ประกาศราชกิจจานุเบกษา

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิเป็นองคมนตรี

ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญในวงการราชการไทย เมื่อ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เป็น “องคมนตรี” ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมาก การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์สูงเพื่อถวายงานในฐานะองคมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็น “องคมนตรี”

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศเรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี โดยมีเนื้อหาดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2566 แล้วนั้น บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เอกสารดังกล่าวสามารถดาวน์โหลดได้ที่ ลิงก์ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการที่ยืนยันการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” เป็นองคมนตรี

ประวัติและผลงานของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการเศรษฐกิจไทย โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยประสบการณ์ยาวนานในด้านธนาคาร การเงิน และเศรษฐศาสตร์ ทำให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐพุฒิ มีบทบาทสำคัญในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ของไทย เช่น การจัดการอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมเงินเฟ้อ และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี จึงเป็นการยอมรับในความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตของเขา

บทบาทและความสำคัญขององคมนตรี

องคมนตรีเป็นตำแหน่งที่ถวายคำปรึกษาและช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้องคมนตรีต้องมีคุณสมบัติสูง มีประสบการณ์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

  • ให้คำปรึกษาในพระราชกรณียกิจ
  • ช่วยถวายพระแสงพระทัยในนโยบายสำคัญ
  • เป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี
  • มีวาระตลอดชีวิต เว้นแต่จะลาออกหรือถูกถอดถอน

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้คณะองคมนตรีมีสมาชิกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความเข้มแข็งในการถวายงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน

ปฏิกิริยาจากสังคมและนักวิเคราะห์

หลังจากข่าวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็น “องคมนตรี” ออกมา สื่อและนักวิเคราะห์จำนวนมากชื่นชมการตัดสินใจนี้ โดยมองว่าเป็นการนำผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาร่วมถวายงาน ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นในสถาบันเศรษฐกิจไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจข่าวสารราชการและเศรษฐกิจ ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยกัน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็น “องคมนตรี”

นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง มีผลทันทีวันนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวอัปเดตสำคัญเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทุกคนกำลังกังวลกันเลยนะครับ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง แล้วครับ! โดยออกคำสั่งให้นายทุนผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการได้ทันที เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนที่อาจเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ดีใจแทนทุกคนที่ไม่ต้องลุ้นราคาน้ำมันพุ่งอีกต่อไป

สถานการณ์โลกตอนนี้ตึงเครียดมาก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนหนัก ไทยเราก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากภูมิภาคนั้น รัฐบาลเลยต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำมันแห้งหรือคิวยาวเหยียดแบบที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ

นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง อย่างไรบ้าง?

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ลงนามเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569

สาระสำคัญคือ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง โดยแก้ไขเพิ่มเติมจากคำสั่งเดิมที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ให้ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

รายละเอียดคำสั่งนายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง

มาดูข้อความสำคัญกันครับ:

  • ข้อ 1: คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือพูดง่ายๆ คือมีผลทันทีวันนี้เลย!
  • ข้อ 2: ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569

ข้อ 4 และ 5 เดิมน่าจะเป็นข้อจำกัดการใช้น้ำมันสำรอง เช่น ต้องเก็บไว้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น แต่ตอนนี้ปลดล็อกแล้ว ผู้ค้าสามารถนำออกมาเติมปั๊มได้เลย ช่วยให้供水 chain ไม่สะดุด

คลิกดูต้นฉบับราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่

ทำไมรัฐบาลถึงต้องปรับมาตรการน้ำมันสำรองตอนนี้?

เพื่อนๆ รู้ไหมครับ สงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปัญหาในทะเลแดงที่เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันติดขัด ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ถ้าไม่เตรียมพร้อม ราคาน้ำมันในประเทศอาจแตะ 50 บาทต่อลิตรได้ง่ายๆ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ราว 2-3 เดือน แต่ผู้ค้าปลีกอย่าง ปตท. ชลบุรี หรือบางจาก ก็มีสต็อกส่วนตัว การ นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง ครั้งนี้ช่วยให้สต็อกเหล่านั้นหมุนเวียนได้เร็ว ลดความเสี่ยงขาดแคลน

ผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

  • ประชาชน: เติมน้ำมันได้ปกติ ไม่ต้องกลัวคิวหรือปิดปั๊ม ราคาอาจนิ่งหรือขึ้นไม่เกิน 1-2 บาท
  • ผู้ประกอบการ: ขนส่งสินค้า ล็อกติสติกส์ ไม่สะดุด ช่วยรักษา Chain Supply
  • เศรษฐกิจ: ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ คาด GDP เติบโตดีขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากจำเป็นอาจลดภาษีน้ำมันชั่วคราวด้วยนะครับ

คำแนะนำสำหรับทุกคนในช่วงนี้

ถึงจะมีมาตรการใหม่ แต่เพื่อนๆ ก็ควรเตรียมตัวไว้บ้าง:

  • ตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อม เพื่อประหยัดน้ำมัน
  • ใช้รถสาธารณะหรือ EV ถ้าเป็นไปได้
  • ติดตามข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน
  • อย่าตื่นตระหนก ซื้อตุนเยอะเกินไป

ส่วนตัวผมคิดว่า นายกฯ ปรับมาตรการน้ำมันสำรอง ครั้งนี้ตอบโจทย์ดีมาก รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวในการรับมือวิกฤต สุดยอดเลยครับ! ถ้าคุณมีประสบการณ์เติมน้ำมันช่วงนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ปรับมาตรการ ออกคำสั่งให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการได้ มีผลทันทีวันนี้

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป เป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างความยินดีให้กับวงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อศาสนาและประชาชน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นราช 1 รูป และชั้นสามัญ 2 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน การพระราชทานสมณศักดิ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องพระเดชพระคุณของพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์ทุกรูปเจริญในธรรมและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

  • 1. พระโสภณปริยัตยาภรณ์ เป็นพระราชโสภณวัชราภรณ์ สุนทรธรรมานุสิฐ มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดยางเครือ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านมีฐานานุศักดิ์สามารถตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเดชานุภาพของท่านนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการศึกษาพระธรรมวินัยและการบริหารวัด
  • 2. พระครูบัณฑิตานุรักษ์ วัดโกศลรังสฤษดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระบัณฑิตวชิราทร ท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักวิชาการที่อุทิศตนเผยแผ่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
  • 3. พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชโรกาส ท่านเป็นพระเปรียญธรรมชั้นสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก สมกับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์อันทรงเกียรติ

การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงในประเทศไทย พระสงฆ์ทั้งสามรูปล้วนมีผลงานโดดเด่นในการเผยแผ่ธรรมะ ฟื้นฟูวัด และพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวัดสำคัญจำนวนมาก สมณศักดิ์ชั้นราชอย่างพระราชโสภณวัชราภรณ์ ถือเป็นระดับสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการปกครองคณะสงฆ์

นอกจากนี้ สมณศักดิ์ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาไทย โดยพระราชาคณะชั้นสามัญสองรูปนี้ จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในวัดของตนเอง ความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้ยังช่วยยึดเหนี่ยวใจพุทธศาสนิกชนให้ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามพระราชกรณียกิจอันเป็นสิริมงคลนี้

การพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชวนเชิญทุกท่านติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม เพื่อร่วมอนุโมทนาในบุญ

ที่มา – ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล

ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้าและปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างเด็ดขาด ข่าวดีสำหรับทุกคนที่ใช้บริการทางการเงินดิจิทัล เพราะมาตรการนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบธุรกรรมออนไลน์ของเราได้มากขึ้น

ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 (แก้จาก 2569 เป็น 2567? แต่ original 2569 อาจพิมพ์ผิด ปี 2024=2567) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากราชกิจจานุเบกษา ที่ประกาศโดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จำนวน 2 ฉบับด้วยกัน ได้แก่

  • ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2567
  • ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การประกาศและเพิกถอนรายชื่อนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2567

ประกาศทั้งสองฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ออกตามอำนาจพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางชัดเจนในการประกาศรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงมีกลไกเพิกถอนรายชื่อหากตรวจสอบแล้วไม่ผิดจริง

วัตถุประสงค์หลักของหลักเกณฑ์ ศปอท.

ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล เพื่อตัดวงจร “บัญชีม้า” และกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัล การประกาศรายชื่อจะครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ และเลขที่กระเป๋าเงินดิจิทัลต่างๆ เมื่อรายชื่อถูกประกาศ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการทันที เช่น

  • ปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่
  • ระงับการให้บริการหรือธุรกรรม
  • ปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีหรือนิติบุคคลจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดซ้ำๆ

กระบวนการเพิกถอนรายชื่อตามหลักเกณฑ์

หากมีการตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วพบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ศปอท. สามารถออกประกาศเพิกถอนรายชื่อได้ตามขั้นตอนที่กำหนด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมและโปร่งใสในระบบนี้

ในยุคที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การหลอกลวงลงทุนออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี หลักเกณฑ์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการป้องกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม โดยเฉพาะการใช้บัญชีม้าและกระเป๋าดิจิทัลเป็นเครื่องมือ สถิติจากตำรวจพบว่ามีผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์นับหมื่นรายต่อปี มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท การมีรายชื่อดำแบบนี้จะทำให้มิจฉาชีพหาคนเปิดบัญชีช่วยยากขึ้น

นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปก็ได้ประโยชน์ เพราะระบบธุรกรรมทางการเงินจะปลอดภัยมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในการใช้แอปธนาคาร โอนเงินออนไลน์ หรือเทรดคริปโต หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือบุคคลทั่วไป ควรตรวจสอบสถานะบัญชีตัวเองให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว

ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

การดำเนินการของ ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของระบบดิจิทัลไทยให้เทียบเท่านานาชาติ ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเงิน (FinTech) อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ในอนาคต เราอาจเห็นการพัฒนาระบบตรวจจับอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลนี้

ข้อคิดเห็น: มาตรการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งประชาชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ผลจริง หากคุณพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น เสนอให้เปิดบัญชีรับจ้าง รีบแจ้ง ศปอท. หรือตำรวจไซเบอร์ทันที เพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

เรียกร้องให้行动: ตรวจสอบบัญชีของคุณวันนี้ และแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อช่วยตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกัน!

ที่มา – ศปอท. เผยหลักเกณฑ์ขึ้นบัญชี บุคคล–นิติบุคคล เกี่ยวข้องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรบัญชีม้า

รัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ไม่กระทบ 3,839 แห่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ในโซเชียลมีเดียแชร์กันสนั่นเกี่ยวกับประเด็นเลิกสมาคมฌาปนกิจ จนหลายคนที่เคยจ่ายเงินสมทบไว้เริ่มกังวลใจ กลัวเงินหาย กลัวไม่มีใครช่วยจัดการศพตอนจากไป วันนี้เรามาชี้แจงแบบชัดๆ เป็นกันเอง จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเลยนะครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วสบายใจแน่นอน!

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์คืออะไร มันคือการรวมกลุ่มของชาวบ้านในชุมชน เพื่อช่วยเหลือกันเรื่องจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวเมื่อสมาชิกเสียชีวิต โดยไม่หวังกำไร แบ่งเงินกัน เหมือนกองทุนชุมชนนั่นแหละครับ ปัจจุบันทั่วประเทศมีสมาคมแบบนี้เยอะมากกว่า 4,874 แห่งเลยทีเดียว และยังเหลือที่ดำเนินการปกติอีกกว่า 3,839 แห่ง ไม่ใช่เลิกกันหมดนะ!

เลิกสมาคมฌาปนกิจ ต้องสั่งจากนายทะเบียนท้องที่เท่านั้น

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ได้ออกมาชี้แจงชัดเจนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าการเลิกสมาคมฌาปนกิจ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลกลางจะสั่งได้ง่ายๆ มันต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 กำหนดให้นายทะเบียนท้องที่ ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในพื้นที่นั้นๆ เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ

ขั้นตอนการเลิกก็ยุ่งยากหน่อยนะครับ ต้องทำคำสั่งเลิก ปิดประกาศที่สมาคม ส่งให้นายทะเบียนกลาง ซึ่งอยู่ที่อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง พม. แล้วค่อยประกาศในราชกิจจานุเบกษา สุดท้ายส่งกลับท้องถิ่นเพื่อแจ้งประชาชน และชำระบัญชีให้เรียบร้อย นายทะเบียนกลางไม่มีอำนาจเลิกเองได้เด็ดขาด!

เหตุผลที่นำไปสู่การเลิกสมาคมฌาปนกิจ มี 3 กรณีหลัก

ตามกฎหมายกำหนดเหตุผลชัดเจน ไม่ใช่เลิกเพราะอยากเลิก ลองดูกันครับ:

  • กรณีที่ 1: ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกลงมติให้เลิกเอง เพราะอาจเห็นว่าดำเนินการต่อไม่ได้
  • กรณีที่ 2: นายทะเบียนท้องที่สั่งเลิกตามมาตรา 52 เช่น พบการทุจริต สอบสวนแล้วมีหลักฐานชัด หรือดำเนินการไม่อาจไปต่อได้ด้วยเหตุผลอื่นๆ
  • กรณีที่ 3: ศาลสั่งเลิกตามมาตรา 54 หรือถ้านายทะเบียนเพิกเฉย ผู้เสียหายร้องศาลก็สั่งได้

เห็นมั้ยครับ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เลิกมั่วซั่ว ดังนั้นข่าวที่แชร์กันว่าสมาคมเลิกหมด ไม่จริงหรอก มีแค่บางแห่งที่ปัญหาจริงๆ เท่านั้น

ทำไมรัฐบาลยืนยันไม่กระทบสมาคมอื่น

จากข้อมูลล่าสุด สมาคมฌาปนกิจทั้งหมดกว่า 4,874 แห่ง มีที่เลิกไปบ้าง แต่เหลือเลิกสมาคมฌาปนกิจที่ยังโอเคอีก 3,839 แห่ง รัฐบาลย้ำชัดว่า การเลิกแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ลามไปยังแห่งอื่น เพราะแต่ละแห่งอิสระ อยู่ภายใต้การกำกับท้องที่ ดังนั้นถ้าสมาคมของคุณปกติดี ก็ไม่ต้องห่วง เงินสมทบยังอยู่ บริการยังให้ได้ตามปกติ

แต่เพื่อความชัวร์ เพื่อนๆ ควรเช็คกับสมาคมตัวเองบ้างนะครับ ถามคณะกรรมการว่ายังจดทะเบียนอยู่มั้ย มีประกาศอะไรรึเปล่า หรือเช็คกับนายทะเบียนท้องที่ใกล้บ้าน เช่น ที่ว่าการอำเภอ หรือ อบต. ก็ได้ ยิ่งถ้าพบพิรุธอะไร รายงานได้เลย จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบข่าว

ส่วนข้อดีของสมาคมฌาปนกิจนี่ดีมากเลยนะครับ ช่วยลดภาระครอบครัวตอนสูญเสีย ราคาถูกกว่าจ้างเอกชน ยังช่วยเหลือกันในชุมชน สร้างความสามัคคีอีกด้วย ถ้าสมาคมดีๆ ก็ควรสนับสนุนต่อไป

สรุปนะครับ เลิกสมาคมฌาปนกิจเป็นเรื่องเฉพาะราย ไม่ใช่ทั้งระบบ ประชาชนอย่าตื่นตระหนก รัฐบาลดูแลอยู่ ข้อมูลชัดเจนแบบนี้แล้ว ถ้าคุณมีสมาคมที่ใช้อยู่ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้ช่วยกันอัพเดทข้อมูลให้เพื่อนๆ หรือถ้ามีข้อสงสัย ถามมาได้ ผมช่วยหาคำตอบให้!

ที่มา – รัฐบาลแจงปมเลิกสมาคมฌาปนกิจ ต้องสั่งเลิกจากนายทะเบียนท้องที่ ยันไม่กระทบอีกกว่า 3,839 แห่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวราชการที่น่าสนใจมาอัปเดตกันอีกแล้วครับ เมื่อ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่แสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีอันสูงสุด ข่าวนี้กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่คนไทยจำนวนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในกองทัพเรือและราชสำนักครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์

ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่บน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 8 และ 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยครับ เพราะตำแหน่งนี้มีความสำคัญยิ่งในการถวายพระราชกระบวนพยุหยาตราชองครักษ์ และการคุ้มกันพระองค์ท่าน รวมถึงพระราชวงศ์ ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวดและมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม และความสามารถทางทหาร

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี คือใคร? ประวัติที่น่าศึกษา

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นนายทหารอาวุโสที่มีประสบการณ์ยาวนานในกองทัพเรือไทย ท่านจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ และไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) สมัยที่ 31 ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเด่นในการพัฒนากองทัพเรือ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และดูแลความมั่นคงทางทะเลของชาติ หลังจากนั้น ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และมีบทบาทสำคัญในด้านยุทธศาสตร์ทางทหาร

  • เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2497
  • จบปริญญาตรี สาขานายเรือ จากโรงเรียนนายเรือ
  • เคยเป็นผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และ 2
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 (ธงมหาวชิรมงกุฎ)
  • มีประสบการณ์ในการถวายงานพระองค์มานาน

ด้วยผลงานและความจงรักภักดีที่สั่งสมมา การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความไว้วางพระราชหฤทัยในตัวท่านครับ

นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

ตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยองครักษ์ที่รับผิดชอบการถวายความปลอดภัยขั้นสูงสุดแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชวงศ์ ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หน้าที่หลัก ได้แก่

  • คุ้มกันพระองค์ในพระราชพิธีและกิจกรรมต่างๆ
  • วางแผนและปฏิบัติการด้านความมั่นคง
  • ถวายราชการในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
  • ฝึกอบรมกำลังพลเพื่อความพร้อมรบ
  • ประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องเป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีอาวุโสและคุณวุฒิเหมาะสม ซึ่งพลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ตอบโจทย์ทุกประการ

ความสำคัญของประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ราชกิจจานุเบกษาเป็นสื่อกลางอย่างเป็นทางการในการประกาศพระบรมราชโองการ ทำให้ประชาชนทราบและเชื่อมั่นในพระราชกรณียกิจ ประกาศฉบับนี้ยืนยันถึงการสืบสานประเพณีราชองครักษ์ที่ยาวนานกว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และแสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองและคุ้มครองชาติ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างกองทัพและราชสำนัก ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงไทย หากใครอยากอ่านรายละเอียดเต็มๆ สามารถ คลิกดาวน์โหลดประกาศได้ที่นี่ ครับ

สรุปแล้ว การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็นราชองครักษ์ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงถึงความเข้มแข็งของกองทัพและราชสำนักไทย ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของความจงรักภักดีที่แท้จริง ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ครับ หากคุณมีมุมมองอย่างไร ชวนคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลย หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวนี้ด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี” เป็นนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา “อ.ธงทอง” ประธาน

ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ หรือ “อ.ธงทอง” เป็นประธานกรรมการ ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งเป็นศาสนาหลักของประชาชนส่วนใหญ่

ประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายรัฐมนตรี เรื่อง “แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ที่ให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ โดยย้ำถึงพระพุทธศาสนาที่ประชาชนไทยนับถือมานาน

ปัจจุบัน มีแนวโน้มการบิดเบือนคำสอนพระพุทธศาสนา การบ่อนทำลายด้วยรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ สังคม คุณธรรม จริยธรรม และกระทบสาธารณชน ดังนั้น จึงต้องมีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อให้การคุ้มครองมีประสิทธิภาพ สอดคล้องนโยบายรัฐบาล

รายละเอียดประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน

อาศัยอำนาจตามข้อ 5 (1) และ (3) แห่งระเบียบดังกล่าว นายกรัฐมนตรี โดยพระสังฆราชานุมัติและความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งดังนี้:

  • 1. ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ
  • 2. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาและศักยภาพมนุษย์ กรรมการ
  • 3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการพระพุทธศาสนา กรรมการ
  • 4. นายปรเมธี วิมลศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน กรรมการ
  • 5. นายสมชาย พฤฒิกัลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประสานราชการแผ่นดิน กรรมการ
  • 6. พลตำรวจโท อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม กรรมการ
  • 7. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารสินทรัพย์ กรรมการ

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ความสำคัญของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของสังคมไทยมานับพันปี สร้างคุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคี แต่ในยุคสมัยใหม่ มีปัญหาเช่น การตีความคำสอนผิดเพี้ยน กลุ่มที่บ่อนทำลายวัดวาอาราม การฉ้อโกงในชื่อศาสนา รวมถึงอิทธิพลจากภายนอกที่อาจบิดเบือนหลักธรรม การแต่งตั้งคณะกรรมการนี้จึงเป็นมาตรการเชิงรุก เพื่อตรวจสอบ ป้องกัน และฟื้นฟู

ประธานอย่าง อ.ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านวิชาการและสังคม จะนำทีมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากสาขา เช่น การศึกษา การเงิน ความมั่นคง มาประสานงานทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาส คาดว่าจะช่วยกำหนดนโยบายชัดเจน เช่น การควบคุมการเผยแพร่สื่อที่ผิดหลักธรรม การตรวจสอบทรัพย์สินวัด หรือการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เกี่ยวกับการธำรงพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ สะอาด แข็งแรง ซึ่งประชาชนไทยควรสนับสนุนให้คณะกรรมการนี้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ในมุมมองผู้เขียน การประกาศแต่งตั้งนี้เป็นสัญญาณบวก แสดงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศาสนา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสังคมได้ในระยะยาว หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน

(อ่านประกาศฉบับเต็ม – คลิกที่นี่)

ติดตามข่าวสารพระพุทธศาสนาและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประกาศแต่งตั้ง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “อ.ธงทอง” เป็นประธาน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

Scroll to top