ปฏิญญาสันติภาพ

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนาม**ตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข**

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดเสร็จสิ้นแล้ว โดยคาดว่าจะมีการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข และติดตามผลภายใน 72 ชั่วโมง รอการแถลงอย่างเป็นทางการ

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งตรงข้ามกับบ้านโอคอม อำเภอสลักกาว จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติการสู้รบ และคาดว่าจะนำไปสู่การลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

ความเคลื่อนไหวในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.35 น. ที่อาคารทำการของชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายไทย และพลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือกันแบบ FourEyes (2 ต่อ 2) เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะสิ้นสุดในเวลา 10.05 น.

จากนั้น ประธาน GBC ของทั้งสองประเทศได้เดินทางไปยังเต็นท์ชั่วคราวที่ตั้งอยู่กึ่งกลางจุดผ่านแดน เพื่อเข้าร่วมการประชุม GBC แบบเต็มคณะและลงนามในผลการประชุม หลังจากเสร็จสิ้นการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารเรียบร้อย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที (สิ้นสุดเวลา 10.20 น.) ไม่มีการแถลงผลการลงนามในบริเวณดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไปแถลงในส่วนของตนเอง โดยประธาน GBC ฝ่ายไทยเดินทางไปแถลงที่โรงแรมชาเทรียม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนบ้านผักกาดประมาณ 40 กิโลเมตร

ในขณะนี้ รายละเอียดของการลงนามโดยประธาน GBC ทั้งสองฝ่ายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีรายงานว่าเป็นการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข โดยมีระยะเวลาติดตามผล 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทีมสังเกตการณ์ของอาเซียนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ด้วย

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

ในช่วงสามวันที่ผ่านมา (24-26 ธันวาคม) พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย และ พล.ต.แญม โบราเดน ประธานเลขานุการคณะกรรมการ GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือและเสนอร่างแก้ไขข้อตกลง ซึ่งมีการแก้ไขไปมาจนได้ฉบับที่ 6 เป็นฉบับสุดท้าย

มีรายงานว่าร่างฉบับที่ 6 นี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการหยุดยิงและติดตามผลเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยที่ข้อตกลงทั้งหมดจะยังคงอยู่ในกรอบของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เป็นสักขีพยาน

สาระสำคัญของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

สำหรับปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ 4 ข้อ ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีดังนี้

  • ถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน
  • เก็บกู้วัตถุระเบิด
  • ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์
  • หาแนวทางบริหารพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหา

การลงนามข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไขนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การติดตามผลในระยะเวลา 72 ชั่วโมง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าข้อตกลงนี้จะสามารถนำไปสู่การหยุดยิงอย่างถาวรได้หรือไม่

ที่มา – ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข ติดตามผล 72 ชั่วโมง

รัฐบาลยันผู้นำเข้าใจ! ถกแผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อ จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย เผย 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น

นายสิริพงศ์ ระบุต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชาที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี แต่จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซียได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกรัฐบาล เผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐฯ มากดดันจะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐฯ ไม่ซื้อของจากไทย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าการค้าขายกับสหรัฐฯ มีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วยเพื่อขยายตลาดส่งออก

ทางด้านคำถามว่ามีกรอบระยะเวลากัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า “ไม่มีกำหนดครับ ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 14.00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซียที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน.

รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ทำไมต้องถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.?

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมาเลเซีย การหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาต่างๆ และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดน การที่รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

การประชุมวันที่ 17 พ.ย. เพื่อถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการหารือถึง 6 แผนงาน? เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การมีแผนงานที่หลากหลายจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ติดตามข่าวสารและผลการประชุมรัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การขอโทษจากกัมพูชาและการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

การที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ที่มา – รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

นายกฯ ปรับแผนบินด่วนอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิดพรุ่งนี้ เรียกประชุมหน่วยความมั่นคงเดินหน้าหยุดปฏิญญาสันติภาพ และเตรียมลงตรวจน้ำท่วม 12 พ.ย. 

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยช่วงบ่ายวันนี้ เวลาประมาณ 15.30 น. จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ที่กระทรวงการคลัง หลังจากนั้นเวลาประมาณ 16.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมด่วนเพื่อรับมือและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่อยู่ในช่วงวิกฤตในหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางขณะนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมชลประทาน เข้าหารือเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนที่วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท และอ่างทอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำด้วยตัวเอง

ส่วนวันพรุ่งนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางด่วนไปเยี่ยมทหารที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และจะเดินทางไปที่ห้วยตามาเรีย ตรงข้ามปราสาทพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งเป็นประธานการประชุมหาแนวทางหยุดปฏิญญาสันติภาพ ที่ได้ลงนาม Joint Declaration ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

ตามที่มีรายงานข่าวว่า นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้ ทำให้หลายคนให้ความสนใจถึงภารกิจเร่งด่วนของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ท่านมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

นอกจากการเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว การเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษเพื่อเป็นประธานการประชุมหาแนวทางหยุดปฏิญญาสันติภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ภารกิจเร่งด่วน นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้

การที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจปรับแผนการทำงานและเดินทางด่วนไปยังจังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษในวันพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยชื่นชมและให้กำลังใจ

การลงพื้นที่เพื่อตรวจสถานการณ์น้ำท่วมในวันที่ 12 พฤศจิกายน ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคกลางยังคงน่าเป็นห่วง และการที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้สามารถรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำที่รอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศชาติต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภารกิจของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราได้รับทราบถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และร่วมเป็นกำลังใจให้กับท่านในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

เราหวังว่าการเดินทางไป นายกฯ บินด่วนอุบลฯ-ศรีสะเกษ เยี่ยมทหารพรุ่งนี้ จะเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทหารที่บาดเจ็บ และนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ บินด่วนอุบลฯ – ศรีสะเกษ พรุ่งนี้ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่นระเบิด

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

“อนุทิน” บอกไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” ไม่สลดโต้ “ปิดด่าน 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย” ยืนยันไทยไม่ได้ตามหลังกัมพูชา  ไล่ไปอ่าน ปฏิญญาสันติภาพ

วันที่ 5 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เคยขอให้ใครเปิดด่าน จะปิด 100 ปี หรือ 500 ปี ก็เป็นเรื่องของไทย ไม่ทำให้กัมพูชาตาย นายอนุทิน ตอบเพียงว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สมเด็จฮุน เซน บอกว่า กัมพูชาไม่ได้อ่อนข้อในการไปลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบยิ้ม และพยักหน้า  ส่วนท่าทีแข็งกร้าวของสมเด็จฮุน เซน จะกระทบต่อการสร้างสันติภาพชายแดนไทยกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบย้ำว่า ยังไม่ได้อ่าน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มองอย่างไรที่ผู้นำของกัมพูชา มักจะโพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชียล ซึ่งอาจถูกมองว่า เราเป็นฝ่ายตามเขาตลอด นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกคนก็มีสไตล์การทำงานของเขา ใครบอกตาม ขอให้ไปอ่าน Joint declaration (ปฏิญญา เพื่อนำไปสู่สันติภาพไทย – กัมพูชา) มีตรงไหนที่ตาม

“อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย

จากกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องด่านชายแดน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่ได้อ่านโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน

การที่นายอนุทินกล่าวว่าไม่ได้อ่านโพสต์ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลไทยรับทราบถึงสถานการณ์และความคิดเห็นของผู้นำกัมพูชาหรือไม่ และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ การที่ผู้นำทั้งสองประเทศสื่อสารกันผ่านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิดและการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์

ทำไมนายอนุทินถึงกล่าวว่า “ไม่ได้อ่านโพสต์ฮุนเซน ปิดด่าน500ปีก็ไม่อดตาย”?

คำถามนี้ยังคงเป็นที่สงสัยของหลายฝ่าย เหตุผลที่แท้จริงอาจซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ รัฐบาลไทยต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้ถูกกดดันหรือต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากกัมพูชา การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึง “ปฏิญญาสันติภาพ” ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยยึดมั่นในข้อตกลงและกระบวนการทางการทูต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การเจรจาและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การรักษาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่า

ท่าทีของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการแสดงจุดยืนของประเทศ และการรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน การเปิดด่านชายแดนและการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และช่วยลดความตึงเครียดในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเคารพในอธิปไตย และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจา จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน อาจเป็นกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การที่รัฐบาลไทยจะต้องมีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับความสัมพันธ์กับกัมพูชา และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม

ที่มา – “อนุทิน” ปัด ไม่ได้อ่านโพสต์ “ฮุน เซน” พยอง ปิดด่าน 500 ปี ก็ไม่อดตาย

Scroll to top