ประกาศราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบกันครับ โดยล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับสำคัญเกี่ยวกับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่นและเสียสละครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สำหรับการประกาศในครั้งนี้ เป็นไปตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรเลื่อนยศสูงขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นี่คือความภูมิใจของทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวครับ

รายนามข้าราชการที่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

รายชื่อข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโท มีดังนี้ครับ:

  • ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ
  • ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี
  • ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว
  • ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน
  • ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูทธิ์
  • ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์
  • ร้อยตรี สหวัญ เทพเทียมทัศน์
  • ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์
  • ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก
  • ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์
  • ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย
  • ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส
  • ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว
  • ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ
  • ร้อยตรี เจษฎา สุโข
  • ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม
  • ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ
  • ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช
  • ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด

การเลื่อนยศในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งแต่ละท่านต่างทำหน้าที่ของตนเองด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต การได้มาซึ่งยศร้อยโทจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่สำคัญยิ่งขึ้นไปในอนาคต

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบข้อมูลประกาศอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาครับ ในนามของพวกเราก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเกียรติยศในครั้งนี้ด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทราบข้อมูลที่เป็นทางการและถูกต้องนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษาที่มีการประกาศเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการระเบียบวินัยในวงการสีกากี ซึ่งในวันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา กันครับ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษาวินัยของข้าราชการ

เหตุการณ์ โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

ตามประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้มีการระบุถึงการถอดถอนยศตำรวจจำนวน 3 นาย และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการที่บุคคลดังกล่าวได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากราชการ โดยมีรายละเอียดของรายชื่อและผลกระทบที่ได้รับดังนี้ครับ

รายละเอียดกรณี โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

สำหรับบุคคลที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • พันตำรวจเอก รัฐระวี ไชยชนะ: ถูกถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นตรา รวมถึงเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560
  • พันตำรวจโท ยูสรอน อับดุลชามะ: ถูกสั่งถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา รวมถึงเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564
  • ร้อยตำรวจโท ภูวนัย แก้วน้อย: ถูกถอดยศและเรียกคืนเหรียญพิทักษ์เสรีชนและเหรียญราชการชายแดน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2567

การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติยศของผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ เมื่อมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง การเรียกคืนจึงเป็นกระบวนการที่ยึดถือตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานและเกียรติยศขององค์กรตำรวจไทยครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาดำเนินการอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะนอกจากจะเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดแล้ว ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจนว่าความประพฤติที่ดีคือหัวใจสำคัญของการรับราชการ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงเพียงใด หากขาดวินัยและจรรยาบรรณ สิ่งที่เคยได้รับมาก็ย่อมถูกเรียกคืนได้เสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการท่านอื่นๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อไปนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ถอดยศ 3 อดีตข้าราชการตำรวจ และ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประกาศจากทางราชกิจจานุเบกษามาฝากกันครับ เกี่ยวกับเรื่อง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอันสูงสุดสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละให้กับสถาบันหลักของชาติมาโดยตลอด

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย โดยมีพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้แก่ข้าราชบริพารในพระองค์จำนวน 8 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและหน่วยงานของผู้ที่ได้รับพระราชทานอย่างยิ่ง

รายละเอียดการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

การประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์ ในครั้งนี้ ได้มีการแบ่งชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามลำดับความสำคัญและเกียรติยศ ดังนี้ครับ:

  • ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลเอก ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์ และ พลตำรวจโท มณฑลทัพห์ บุนนาค
  • ชั้น มหาวชิรมงกุฎ: ได้แก่ พลอากาศเอก ปรัชญา พรหมบุรมย์, พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล และ พลอากาศตรี ทรงสวัสดิ์ ทรัพย์จำนงค์
  • ชั้น ประถมาภรณ์ช้างเผือก: ได้แก่ พลตรี วีระไชย เหเตโชดม
  • ชั้น ประถมาภรณ์มงกุฎไทย: ได้แก่ พลตรี สรรวิชญ์ ภูมิทักษ์วงศ์ และ พันโท สมานมิตร พัฒนา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมให้กับข้าราชการรุ่นหลังในการทำงานเพื่อรับใช้ประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป

ในมุมมองของผม การที่ข้าราชบริพารได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จส่วนตัว แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความรับผิดชอบที่เข้มงวดในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ หากท่านต้องการตรวจสอบรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาโดยตรงนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แก่ 8 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงยุติธรรมมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประกาศล่าสุดในราชกิจจานุเบกษาที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต เพื่อทำหน้าที่ในตำแหน่งที่สำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครองของไทยครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงนามโดยคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการระบุถึงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวน 2 ท่าน เพื่อดำรงตำแหน่งใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการพิจารณาคดี โดยท่านทั้งสองที่ได้รับการแต่งตั้ง ได้แก่:

  • นายชำนาญ ปริบาล: จากเดิมดำรงตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
  • นางสาวสุภาวดี ชัยโยธา: จากเดิมดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองนครราชสีมา ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองภูเก็ต

รายละเอียดของการแต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้มีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการบริหารงานบุคคลภายในศาลปกครองที่มีความต่อเนื่องและเป็นไปตามระเบียบของศาลปกครองอย่างเคร่งครัด สำหรับตำแหน่งตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลางนั้นถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรับผิดชอบคดีปกครองจำนวนมากที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมและการบริหารงานของรัฐ

การที่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบศาลปกครองให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

เราเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของท่านตุลาการทั้งสองท่าน จะช่วยให้การดำเนินงานของศาลปกครองทั้งในส่วนกลางและศาลปกครองภูเก็ตมีความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้มาใช้บริการศาลปกครองได้อย่างแน่นอนครับ ท่านใดที่ต้องการตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารฉบับเต็ม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 2 ตุลาการ หัวหน้าคณะศาลปกครองกลางและภูเก็ต

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

วันนี้เรามีข่าวสารอันเป็นมงคลมาฝากทุกท่านครับ โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เรื่องการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ นับเป็นข่าวที่สร้างความปลื้มปีติให้กับพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างมาก

สำหรับรายละเอียดของประกาศฉบับนี้ ระบุว่าเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ให้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิรวิบูลยราชกุมาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ความหมายของเหรียญราชรุจิทอง และการพระราชทาน ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

เหรียญราชรุจิ ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สำคัญและเปี่ยมไปด้วยความหมายอันเป็นมงคล ซึ่งการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและพระเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ อย่างหาที่สุดมิได้

หากเรามาเจาะลึกถึงความสำคัญของเหรียญนี้ จะพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • เหรียญราชรุจิเป็นเหรียญที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์หรือมีความใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท
  • การได้รับพระราชทานเหรียญนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงความไว้วางพระราชหฤทัย
  • สะท้อนถึงสายใยแห่งความรักความอบอุ่นภายในราชวงศ์จักรีที่แน่นแฟ้น

นับว่าเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นภาพความรักของสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านประกาศจากทางราชการในครั้งนี้ การติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาไม่เพียงแต่ทำให้เราทราบถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ แต่ยังทำให้เราได้มีส่วนร่วมในการชื่นชมพระบารมีไปพร้อมๆ กันครับ

หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน หากใครที่อยากอ่านประกาศฉบับเต็ม สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวครับ

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

เป็นเรื่องราวอันน่ายินดีและเป็นมิ่งขวัญแก่ปวงชนชาวไทย เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับประชาชนทุกคน โดยมีใจความสำคัญว่า ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดและเป็นเครื่องสะท้อนถึงพระกรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ความหมายและความสำคัญของการได้รับพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

เหรียญราชรุจินั้นถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่แสดงถึงความจงรักภักดีและการทำคุณประโยชน์อย่างยิ่ง การที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติส่วนพระองค์ แต่ยังเป็นที่ประจักษ์ถึงพระวิริยะอุตสาหะของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่างๆ ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม การออกแบบแฟชั่น และการส่งเสริมกีฬา จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

สำหรับรายละเอียดของประกาศดังกล่าว มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง
  • ผู้ได้รับพระราชทานคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
  • การพระราชทานนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พวกเราในฐานะพสกนิกรชาวไทย ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ การได้รับเหรียญราชรุจิทองนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จและคุณูปการที่พระองค์ท่านได้สร้างไว้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในทุกสาขาอาชีพต่อไปอย่างแน่นอน

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่นำมาฝากพสกนิกรชาวไทยทุกท่านครับ เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่องการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจยิ่ง โดยระบุว่า ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เพื่อเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่สร้างความชื่นชมยินดีให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยประกาศดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญที่ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชรุจิทอง ให้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงพระวิริยอุตสาหะในการปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรเสมอมา

รายละเอียดการประกาศ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

สำหรับการประกาศครั้งนี้ อ้างอิงจากข้อมูลในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน นับเป็นมิ่งมงคลสูงสุดแก่ประชาชนชาวไทยทุกคนที่ได้รับทราบข่าวในเรื่องนี้

หากเรามองย้อนกลับไปถึงพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านสังคมสงเคราะห์และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการที่ ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในครั้งนี้ ย่อมถือเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าข้าราชบริพารรวมถึงประชาชนที่ได้ติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

  • ติดตามข่าวสารผ่านทางราชกิจจานุเบกษา
  • ร่วมถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ
  • ศึกษาพระกรณียกิจเพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การได้รับทราบข่าวสารอันเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ ช่วยสร้างพลังใจให้กับทุกคนในการมุ่งมั่นทำความดีและทำงานเพื่อส่วนรวมตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ต่อไปเรามาร่วมกันส่งกำลังใจและถวายความจงรักภักดีกันต่อไปครับ

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์และผู้ประกอบการขนส่ง! ล่าสุดมีประกาศสำคัญที่ทุกคนรอคอย โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เกี่ยวกับการปรับลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของพวกเราทุกคน

ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท

การปรับลดราคาในครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2569 โดยมีเหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องรีบเข้ามาดูแลเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

รายละเอียดการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล

จากการประกาศฉบับล่าสุด ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท ต่อลิตร ซึ่งครอบคลุมน้ำมันดีเซลหมุนเร็วทุกประเภท ดังนี้:

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา B7
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20

มาตรการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการประกอบธุรกิจ ซึ่งหวังว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้นในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องใช้รถยนต์ดีเซลเป็นประจำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้บ้าง แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้นจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม แต่ก็นับว่าเป็นความช่วยเหลือที่ตรงจุดจริงๆ อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์โลกจะคลี่คลายไปในทิศทางใด เพื่อที่จะได้รับทราบมาตรการดูแลจากภาครัฐในลำดับต่อไปครับ หากใครที่ต้องวางแผนการเดินทางหรือวางแผนโลจิสติกส์ อย่าลืมจดจำช่วงเวลาที่มีผลบังคับใช้ไว้ให้ดีนะครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล หน้าโรงกลั่น 2.40 บาท มีผล 24 ก.ค.-15 ส.ค. 69

ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

เชื่อว่าใครที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโด คงได้ลุ้นกันตัวโก่งใช่ไหมครับว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จะไปต่อไหม? ล่าสุดมีข่าวดีมาฝากแล้วครับ เพราะ ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลามาตรการครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570 ออกไปอีกยาวๆ เพื่อช่วยให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้นและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เยอะเลยครับ

เหตุผลที่ ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับผู้ซื้อรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อได้ครับ โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสอง ทำให้ตลาดอสังหาฯ เกิดความคล่องตัว หลายคนที่เคยชะลอการตัดสินใจไว้เพราะกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง สามารถกลับมาวางแผนซื้อบ้านได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้นครับ

รายละเอียดมาตรการลดค่าธรรมเนียมที่คุณควรรู้

สำหรับมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • ลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ เหลือเพียง 0.01% (จากปกติ 2%)
  • ลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลือเพียง 0.01% (จากปกติ 1%)
  • มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

มาตรการข้างต้นครอบคลุมที่อยู่อาศัยแบบไหนบ้าง?
มาตรการนี้จัดเต็มให้ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ห้องชุดคอนโดมิเนียม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา ซึ่งถือว่าครอบคลุมที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยครับ

หากคุณกำลังมองหาบ้านหรือคอนโดในช่วงปีสองปีนี้ อย่าลืมเช็คเงื่อนไขและเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ เพราะการใช้สิทธิ์ตามครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570 นี้ จะช่วยให้คุณเซฟเงินในกระเป๋าไปได้หลักหมื่นหลักแสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำไปแต่งบ้านสวยๆ หรือสำรองเป็นค่าผ่อนบ้านในระยะยาวได้สบายๆ ครับ นับเป็นโอกาสดีที่พลาดไม่ได้จริงๆ สำหรับใครที่พร้อมจะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง

ที่มา – ครม.ไฟเขียวขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ถึง 30 มิ.ย.2570

Scroll to top