

“ปกรณ์” เลขาธิการกฤษฎีกา ย้ำหลักการ เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ดิจิทัลวอลเล็ต

จากกรณีที่ ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวน นายเศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับการโยกงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้

นายปกรณ์กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ครม. โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้กับ ป.ป.ช.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม ครม. ในวันที่มีมติดังกล่าวจะต้องถูกไต่สวนทั้งหมดหรือไม่ นายปกรณ์ตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องดูรายละเอียดของสำนวนการไต่สวนก่อน

ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในวันดังกล่าวด้วย นายปกรณ์กล่าวว่า จำไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ นายปกรณ์ ย้ำว่า โดยปกติแล้ว สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง ป.ป.ช. ก่อน หาก ป.ป.ช. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการเรียกผู้ใดไปชี้แจง ก็เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตามกระบวนการ

หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์กล่าวว่า หากในวันที่ ครม. มีมติดังกล่าว มีผู้ที่อยู่ในห้องประชุมทักท้วง ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคลไป ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้นั้นจะไม่มีความผิด

ทำไมเลขาฯ ครม. ต้องแจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”?

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชี้แจงเรื่องนี้ ก็เนื่องจากเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการบันทึกรายงานการประชุม ครม. และเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดของการพิจารณาและลงมติในเรื่องต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ ป.ป.ช. ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ การที่ สลค. เป็นผู้ชี้แจงยังเป็นไปตามหลักการที่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ถูกไต่สวน ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่หน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ ป.ป.ช. เข้ามาไต่สวนเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่าการไต่สวนของ ป.ป.ช. จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการตรวจสอบ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาหรือการลงโทษทางวินัยได้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง

ดังนั้น การชี้แจงของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และการให้ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการตัดสินใจของ ป.ป.ช.

การดำเนินการตาม หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

เอกนิติย้ำ! MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ครม.รับทราบแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมได้อนุมัติในหลักการ โดยมีการชี้แจงว่า แม้ MOU จะเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและการสำรวจ แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายแร่ของไทย และต้องมีการประมูลอย่างเสรี ไม่ใช่การมอบสิทธิพิเศษให้กับสหรัฐฯ โดยตรง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า MOU นี้เป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีในการลดภาษีจาก 19% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอาเซียน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้แจงว่า ครม.ได้รับทราบการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย แล้ว และต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. MOU ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมการลงทุนในแร่แรร์เอิร์ธ
  2. มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  3. สนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัดแร่
  4. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด โดยทำให้แร่แรร์เอิร์ธสามารถนำไปใช้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย:

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  2. การให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา และการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกต่างๆ
  3. การให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี ทั้งการออกใบอนุญาตและการลดขั้นตอน
  4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลในโครงการต่างๆ และราคาสินค้าแร่แรร์เอิร์ธ
  5. การให้ทั้งสองประเทศคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม และมาตรฐานการค้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือทั้งหมด มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธ และขอย้ำว่า MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และสามารถทำได้กับทุกประเทศ

MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นการลงนาม MOU จะช่วยเสริมความมั่นคงและเพิ่มห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

การลงทุนทั้งในและต่างประเทศจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน พร้อมย้ำว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU อนุญาตให้ทั้งสองประเทศมีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ และ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด

MOU แรร์เอิร์ธ คืออะไร?

เลขาธิการกฤษฎีกา ยังกล่าวถึงข้อกังวลของ ครม. เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย และยืนยันว่าการลงนาม MOU ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ เป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับกฎหมายของไทย

ส่วนกรณีคำว่า “first opportunity to invest” หมายถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะคู่สัญญา แต่การดำเนินการจะต้องยึดกฎหมายแร่ของไทยที่กำหนดให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเป็นธรรม

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า MOU สามารถยกเลิกได้เมื่อใดก็ได้ และการยกเลิกจะไม่มีผลต่อสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงนาม MOU เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาต่อรองเพื่อยกเว้นหรือลดภาษี 19% ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนกรณีที่ศาลสหรัฐฯ จะตัดสินคดีเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเตรียมพร้อมและติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อใช้เป็นกรอบและกลยุทธ์ในการเจรจา

โดยสรุปแล้ว MOU ฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธของไทย แต่การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องโปร่งใส เป็นไปตามกฎหมาย และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ที่มา – “เอกนิติ-ธนกร-เลขากฤษฎีกา” แท็กทีมย้ำ MOU แรร์เอิร์ธ ไม่ใช่กฎหมาย วันนี้ ครม. รับทราบแล้ว

Scroll to top