ประกาศราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจาฯ เลื่อน เดียร์ ขัตติยา เป็น ส.ส. เพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากแวดวงรัฐสภา ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทย และอาจส่งผลต่อสมดุลย์ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลยนะครับ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) เรื่องการเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

จากนั้น อาศัยมาตรา 105 (2) สภาฯ จึงประกาศเลื่อน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดียร์ ขัตติยา” ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไป ขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน ประกาศลงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ “เดียร์” ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ใครคือ “เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล” และบทบาทในพรรคเพื่อไทย

“เดียร์ ขัตติยา” เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและสังคม เธอเคยลงสมัครในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ และได้รับความไว้วางใจจากพรรค การเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มทีม ส.ส. ของเพื่อไทย ซึ่งกำลังต้องการกำลังใจใหม่ๆ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ในสภา

เหตุผลที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลาออก

นายสุริยะ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 ของเพื่อไทย ที่ได้รับเลือกตั้งตามประกาศกกต. วันที่ 4 มีนาคม 2567 แต่เขาเลือกที่จะลาออก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน อาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือกลยุทธ์ของพรรค แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดการเลื่อนลำดับตามระบบ ทำให้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” อย่างรวดเร็ว

  • วันที่ 4 มี.ค. 2567: ประกาศผลเลือกตั้ง สุริยะ ได้เป็น ส.ส.
  • 29 เม.ย. 2567: สุริยะ ลาออก สมาชิกภาพสิ้นสุด
  • 30 เม.ย. 2567: ประกาศเลื่อน เดียร์ ขัตติยา
  • 2 พ.ค. 2567: เผยแพร่ในราชกิจจาฯ

ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยและการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมีนัยสำคัญ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ ต้องรักษาจำนวน ส.ส. ให้ครบเพื่อความเข้มแข็งในการโหวตกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ “เดียร์ ขัตติยา” ที่ขึ้นมาใหม่ น่าจะนำมุมมองสดใหม่มาสู่สภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเยาวชนและสตรี ซึ่งเป็นจุดแข็งของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของกระบวนการที่โปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประหยัดเวลาและงบประมาณ หากเกิดกรณีแบบนี้บ่อยๆ อาจเห็นการหมุนเวียน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากขึ้น

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่า ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นพรรคเพื่อไทยยังมีบุคลากรสำรองคุณภาพ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบอัปเดต รีบติดตามบล็อกเราไว้เลยนะครับ! แสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณเข้าใจบริบทการเมืองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยสิ!

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! มีข่าวดีมาบอกสำหรับพี่น้องที่ใช้รถใช้น้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถตู้ สายตรงราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เรื่อง ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น ลงถึง 5.00 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พรุ่งนี้ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นับเป็นมาตรการช่วยเหลือที่มาถูกเวลาจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ประกาศนี้ยกเลิกคำสั่งเก่าเมื่อ 8 เมษายน 2569 และกำหนดการปรับลดใหม่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • ระยะที่ 1: 24 เมษายน 2569 – 9 พฤษภาคม 2569 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร สำหรับทุกประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ได้แก่ บี 0, บี 7 ธรรมดา, และ บี 20
  • ระยะที่ 2: 10 พฤษภาคม 2569 – 19 พฤษภาคม 2569 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร สำหรับประเภทเดียวกัน

หมายความว่าราคาต้นทุนที่โรงกลั่นจะถูกลงทันที สถานีบริการน้ำมันต่างๆ คาดว่าจะปรับราคาขายปลีกตามไปด้วยในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ ที่เติมดีเซลบ่อยๆ เตรียมตัวเซฟเงินได้เลย!

สาเหตุที่นำไปสู่การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ตามประกาศระบุชัดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงผันผวนรุนแรง สะเทือนถึงราคาภายในประเทศ กบง. จึงมีมติในที่ประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อ 23 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการนี้ทันที อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดฯ และคำสั่งนายกฯ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

การ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น แบบนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยคนขับรถส่วนบุคคลนะครับ แต่ยังกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ถูกลง ส่งผลให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นไม่พุ่งสูงเกินไป โดยเฉพาะดีเซล B7 และ B20 ที่เป็นที่นิยมในรถบรรทุกและรถเกษตร ปัจจุบันราคาดีเซล B7 อยู่ราว 32-34 บาท/ลิตร ถ้าปรับลดเต็มที่ อาจเหลือ 27-29 บาท/ลิตร ช่วยประหยัดมหาศาลสำหรับคนใช้เยอะ

ผลกระทบและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

นอกจากช่วยลดภาระค่าขนส่งแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐยังติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ถ้าความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาอาจลดลงต่อเนื่องก็ได้ครับ แต่ตอนนี้เรามาโฟกัสที่ประโยชน์ก่อน อย่างเช่น

  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์: ลดต้นทุนน้ำมันได้ 5 บาท/ลิตร ช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • เกษตรกร: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 จะถูกลง
  • ประชาชนทั่วไป: ค่ารถโดยสาร รถตู้ รถเมล์ อาจปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกจริงๆ ขึ้นกับผู้ค้าน้ำมันด้วยนะครับ แนะนำให้เช็คที่ปั๊มใกล้บ้านหรือแอปพลิเคชันติดตามราคาน้ำมันประจำวัน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าการ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น นี้ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เยอะเลย สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีเคล็ดลับเซฟน้ำมันดีเซล หรืออยากอัพเดทราคาล่าสุด แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่อข่าวสารพลังงานอัพเดททุกวันนะ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5.00 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

ราชกิจจาฯ เผย ขยายสถานการณ์ฉุกเฉินนราธิวาส 3 เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัพเดทสำคัญจากราชกิจจานุเบกษาที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์รุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เรามาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ กันเลยครับ

ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

ตามประกาศ 3 ฉบับที่ราชกิจจาฯ เผยแพร่ มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตจังหวัดนราธิวาส (ยกเว้นบางอำเภอ) จังหวัดปัตตานี (ยกเว้นบางอำเภอ) และจังหวัดยะลา (ยกเว้นบางอำเภอ) ออกไปอีก 3 เดือน เหตุผลหลักคือยังมีเหตุการณ์รุนแรงที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยประชาชน และการดำรงชีวิตปกติ เช่น การก่อวินาศกรรม การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ และการพบแหล่งหลบซ่อนอาวุธของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

รายละเอียดพื้นที่ที่ขยาย:

  • จังหวัดนราธิวาส: ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน
  • จังหวัดปัตตานี: ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน
  • จังหวัดยะลา: ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง

การขยายเวลานี้มาจากอำนาจตามมาตรา 5 และ 11 ของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามเมื่อ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

กรณีพิเศษอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

นอกจากนี้ ยังมีประกาศใหม่กำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน อำเภอสุไหงโก-ลก เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ยกเลิกแล้วแต่สถานการณ์ยังรุนแรง กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่และประชาชนแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเสนอแนะให้กลับมาใช้มาตรการพิเศษนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้เร็วที่สุด

ประกาศอื่นที่ยังคงมีผลบังคับใช้

ราชกิจจาฯ ยังยืนยันให้ประกาศเก่าๆ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลต่อไป เช่น ประกาศตั้งแต่ปี 2548 การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ การกำหนดอำนาจนายกฯ แทนรัฐมนตรี ฯลฯ เพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานป้องกันและระงับเหตุรุนแรง

สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงน่ากังวล แม้จะมีพัฒนาการดีขึ้นในบางพื้นที่ แต่เหตุการณ์ยิงถล่ม ลอบวางระเบิดยังเกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบ จับกุม และป้องกันภัย

สำหรับพี่น้องที่อาศัยในพื้นที่ สามารถติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รายงานเหตุต้องสงสัย และสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

จากมุมมองของผม การตัดสินใจ ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน นี้เป็นเรื่องจำเป็นในระยะสั้น เพื่อรักษาความมั่นคง แต่รัฐบาลควรเร่งเจรจาสันติภาพและพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาจากรากเหง้าให้ยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการเมือง-ความมั่นคง!

ที่มา – ราชกิจจาฯ เผย ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจ.นราธิวาส-อ.สุไหงโก-ลก ออกไปอีก 3 เดือน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพลตำรวจ 60 ราย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีต่อทางราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

การพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าราชการตำรวจที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศนี้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยแบ่งยศที่พระราชทานดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล

  1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
  2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
  3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
  4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
  5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
  6. พลตำรวจตรี นพดล กรึ่งไกร เป็น พลตำรวจโท
  7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
  8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
  9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
  10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
  11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
  12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
  13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
  14. พลตำรวจตรี อาซาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
  15. พลตำรวจตรี อุกฤษฎ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
  16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
  17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
  18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
  19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
  22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
  23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
  24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
  26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
  27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
  28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
  29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
  30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
  32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
  33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
  34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
  35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
  37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
  38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
  39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
  40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
  41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
  42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
  43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
  45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
  46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
  47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
  48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
  49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
  50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
  51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
  52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
  53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
  54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
  55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
  56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
  57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
  58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
  59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
  60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

จากรายชื่อข้างต้น พบว่ามีผู้ได้รับยศพลตำรวจเอก 2 ราย พลตำรวจโท 15 ราย พลตำรวจตรี 42 ราย และพลตำรวจตรีหญิง 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลื่อนยศของพันตำรวจเอกที่ทำงานหนักในหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ

ความหมายของ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมซับซ้อนและภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในมุมมองของผู้เขียน การเลื่อนยศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อข้าราชการผู้ถวายราชการอย่าง忠誠 และเป็นแรงบันดาลใจให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ พยายามมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษาได้เลย

ติดตามข่าวสารราชการและการเลื่อนยศครั้งต่อไปได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะผู้ใช้รถบรรทุก รถโดยสาร และเกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ระบุชัดเจนว่าปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วทั้ง บี 0, บี 7 และ บี 20 ลง 2 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

การปรับลดราคานี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจ กบง. จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เห็นชอบให้ลดราคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

รายละเอียดการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล

ประกาศกำหนดชัดเจนดังนี้

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร

ราคานี้เป็นราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาขายปลีกที่ปั๊มในที่สุด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ

การลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2 บาทต่อลิตร จะช่วยลดต้นทุนขนส่งสินค้าและบริการ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวม ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รถบรรทุก รถตู้โดยสาร และรถแท็กซี่ จะได้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ เกษตรกรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรอย่างแทรกเตอร์และรถไถ ก็จะมีค่าใช้จ่ายลดลง ส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค การลดราคานี้ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกกำลังสูง โดยช่วยลดเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย คาดว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรติดตามราคาปรับใหม่ที่ปั๊มน้ำมันในวันพรุ่งนี้ เพราะบางพื้นที่อาจมีการปรับช้าบ้าง เนื่องจากระบบกระจายสินค้า สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเติมน้ำมัน แนะนำให้เลือกใช้น้ำมัน บี 7 หรือ บี 20 ที่เป็นน้ำมันไบโอ ซึ่งไม่เพียงราคาถูกลง แต่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

เคล็ดลับประหยัดน้ำมันดีเซลในยุคนี้

  • ตรวจเช็กระบบเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
  • ขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกบ่อย
  • เลือกยางรถที่เหมาะสมและเช็คแรงดันลมยาง
  • ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น

การปรับลดราคานี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงใส่ใจประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมองว่านี่เป็นก้าวแรกที่ดี หากมีการติดตามและปรับมาตรการอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เรียกร้องให้คุณ: แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้รถดีเซลรู้ เพื่อช่วยกันลดภาระค่าครองชีพ! ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดได้ที่นี่

ที่มา – ประกาศ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ เป็นพระราชกรณีย์ที่แสดงถึงพระเมตตาและพระราชหทัยอันห่วงใยต่อข้าราชการทหารผู้เสียสละชีวิตและร่างกายเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ทหาร 4 นายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่ทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปกติหรือเหตุฉุกเฉิน การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องคุณงามความดี แต่ยังช่วยให้ครอบครัวของผู้เสียสละได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม เช่น ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มเติมตามกฎหมาย

รายละเอียดประกาศฉบับแรก: พระราชทานยศพลตรีแก่พันเอกเทพทอง

ประกาศฉบับแรกเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศ พลตรี เป็นกรณีพิเศษให้แก่ พันเอกเทพทอง อินทรทัต ข้าราชการทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาปกติ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

พันเอกเทพทอง อินทรทัต เป็นตัวอย่างของทหารผู้เสียสละอย่างสูงสุด การจากไปของท่านทิ้งไว้ซึ่งความจดจำอันน่าประทับใจในหมู่เพื่อนร่วมงานและครอบครัว พระราชทานยศนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของหน้าที่ทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ประกาศฉบับที่สอง: พระราชทานยศแก่ 3 ทหารบาดเจ็บทุพพลภาพ

ส่วนประกาศฉบับที่สองเรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก จำนวน 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน ดังนี้

  • จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567
  • จ่าสิบเอก เจริญ เพ็ชรภิมล เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568
  • สิบโท อดิศัย สุขศิริวัฒน์ เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ทั้ง 3 นายนี้ต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความกล้าหาญในการปกป้องประชาชนและประเทศชาติ แม้ร่างกายจะทุพพลภาพ แต่จิตวิญญาณของความเป็นทหารยังคงอยู่

ความหมายและความสำคัญของการพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ

การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษมิใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นพระราชกรุณาเฉพาะสำหรับผู้ที่เสียสละอย่างยิ่งยวด ตามประมวลกฎหมายทหารและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ยศที่พระราชทานนี้จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ทำให้ครอบครัวได้รับ年金และสิทธิอื่นๆ ในระดับยศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพไทย

ในอดีต มีตัวอย่างมากมายของการพระราชทานยศเช่นนี้ เช่น ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบหรือภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีและความสามัคคีในหมู่ทหาร ปัจจุบัน กองทัพไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ การรักษาความมั่นคง หรือการสนับสนุนโครงการพระราชดำริ

พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทหารเหล่านี้คือวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่องจากประชาชนทุกคน

บทเรียนจากความกล้าหาญของทหารผู้รับพระราชทานยศ

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดชีวิตคือหัวใจของความเป็นทหาร ไม่ว่าจะในกองบัญชาการกองทัพไทยหรือกองทัพบก ทุกหน่วยงานล้วนมีความสำคัญ ครอบครัวของทหารเหล่านี้คงภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชกรุณานี้ โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความมั่นคงของชาติยังคงต้องพึ่งพาทหารผู้กล้าเหล่านี้ การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงยกย่องบุคคล แต่ยังเป็นพระราชปณิธานในการดูแลทุกคนที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน

สุดท้ายนี้ การพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชหทัยอันเปี่ยมเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างความปลื้มปีติแก่ปวงพสกนิกร หากคุณชื่นชอบข่าวสารพระราชกรณีย์และเรื่องราวทหารไทย สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อร่วมกันยกย่องวีรบุรุษของชาติ

ที่มา – พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ 4 ทหาร เสียชีวิต-บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

Scroll to top