ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือเรื่องการลงคะแนนแบบ “ลับ” ในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งที่อาจถูกตรวจสอบภายหลัง เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” อย่างน่าสนใจว่า หากประชาชนไปกาบัตรแล้ว แต่มีคนพยายามแซะข้อมูลภายหลัง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ทำผิด คนกาหรือคนไปแซะกันแน่ คำถามนี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงหลักการประชาธิปไตยและความลับในการเลือกตั้ง
การลงคะแนนลับถือเป็นหลักสากลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งจากบุคคลหรือกลุ่มใดๆ หากถูกเปิดเผย จะส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลและความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งทั้งหมด ในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 กำหนดชัดเจนว่าการลงคะแนนต้องเป็นลับ เพื่อรักษาความโปร่งใสและเป็นธรรม
เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่าเรื่องการตีความคำว่า “ลับ” เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการ หากบุคคลทั่วไปออกมาพูดมั่วๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและเศรษฐกิจการลงทุนของไทย
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากประชาชนลงคะแนนแบบลับแล้ว แต่ภายหลังมีคนไปตรวจสอบข้อมูล จะยังถือเป็นความลับอยู่หรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาตอบกลับอย่างแหลมคมว่า “ใครเป็นคนทำผิดล่ะ คนกาหรือคนไปแซะข้อมูลเขา” คำถามย้อนนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญว่าการบุกรุกข้อมูลลับอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายมากกว่า
เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” กับการตีความในแวดวงราชการ
ในส่วนของการตีความคำว่า “ลับ” ตามระเบียบราชการไทย นายปกรณ์อธิบายว่ามีระดับความลับที่ชัดเจนตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาระดับความลับของราชการ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้
- เรื่องลับ (Secret): ข้อมูลที่หากรั่วไหลอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ ผู้รับรู้ได้เฉพาะระหว่างผู้ส่งและผู้รับ
- ลับมาก (Confidential): ระดับที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น หากรั่วไหลจะกระทบความมั่นคง
- ลับที่สุด (Top Secret): ระดับสูงสุด ข้อมูลสำคัญยิ่ง ห้ามรั่วไหลโดยเด็ดขาด
ข้อมูลเหล่านี้ระหว่างทางห้ามส่งต่อ หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา นายปกรณ์ยกตัวอย่างว่าการลงคะแนนลับในเลือกตั้งเข้าข่ายระดับ “ลับ” ที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด
เมื่อถูกถามต่อว่าหากข้อมูลลับถูกเปิดเผยภายหลัง จะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ เลขาฯ กฤษฎีกาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้อนถามสื่อว่า “สื่อก็ทำกับตนบ่อยๆ เห็นเอาเอกสารราชการไปลงกันบ่อยๆ” คำตอบนี้สะท้อนถึงปัญหาการเปิดเผยข้อมูลราชการที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตเคยมีกรณีการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความลับของบัตรเลือกตั้ง เช่น กรณีเลือกตั้งปี 2562 ที่มีข้อครหาเรื่องบัตรปลอมและการตรวจสอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการลงคะแนนลับต้องได้รับการคุ้มครองเต็มที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพล การที่ เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” แบบนี้ ช่วยเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ต้องพิสูจน์ความโปร่งใส โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้ลงคะแนน หากเกิดความสับสน อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือคดีความยืดเยื้อ ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19
จากมุมมองของผู้เขียน การรักษาความลับในการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง หากประชาชนไม่มั่นใจว่าคะแนนของตัวเองปลอดภัย ระบบทั้งหมดก็จะพังทลายลง เลขาฯ กฤษฎีกาทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบุกรุกมากกว่าการกาเลือกตั้ง ดังนั้นเราควรสนับสนุนให้มีกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการปกป้องข้อมูลเลือกตั้ง
คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำย้อนถามของเลขาฯ กฤษฎีกา? คนกาหรือคนแซะกันแน่ที่ผิด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!
ที่มา – เลขาฯ กฤษฎีกา ย้อนถามลงคะแนน “ลับ” คนกาหรือคนแซะข้อมูลภายหลัง ใครเป็นคนทำผิด


