ประกันสังคม

เพื่อไทยลั่น! 3 เดือนยกเครื่องประกันสังคม

พรรคเพื่อไทยประกาศกร้าว 3 เดือน ยกเครื่องประกันสังคม ไล่ปลัดพ้นประธานบอร์ด ดันทุรังเลือกตั้ง “1 คนเลือกได้ 7”

วันที่ 29 มกราคม 2569 พรรคเพื่อไทยเปิดแนวรุกนโยบายสวัสดิภาพแรงงาน แถลงแผนปฏิรูปกองทุนประกันสังคมขนานใหญ่ โดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค ยืนยันหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะสะสางปัญหาและยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมดภายใน 3 เดือน เพื่อคืนความโปร่งใสและประสิทธิภาพให้กองทุนที่มาจากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงาน

นพ.พรหมินทร์ ระบุถึงแนวทางการได้มาซึ่งคณะกรรมการ (บอร์ด) ฝ่ายผู้ประกันตนว่าต้องยึดหลักประชาธิปไตย โดยผลักดันสัดส่วนเดิมคือ ผู้ประกันตน 1 คน มีสิทธิ์เลือกตัวแทนได้ 7 คน เพื่อให้ตัวแทนแรงงานกว่า 20 ล้านคนเข้าไปดูแลสิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมเสนอการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ตำแหน่งประธานบอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งในคณะกรรมการ แทนที่รูปแบบเดิมที่ให้ปลัดกระทรวงแรงงานนั่งเก้าอี้โดยตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทยเสนอปฏิรูปการบริหารกองทุนโดยมีคณะผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพดูแล เช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อตัดวงจรการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการ พร้อมตั้งกลไกตรวจสอบอิสระ หากพบทุจริตต้องปลดผู้บริหารทันที โดยจะมีการแยกภารกิจดูแลด้านต่างๆ เช่น การว่างงาน บำนาญ และการรักษาพยาบาล ออกจากกันเพื่อความคล่องตัว

ด้าน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคและอดีต รมว.แรงงาน ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตรายของเงินสะสม 2.8 ล้านล้านบาท ที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เพียง 2.8% ซึ่งต่ำกว่า กบข. มาก ทำให้ผู้ประกันตนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจปีละนับแสนล้านบาท เพราะเงินมหาศาลนี้ไม่ใช่ของนักการเมืองหรือรัฐ แต่เป็นของประชาชนต้องไม่ปล่อยให้คนไม่มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการจนไร้ประสิทธิภาพ

เพื่อไทยลั่น! 3 เดือนยกเครื่องประกันสังคม

การประกาศนโยบายดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย เรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาระบบประกันสังคมที่สะสมมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องความโปร่งใส การบริหารจัดการกองทุน และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนในการกำหนดทิศทางของกองทุน

ทำไมต้องยกเครื่องประกันสังคม?

หลายปีที่ผ่านมา ประกันสังคมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทนที่ต่ำ การบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่ยุ่งยาก และการขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและความไม่พอใจในหมู่ผู้ใช้แรงงาน การ ยกเครื่องประกันสังคม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ระบบประกันสังคมสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง

นโยบาย ยกเครื่องประกันสังคม ของพรรคเพื่อไทยจึงมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการคืนความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น

  • การปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคม: ให้ตัวแทนผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้เสียงของแรงงานได้รับการรับฟังและนำไปสู่การตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
  • การบริหารจัดการกองทุนอย่างมืออาชีพ: นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการกองทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงในการลงทุน
  • การแยกภารกิจความรับผิดชอบ: เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การตรวจสอบที่เข้มงวด: สร้างกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นอิสระ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

การที่พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะ ยกเครื่องประกันสังคม ภายใน 3 เดือน หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจริงอาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านกฎหมาย ระบบราชการ และความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ จำเป็นต้องมีการวางแผนและเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

การปฏิรูปประกันสังคมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานหลายสิบล้านคน การดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ และต้องมีการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน

ที่มา – พท. ลั่นหากกลับมาเป็นรัฐบาล ขอเวลา 3 เดือนยกเครื่องประกันสังคมทั้งระบบ

ปฏิรูปประกันสังคม: เร่งแก้ปัญหาเพื่อผู้ประกันตน

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตน! รัฐบาลเดินหน้า ปฏิรูปประกันสังคม อย่างจริงจัง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา พัฒนาการลงทุน และให้ความสำคัญกับประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก

ปฏิรูปประกันสังคม

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการ ปฏิรูปประกันสังคม โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกันตนกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างและการพัฒนาการลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน

ปลัดกระทรวงแรงงานได้กล่าวขอโทษผู้ประกันตนสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนระบบ แม้ว่าสำนักงานประกันสังคมจะพยายามแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ยังคงมีบางกรณีที่อาจจะไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประกันตน

แนวทางการดำเนินงานเพื่อปฏิรูปประกันสังคม

คณะกรรมการประกันสังคมได้หารือและกำหนดแนวทางในการ ปฏิรูปประกันสังคม ในประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนี้:

  1. การปรับปรุงโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม: กระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัย และสร้างความมั่นคงให้กับกองทุนในระยะยาว คาดว่าจะดำเนินการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
  2. การปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (SAA): คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบในหลักการปรับสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (SAA) เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาว และรองรับภาระผูกพันที่เพิ่มขึ้น การปรับ SAA จะเน้นการกระจายความเสี่ยงในรูปแบบ Global Asset Allocation เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นร้อยละ 50 จากเดิมร้อยละ 35 คาดว่าจะใช้เวลาเตรียมการด้านกฎระเบียบประมาณ 15–24 เดือน และดำเนินการลงทุนจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป
  3. การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน: ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะมีการเลือกตั้งเมื่อครบวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการทุกมาตรการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน

การ ปฏิรูปประกันสังคม ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับระบบประกันสังคมของประเทศไทย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกันตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว การปรับปรุงโครงสร้าง การลงทุน และการมีส่วนร่วมของผู้แทนจะช่วยให้ระบบประกันสังคมมีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ปฏิรูปประกันสังคม แถลงยันเร่งแก้ปัญหา ติดเครื่องพัฒนาการลงทุน มุ่งประโยชน์ผู้ประกันตน

ดูแลเยียวยา ผู้ประกันตน จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว

จากเหตุการณ์เศร้าสลด “เครนถล่มสีคิ้ว” ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน สำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยา“ผู้ประกันตน” ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

เหตุการณ์เครนถล่มในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้แสดงความห่วงใยและสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา เร่งตรวจสอบข้อมูลและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเครนยกซีเมนต์ได้ร่วงหล่นทับรถไฟ 3 โบกี้ ในเส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บ 67 ราย ข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีลูกจ้างของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกันตน จำนวน 10 ราย ปฏิบัติงานในขณะเกิดเหตุ และมีผู้สูญหายที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 1 ราย

ดูแลเยียวยา “ผู้ประกันตน” จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว

สำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการตรวจสอบสถานะของผู้ประกันตนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปตามสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายที่พึงได้รับ หากผู้ประสบภัยเป็นผู้ประกันตน จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมดังนี้:

  • เงินบำเหน็จชราภาพ: ทายาทจะได้รับเงินสะสมทั้งหมดพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน
  • เงินค่าทำศพ: 50,000 บาท
  • เงินสงเคราะห์กรณีตาย:
    • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 36-119 เดือน: ค่าจ้างเฉลี่ย 2 เดือน
    • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 120 เดือนขึ้นไป: ค่าจ้างเฉลี่ย 6 เดือน
  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด

สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่เสียชีวิตจากการทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากกองทุนเงินทดแทน ดังนี้:

  • ค่าทำศพ: 50,000 บาท
  • ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • เงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกผล

ผู้บาดเจ็บจากการทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามความจำเป็นตามกฎกระทรวง
  • ค่าทดแทนการหยุดงาน: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ในระหว่างพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือหยุดงาน: ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง
  • ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ: ร้อยละ 70 ของค่าจ้างตลอดชีวิต

สำนักงานประกันสังคมเร่งช่วยเหลือเยียวยา “ผู้ประกันตน”

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา เข้าเยี่ยมผู้ประสบเหตุที่โรงพยาบาลสีคิ้ว เพื่อประสานงาน ให้คำแนะนำ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนทั่วไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 กด 1

เหตุการณ์เครนถล่มครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหลักประกันทางสังคม เพื่อรองรับความเสี่ยงและให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างและครอบครัวในยามวิกฤต สำนักงานประกันสังคมจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นคงสำหรับผู้ใช้แรงงานทุกคน

ที่มา – ดูแลเยียวยา “ผู้ประกันตน” จากเหตุเครนถล่มสีคิ้ว เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์

ประกันสังคมแจง! งบตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อสำนักงานประกันสังคมชี้แจงกรณีงบประมาณ 35 ล้านบาทสำหรับการตัดสูทให้พนักงาน 7,000 คน โดยเน้นย้ำว่าไม่ใช่เงินจากผู้ประกันตนทั้งหมด

ประกันสังคมแจง! งบตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่สำนักงานประกันสังคม นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาอธิบายถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจำนวนดังกล่าว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์

นางนิยดากล่าวว่า สูทดังกล่าวเป็นเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์และสร้างความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน โดยงบประมาณที่ใช้ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่มาจากการจัดสรรภายในสำนักงานเอง

ที่มาของงบประมาณการตัดสูทของประกันสังคม

ประเด็นสำคัญที่นางนิยดาเน้นย้ำคือ สำนักงานประกันสังคมไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสำหรับการบริหารจัดการโดยตรง แต่ได้รับเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น ดังนั้น การดำเนินโครงการต่างๆ ต้องมาจากการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรเอง

“บางคนอาจมองว่าสูทไม่มีประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยตรงได้ให้ข้อมูลว่า เป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยในการสื่อสารกับผู้ประกันตนเมื่อออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เพื่อให้ข้อมูลหรือให้ความช่วยเหลือต่างๆ ได้ง่ายขึ้น” นางนิยดากล่าวเสริม

เมื่อถูกถามถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ในการจัดซื้อชุดสูท นางนิยดาอธิบายว่า เงินดังกล่าวมาจากการจัดเก็บเงินสมทบ 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล โดยตามกฎหมายสามารถนำเงินสมทบมาใช้ในการบริหารจัดการได้ไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี ซึ่งในความเป็นจริง สำนักงานประกันสังคมใช้เงินส่วนนี้น้อยกว่า 10% มาก โดยอยู่ที่ประมาณ 2-3% เท่านั้น

สำหรับประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของการตัดสูทชุดละ 5,000 บาท นางนิยดาชี้แจงว่า ราคาดังกล่าวไม่ใช่ต่อชุด แต่เป็นราคาต่อเซ็ต และการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุทุกประการ โดยผ่านกระบวนการประกวดราคาอย่างโปร่งใส

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งบประมาณ 35 ล้านบาทสำหรับการตัดสูทให้พนักงาน 7,000 คน
  • สูทเป็นเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม
  • งบประมาณไม่ได้มาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
  • เงินมาจากเงินสมทบ 3 ฝ่าย และใช้ไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี
  • การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ

จากข้อมูลที่ได้รับฟัง การชี้แจงของสำนักงานประกันสังคมก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไป เพื่อลดความเข้าใจผิดและความไม่สบายใจที่อาจเกิดขึ้น การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่มีต่อองค์กร

ที่มา – ประกันสังคม แจงงบฯ ตัดสูท 35 ล้าน ไม่ใช่เงินผู้ประกันตนทั้งหมด

ผู้ประกันตน: เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 69 ง่ายๆ

ข่าวดี! ประกันสังคมเปิดให้เปลี่ยนโรงพยาบาล ปี 2569 สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 แล้ววันนี้! สามารถดำเนินการได้ง่ายๆ ผ่าน 4 ช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 ใครที่อยากเปลี่ยนโรงพยาบาลต้องรีบเลย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 สามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกสถานพยาบาลที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเอง โดยมีช่องทางให้บริการดังนี้

ช่วงวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2568: ยื่นแบบเลือกสถานพยาบาล (สปส.9-02) ด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

ช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569: งดให้บริการที่สำนักงานฯ ชั่วคราว เนื่องจากอยู่ระหว่างการถ่ายโอนข้อมูลเพื่อรองรับระบบ SSO Core (ระบบบริการข้อมูลใหม่) แต่ยังสามารถใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตามปกติ

ช่องทางออนไลน์สำหรับเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 2569

ในช่วงที่สำนักงานประกันสังคมงดให้บริการชั่วคราว (20 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569) ท่านยังสามารถดำเนินการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 2569 ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ 4 ช่องทางดังนี้:

  • เว็บไซต์ สปส.: www.sso.go.th (ระบบ E-self service)
  • แอปพลิเคชัน: SSO Plus
  • Line Official: @ssothai
  • แอปพลิเคชัน: ทางรัฐ

สำคัญ! การใช้สิทธิรักษาพยาบาลจะมีผลตามช่วงเวลาที่ยื่นเรื่องดังนี้:

  • ยื่นระหว่าง 20 – 31 ธันวาคม 2568: สิทธิการรักษาจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
  • ยื่นระหว่าง 1 – 4 มกราคม 2569: สิทธิการรักษาจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2569

หลังจากวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ท่านสามารถยื่นเรื่องเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 2569 ได้ทั้งช่องทางออนไลน์และยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่สะดวก

นางสาวกาญจนา แนะนำเพิ่มเติมว่า เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการ ควรเลือกสถานพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดที่ทำงานหรือพักอาศัยอยู่ เพื่อให้สามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลในระบบประกันสังคมได้จากนายจ้าง หรือผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 สำนักงานประกันสังคมจะแจ้งผลการเปลี่ยนสถานพยาบาลให้ทราบผ่านสถานประกอบการของนายจ้าง ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับการแจ้งเตือนผ่าน SMS บนหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถศึกษารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ www.sso.go.th หรือสอบถามได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 กด 1 ให้บริการฟรีทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง อย่ารอช้า รีบตรวจสอบสิทธิของท่านและดำเนินการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม ปี 2569 หากต้องการ เพื่อให้ได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด

การเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมเป็นสิทธิของผู้ประกันตนทุกคน อย่าละเลยที่จะใช้สิทธิของท่าน เพื่อให้ได้รับการบริการทางการแพทย์ที่ตรงกับความต้องการและสะดวกสบายมากที่สุด

ที่มา – ผู้ประกันตนเช็กด่วน ประกันสังคม เปิดให้เปลี่ยนโรงพยาบาล ปี 2569 ผ่าน 4 ช่องทางออนไลน์ง่ายๆ

เตือนนายจ้าง! ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 69

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนนายจ้างให้ความสำคัญกับการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างปี 2568 ให้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้าง

เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาแจ้งเตือนนายจ้างทุกแห่งให้ดำเนินการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ การดำเนินการอย่างตรงต่อเวลาจะช่วยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนอย่างเต็มที่

ช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนั้นมีความหลากหลายและสะดวกสบาย นายจ้างสามารถเลือกชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารดอยซ์ แบงก์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเจพีมอร์แกน เซส และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ช่องทางเหล่านี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ หน่วยบริการของธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

รายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทนคืออะไร?

นอกเหนือจากการชำระเงินสมทบแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทน ประจำปี 2568 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีช่องทางให้เลือก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  • รายงานค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage): ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • รายงานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคม: นายจ้างสามารถยื่นรายงานค่าจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเน้นย้ำว่า หากนายจ้างพบว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหลังจากรายงานค่าจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการชำระเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินสมทบต่อเดือนที่ค้างชำระ การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนโดยรวม และอาจส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงขอความร่วมมือนายจ้างทุกท่านให้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาและช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและช่วยให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ให้ตรงเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างอย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน อย่าลืมชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ตามกำหนดนะครับ

การเอาใจใส่และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนเงินทดแทนไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยรวมอีกด้วย การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความผาสุกของทุกคนในสังคม

ที่มา – เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

รมว.แรงงาน เปิดโครงการ ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน” ณ จังหวัดสระแก้ว โดยมี นางพัชรี ศาลาศิลปะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนสถานประกอบการ ผู้ประกันตน และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงาน ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โครงการ ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน นี้แสดงให้เห็นว่า ‘ประกันสังคม’ ไม่ใช่แค่การส่งเงินสมทบทุกเดือน แต่เป็นการสร้าง ‘หลักประกัน’ ที่มั่นคงให้กับชีวิตของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่เกิด ประกันสังคมมีค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด ค่าเลี้ยงดูบุตรจนถึงอายุ 6 ปี เมื่อเจ็บป่วยก็มีสถานพยาบาลคอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อตกงานก็มีเงินทดแทนช่วยประคับประคองชีวิต และเมื่อเกษียณก็มีบำเหน็จบำนาญเป็นเงินออมให้พึ่งพาได้

ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน

รมว.แรงงาน ยังกล่าวอีกว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานเชิงรุกของสำนักงานประกันสังคมในการลงพื้นที่ดูแลผู้ประกันตนอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ และเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกันตนจะได้รับความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ ได้รับบริการตรวจสุขภาพพื้นฐาน รวมถึงได้ร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมให้การสนับสนุนทุกแนวทางที่จะช่วยให้แรงงานสามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

“การจัดโครงการประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน ณ จังหวัดสระแก้วในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในการเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของผู้ประกันตน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในงานมีกิจกรรมสำคัญ ทั้งการตรวจสุขภาพเชิงรุกจำนวน 14 รายการ การให้บริการทันตกรรมผ่านรถทันตกรรมเคลื่อนที่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการให้บริการด้านงานประกันสังคมและกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดโครงการ ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน ในจังหวัดสระแก้วแล้ว สำนักงานประกันสังคมยังได้ดำเนินการจัดโครงการนี้ครอบคลุมอีก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดหนองคาย จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานประกันสังคมในการลงพื้นที่ดูแลผู้ประกันตนอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด พร้อมตอกย้ำว่ากระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนทุกนโยบายและทุกมาตรการที่ส่งเสริมให้แรงงานไทยมีสุขภาพที่ดี และสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างเสมอภาคและยั่งยืน โครงการ ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน นี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

หากคุณเป็นผู้ประกันตน อย่าลืมตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของท่าน และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สำนักงานประกันสังคมจัดขึ้น เพื่อให้ท่านได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – รมว.แรงงาน เปิดโครงการ “ประกันสังคมห่วงใยใส่ใจผู้ประกันตน” จ.สระแก้ว

ประกันสังคมเตือน! ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำนักงานประกันสังคม ออกมาเตือนนายจ้างให้รีบดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน หากละเลยมีโทษทั้งจำทั้งปรับ!

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งจะช่วยดูแลลูกจ้างเมื่อประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเนื่องมาจากการทำงาน ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มงานวันแรก

ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ขอให้นายจ้างทุกท่านตรวจสอบและดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างให้ถูกต้องและครบถ้วนตามกำหนด

ช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคมได้อำนวยความสะดวกแก่นายจ้าง โดยมีช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง 2 ช่องทาง ดังนี้

  1. ยื่นเอกสารด้วยตนเอง: ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด หรือสาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • สำหรับลูกจ้างสัญชาติไทย
    • กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม สปส.1-03 ให้ครบถ้วน
    • ไม่ต้องมีเอกสารแนบ
    • ไม่ต้องใช้แบบเลือกสถานพยาบาล สปส.9-02
  • สำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติ/ต่างด้าว
    • กรอกแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน สปส.1-03
    • สำเนาหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตัวแทนหนังสือเดินทาง
    • สำเนาใบอนุญาตทำงาน
    • สำเนาเอกสารการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวกรณีพิเศษ
  1. ยื่นผ่านระบบออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th (ระบบ e-Service)

ขั้นตอนการยื่นแบบออนไลน์:

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sso.go.th
  2. ลงทะเบียนและพิมพ์แบบ สปส.1-05
  3. นำเอกสารไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคม
  4. รอเจ้าหน้าที่อนุมัติ User Password

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง), LINE: @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และยังเป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับลูกจ้างอีกด้วย อย่าลืมดำเนินการให้ถูกต้องและทันเวลา!

ที่มา – ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน ที่รับเข้าทำงาน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเพื่อลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับ และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนและแรงงานทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การดูแลให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างในยามที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน และเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนใน 4 กรณีดังนี้:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: กองทุนจะดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 65,000 บาท กรณีบาดเจ็บรุนแรง จะดูแลค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  2. ค่าทดแทนรายเดือน: ลูกจ้างจะได้รับค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70% ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน กรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี ทุพพลภาพตลอดชีวิต หรือถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ
  3. ค่าทำศพ: กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ทายาท
  4. การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน: สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กองทุนจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังนี้:
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ ไม่เกินครั้งละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายจัดการโครงการไม่เกินรายวันละ 100 บาท โดยรวมแล้วในแต่ละปีไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพและทักษะการทำงาน เพื่อประโยชน์ในอาชีพสมรรถภาพเต็มตามแผนไม่เกิน 40,000 บาท หากเกินต้องเป็นไปตามเหตุจำเป็นไม่เกิน 140,000 บาท แต่กรณีรวมกันไม่เกิน 180,000 บาท โดยเป็นค่าพาหนะการพาลูกจ้างไปยังสถานที่ฝึกอบรมด้วย
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานในอาชีพ ที่นายจ้างต้องตรวจสอบความสามารถของลูกจ้าง โดยรวมไม่เกิน 180,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการสนับสนุนและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้พนักงานที่เป็นภาวะทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานโดยไม่เกินปีละ 24,000 บาท

ทำไมต้องเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน?

การสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองได้รับจากกองทุนนี้ ช่วยให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกจ้างในการทำงานอีกด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ จะจ่ายได้เฉพาะการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1506 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านไลน์ @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การที่สำนักงานประกันสังคมเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนนั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จะช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนสิทธิประโยชน์ของแรงงานลูกจ้าง

Scroll to top