ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป เป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างความยินดีให้กับวงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อศาสนาและประชาชน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นราช 1 รูป และชั้นสามัญ 2 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน การพระราชทานสมณศักดิ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องพระเดชพระคุณของพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์ทุกรูปเจริญในธรรมและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

  • 1. พระโสภณปริยัตยาภรณ์ เป็นพระราชโสภณวัชราภรณ์ สุนทรธรรมานุสิฐ มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดยางเครือ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านมีฐานานุศักดิ์สามารถตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเดชานุภาพของท่านนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการศึกษาพระธรรมวินัยและการบริหารวัด
  • 2. พระครูบัณฑิตานุรักษ์ วัดโกศลรังสฤษดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระบัณฑิตวชิราทร ท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักวิชาการที่อุทิศตนเผยแผ่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
  • 3. พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชโรกาส ท่านเป็นพระเปรียญธรรมชั้นสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก สมกับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์อันทรงเกียรติ

การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงในประเทศไทย พระสงฆ์ทั้งสามรูปล้วนมีผลงานโดดเด่นในการเผยแผ่ธรรมะ ฟื้นฟูวัด และพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวัดสำคัญจำนวนมาก สมณศักดิ์ชั้นราชอย่างพระราชโสภณวัชราภรณ์ ถือเป็นระดับสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการปกครองคณะสงฆ์

นอกจากนี้ สมณศักดิ์ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาไทย โดยพระราชาคณะชั้นสามัญสองรูปนี้ จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในวัดของตนเอง ความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้ยังช่วยยึดเหนี่ยวใจพุทธศาสนิกชนให้ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามพระราชกรณียกิจอันเป็นสิริมงคลนี้

การพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชวนเชิญทุกท่านติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม เพื่อร่วมอนุโมทนาในบุญ

ที่มา – ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีข่าวราชการที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้กับสองบุคคลสำคัญในวงการทหารไทย นั่นคือ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ประกาศนี้เพิ่งออกมาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่เลยครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 มีนาคม 2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ทำให้แฟนข่าวการเมืองและทหารต่างจับตามองกันอย่างคึกคัก

ทำไมถึงเป็นกรณีพิเศษล่ะครับ? ปกติแล้ว ยศพลเรือเอก (Admiral) และพลอากาศเอก (Air Chief Marshal) เป็นยศสูงสุดในกองทัพเรือและกองทัพอากาศ แต่ครั้งนี้พระราชทานให้กับนายทหารจากกองทัพบกสองคนเลย นับเป็นการเชื่อมโยงเหล่าทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แสดงถึงความสามัคคีในกองทัพไทยที่แท้จริง

รายละเอียดผู้ถูกราชทานยศจากโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

  • พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ: ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านมีประวัติการรับใช้ชาติยาวนาน ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่งในกองทัพบก เช่น ผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย
  • พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์: ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน ท่านขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในกองทัพเมื่อปีที่แล้ว ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการทหาร มีผลงานเด่นในการปฏิรูประบบทหารสูงสุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งสองท่านนี้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้สมควรได้รับยศอันทรงเกียรตินี้ การพระราชทานยศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ นะครับ ถือเป็นการยกย่องผลงานและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทย

มาดูความสำคัญกันหน่อยครับ การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ แบบนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมความสามัคคีของกองทัพทั้งสามเหล่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กองทัพไทยต้องเข้มแข็งและรวมเป็นหนึ่งเดียว การยกระดับยศข้ามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคน และยังเป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ พลเอกที่เคยสวมเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพบก ตอนนี้มีสิทธิ์สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินของกองทัพเรือ หรือสีฟ้าของกองทัพอากาศในพิธีการต่างๆ มันเจ๋งมากเลยนะ แสดงถึงการหลอมรวมเหล่าทัพให้เป็นครอบครัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารต้นฉบับให้ดูได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา ใครสนใจศึกษาละเอียดเชิญเลยครับ

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยศ แต่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ยืนยันความสำคัญของผู้นำทหารทั้งสองท่านในการนำพากองทัพไทยสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในสถาบันกองทัพ

สุดท้ายนี้ ชวนเพื่อนๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและทหารอัปเดตแบบเรียลไทม์ที่นี่นะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย ช่วยกันกระจายข้อมูลดีๆ ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้ปลัด กห.-ผบ.ทสส.

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 14 มี.ค. 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่คนไทยทุกคนต้องรู้จัก นั่นคือ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเพิ่งถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และเป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประชุมรัฐสภาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายของชาติในอนาคต

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยของไทย สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่นี่

สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

  • พื้นฐานทางกฎหมาย: ตามมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญ ต้องเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลเลือกตั้งส.ส. ทั่วไป ซึ่งตรงตามกำหนดการ
  • วันเริ่มประชุม: 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นสมัยประชุมสามัญครั้งแรก
  • อำนาจอ้างอิง: มาตรา 122 และ 175 ช่วยให้การประชุมดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
  • ความหมาย: เปิดทางให้เลือกประธานสภา วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเตรียมการเลือกนายกรัฐมนตรี

พระราชกฤษฎีกานี้ไม่ใช่แค่เอกสารธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบอกเหตุว่ารัฐสภาจะกลับมาทำงานเต็มรูปแบบ หลังช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเลือกตั้งที่เข้มข้น

ความสำคัญและผลกระทบต่อการเมืองไทย

หลังจากเลือกตั้งส.ส. เมื่อ 8 ก.พ. 2569 พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเร่งเจรจาร่วมรัฐบาล การประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม จะเป็นเวทีแรกที่ ส.ส. ใหม่ๆ จะได้แสดงศักยภาพ โดยคาดว่าจะมีการเลือกประธานสภา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการกำหนดวาระการประชุม นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้เกิดการอภิปรายนโยบายเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ และปัญหาความมั่นคง

ในอดีต การเรียกประชุมรัฐสภาแบบนี้มักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น การจัดตั้งรัฐบาลผสมหรือนโยบายใหม่ๆ ปี 2569 นี้ ด้วยสถานการณ์โควิดที่คลี่คลายและเศรษฐกิจฟื้นตัว คาดว่ารัฐสภาจะโฟกัสที่การกระตุ้นการลงทุนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

สิ่งที่ประชาชนควรรู้และติดตาม

  • ติดตามผลการเลือกประธานสภา: จะมีผลต่อสมดุลอำนาจระหว่างพรรคใหญ่
  • วาระการประชุมครั้งแรก: อาจมีร่างกฎหมายด่วนเข้าสภา
  • การถ่ายทอดสด: ดูได้ทางทีวีและออนไลน์ เพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองไทยที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ผ่านการติดตามและแสดงความคิดเห็น

ในมุมมองของผม การประชุมครั้งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และนำพาประเทศก้าวต่อไปในทิศทางที่ยั่งยืน หากพรรคการเมืองสามารถประนีประนอมกันได้ รัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อหน่วยทหารเหล่านี้ เพื่อความเหมาะสมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ประกาศนี้อ้างอิงตามกฎหมายต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้มีความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

หน่วยทหารรักษาพระองค์ถือเป็นกำลังสำคัญในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและพระราชพิธีต่างๆ การเปลี่ยนนามครั้งนี้แม้จะดูเป็นการปรับปรุงเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนากองทัพให้เข้มแข็งและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการตัดคำว่า “ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ออกจากชื่อเดิม เพื่อให้ชื่อเรียบง่ายและตรงไปตรงมามากกว่า

รายชื่อหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับการเปลี่ยนนาม

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับ 14 หน่วยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม มีดังนี้:

  1. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  2. กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  3. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  4. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  5. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  6. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  7. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  8. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  9. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  10. กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  11. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  12. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  13. กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  14. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้การสื่อสารและเอกสารราชการคล่องตัวมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อหน้าที่หลักของหน่วยทหารเหล่านี้ที่ยังคงมุ่งมั่นรักษาความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย ครั้งนี้เป็นสัญญาณของการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ขณะที่ยังคงรักษาเกียรติยศและประเพณีทหารรักษาพระองค์ไว้อย่างสมบูรณ์ หากคุณสนใจข่าวสารราชกิจจานุเบกษาและเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงแก่ พลเอก จักรภพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการทหารและสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงความจงรักภักดีและผลงานอันยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ถือเป็นหนึ่งในเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศไทย สัญลักษณ์แห่งความเชิดชูเกียรติยศและคุณงามความดีที่ผู้รับถวายแด่องพระราชหฤทัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มักพระราชทานแก่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการปกป้องประเทศ การพัฒนาชาติ และการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับเกียรติยศนี้ ด้วยประวัติการทำงานที่โดดเด่นในกองทัพบก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน ประกาศดังกล่าวระบุชัดเจนว่าพระองค์ทรงพระราชทานเพื่อเชิดชูผลงานของพลเอก จักรภพ ภูริเดช ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการเมืองและการทหารของไทย พลเอก จักรภพ เกิดเมื่อปี 2481 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และมีประสบการณ์ยาวนานในกองทัพไทย ก่อนเข้าสู่เวทีการเมืองในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2549

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องส่วนตัวของพลเอก จักรภพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พลเอก จักรภพ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงนี้หลังจากที่ท่านได้อุทิศตนรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในฐานะผู้นำทหารที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ความสำคัญของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูผู้ที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เป็นชั้นสูงสุด มีลักษณะเป็นแพร่และเครื่องหมายที่งดงาม สวมใส่ในโอกาสพิธีการสำคัญ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลชั้นนำของรัฐ เช่น ข้าราชการการเมือง นายทหารระดับสูง หรือนักการทูต การที่พลเอก จักรภพ ภูริเดช ได้รับพระราชทานนี้ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในผลงานของท่านที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทย

นอกจากนี้ การประกาศในราชกิจจานุเบกษายังเป็นกระบวนการที่เป็นทางการและโปร่งใส ตามประเพณีราชการไทย ซึ่งช่วยให้ประชาชนทราบถึงพระราชกรณียกิจอันเป็นกุศลของพระมหากษัตริย์ ประชาชนจำนวนมากได้แสดงความยินดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยชื่นชมทั้งพระราชกรุณาและความดีความชอบของผู้รับ

  • ประวัติพลเอก จักรภพ: เริ่มจากนายทหารชั้นผู้น้อย สู่ผู้นำระดับชาติ
  • บทบาทในวิกฤตการเมือง: ช่วยรักษาความสงบสุขของแผ่นดิน
  • ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์: สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศนิรันดร์
  • ผลกระทบต่อสังคม: สร้างแรงบันดาลใจให้ข้าราชการไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของระบบราชการไทยที่ให้คุณค่ากับความจงรักภักดีและการอุทิศตน มันไม่ใช่แค่เกียรติยศส่วนบุคคล แต่เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม หากคุณสนใจเรื่องราวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก แก่ พลเอก จักรภพ ภูริเดช

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 26 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์จำนวนรวม 26 ราย เป็นการแสดงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระกรุณา ที่ทรงแต่งตั้งผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการรับใช้ราชการแผ่นดิน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

ประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประกาศหลักๆ ที่ครอบคลุมผู้รับพระราชทานทั้งหมด เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารหญิงผู้มีคุณูปการ ส่วนเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5 ก็เป็นเกียรติยศสำหรับผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในการปฏิบัติหน้าที่

การพระราชทานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการอุทิศตนรับใช้พระองค์ท่านและประเทศชาติด้วยครับ ข้าราชบริพารเหล่านี้ต่างทำงานอย่างมุ่งมั่นในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคน

รายชื่อผู้รับพระราชทานชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

  • จากประกาศแรก: พันตรีหญิง จุฑารัตน์ เพชรโสม และ พันโทหญิง สุดใจ ปรางทอง
  • จากประกาศที่สอง: พันโทหญิง กุลวธู วงศ์วิริยภัทร, พันโทหญิง อภิรดี เพียงสุวรรณ์, พันตรีหญิง สุภาวดี เรียงเงิน, ร้อยเอกหญิง ศิรินทิพย์ นางาม, ร้อยเอกหญิง สมสวัสดิ์ เชื้อจันทร์, ร้อยโทหญิง อรพรรณ โตยัง
  • จากประกาศที่สาม: พันโทหญิง มาลี มงคล, ร้อยโทหญิง เนตรนภา อ่อนน้อม, ร้อยโทหญิง ช่อมาศ เหง้าน้อย, พันโทหญิง ศิริพร คำนนท์, พันโทหญิง สิริมา พิศสุวรรณ

ทั้งหมดนี้มีประมาณ 13 รายสำหรับชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11, 13 และ 17 กันยายน 2568 ตามลำดับครับ ผู้รับแต่ละท่านล้วนมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะกำลังพลหรือเจ้าหน้าที่สนับสนุน

รายชื่อผู้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5

  • จากประกาศแรก: นางสาวพรปิยา สุนทรวิภาต
  • จากประกาศที่สอง: นางสาวรตณัฐ เหมินทร์, ร้อยเอกหญิง เสวิตา มาลีเลิศ, ร้อยเอก ธันว์ธนิก ศิริวัฒน์, ร้อยตำรวจเอก ศุภกร สมชื่อ, ร้อยตำรวจเอก สรยุทธ์ บุตตะพิมพ์
  • จากประกาศที่สาม: นางสาวศุภสิริ ภู่เชิด, นางสาวจิภาดา ศรแสง, ร้อยเอกหญิง คณินทรา เรื่องยศ, ร้อยตรีหญิง ปิยะเนตร พึ่งพา, นางสาวพัชรี พันแพง, นางสาวตรีรัตน์ อุทรักษ์, ร้อยตรีหญิง กรกช ปัญญาประเสริฐ

ส่วนเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 5 มีผู้รับอีก 13 รายเช่นกัน ซึ่งรวมเป็น 26 รายพอดี การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมคุณธรรมและความทุ่มเท

หากเราย้อนดูประวัติของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า จะพบว่ามันเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อยกย่องผู้มีคุณงามความดี ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศที่สูงส่ง ข้าราชบริพารที่ได้รับพระราชทานเหล่านี้ มักทำงานในด้านต่างๆ เช่น การดูแลราชสำนัก การรักษาความปลอดภัย หรือการสนับสนุนกิจกรรมพระราชดำริ ซึ่งล้วนแต่ช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาขึ้น

ข่าวนี้ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกภูมิใจในผู้รับพระราชทานเท่านั้น แต่ยังเตือนใจให้เราทุกคนมีจิตสำนึกในการทำความดีเพื่อสังคมด้วยครับ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ยิ่งสำคัญ การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย จึงเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูเอกสารต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ มันช่วยให้เราเข้าใจบริบทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการพระราชทานครั้งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันมาทำงานเพื่อส่วนรวมมากขึ้น หากคุณมีเรื่องราวหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจแบบนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือสมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญๆ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน และเหรียญรัตนาภรณ์ รวม 26 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความชื่นชมให้กับประชาชนชาวไทย ด้วยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่บุคคลผู้มีคุณูปการหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางสาวหนูเพียร สรภูมิ ซึ่งได้รับพระราชทานในชั้นทุติยจุลจอมเกล้า การพระราชทานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศสูงสุด แต่ยังสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการเชิดชูผู้มีผลงานยอดเยี่ยมในการรับใช้ชาติและพระองค์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ถือเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่สตรีผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก โดยเฉพาะข้าราชบริพารในพระองค์หรือผู้ที่อุทิศตนรับใช้ด้วยความจงรักภักดี สำหรับ “หนูเพียร สรภูมิ” นั้น เธอได้รับพระราชทานชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสผ่านทางพระบรมราชโองการให้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ นี้ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติยศแก่ผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น

นอกจากนี้ ยังมีการพระราชทานแก่ นางสาวจุฑาทิพย์ วิลาด ในชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2568 เช่นกัน การประกาศนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทำให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความยินดีได้อย่างกว้างขวาง

รายชื่อผู้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าเพิ่มเติม

ไม่ใช่แค่นั้น ในประกาศเดียวกันยังมีการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า แก่ข้าราชบริพารในพระองค์อีก 4 ราย ได้แก่

  • พันโทหญิง รัตติยา สิทธิสมบูรณ์
  • พันโทหญิง เบญจรงค์ เทพนิมิต
  • ร้อยเอกหญิง พรรณราย ทองทิพย์
  • ร้อยโทหญิง พรอนงค์ จันทะนุย

ผู้รับพระราชทานทั้ง 4 รายนี้ได้รับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบในผลงานและความทุ่มเทของแต่ละบุคคล การพระราชทานโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้อื่นๆ นี้ เป็นสัญญาณของความเมตตาและพระราชหฤทัยอันอุดม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศสำหรับสตรีที่ทำงานในราชสำนัก เช่น การดูแลกิจการภายในวังหลวงหรือช่วยเหลือพระราชกรณียกิจต่างๆ ผู้ที่ได้รับมักเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ความซื่อสัตย์ ความสามารถ และการอุทิศตนอย่างไม่ย่อท้อ ในยุคปัจจุบัน การพระราชทานเช่นนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับข้าราชการและประชาชนทั่วไปให้มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม

จากเอกสารต้นฉบับในราชกิจจานุเบกษา เราสามารถเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวันที่ประกาศและเงื่อนไขการพระราชทาน ซึ่งช่วยยืนยันความถูกต้องของข่าวสารนี้ หากคุณสนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การฟื้นฟูหลังสถานการณ์โรคระบาดหรือการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

ในมุมมองของผู้เขียน การโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ” และผู้รับรายอื่นๆ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการให้เกียรติผู้ทำงานหนัก ซึ่งควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในการอุทิศตนเพื่อชาติ ลองนึกภาพดูสิว่าถ้าทุกคนมีจิตใจแบบนี้ สังคมเราคงพัฒนาได้รวดเร็วแค่ไหน สนใจข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมหรือไม่? ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ “หนูเพียร สรภูมิ”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

ข่าวดี! โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ประจำปี 2568 จำนวนมากถึง 1,803 ราย และ 8,303 ราย ตามลำดับ โดยมีรายชื่อบุคคลสำคัญหลายท่านรวมอยู่ด้วย มาดูกันว่ามีใครบ้าง!

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญราชการชายแดน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญราชการชายแดนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน 31 จังหวัด ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทาน และการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511 จำนวน 1,803 ราย

ที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ประจำปี 2568 นี้ มีชื่อ นายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏอยู่ในลำดับแรกอีกด้วย

ประกาศดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2568

ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ประจำปี 2568 ทั้ง 1,803 รายชื่อได้ที่นี่

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์เสรีชน พ.ศ. 2512 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทาน การประดับและกรณีที่ให้ประดับเหรียญพิทักษ์เสรีชน สิทธิ บัตรประจำตัว และการเรียกเหรียญกับบัตรประจำตัว ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนคืน พ.ศ. 2563 รวมทั้งสิ้น 8,303 ราย

และในจำนวนผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนนี้ มีชื่อของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รวมอยู่ด้วย

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2568

ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนทั้ง 8,303 รายชื่อได้ที่นี่

พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

การพระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ในครั้งนี้ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง การได้รับพระราชทานเหรียญอันทรงเกียรตินี้ เป็นเครื่องแสดงถึงความทุ่มเท เสียสละ และความจงรักภักดีที่พวกท่านได้แสดงให้เห็น

ความสำคัญของการพระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน

การพระราชทานเหรียญราชการชายแดน และเหรียญพิทักษ์เสรีชน มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เป็นการเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน
  • เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเสียสละและความจงรักภักดี
  • สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำความดี
  • ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังคม

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานเหรียญอันทรงเกียรติในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านรักษาคุณงามความดี และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมต่อไป

การที่บุคคลสำคัญอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านี้

ที่มา – พระราชทานเหรียญราชการชายแดน-เหรียญพิทักษ์เสรีชน มีชื่อ “อนุทิน-ซาบีดา-ธีรรัตน์”

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร เป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ข้าราชการผู้นี้และวงศ์ตระกูล

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ พันตรีวรุจจ์ เกิดเสวียด เป็น พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2568
ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่งแก่ตัวข้าราชการและวงศ์ตระกูล การได้รับพระราชทานยศนั้นมิใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางราชการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการผู้นั้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อไป

การประกาศพระบรมราชโองการในราชกิจจานุเบกษาเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพระราชทานยศมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

การได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเลื่อนยศนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการท่านอื่น ๆ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ความหมายของการได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

การได้รับพระราชทานยศนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานยศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนใฝ่ฝัน

ขอแสดงความยินดีกับพันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด และขอเป็นกำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

Scroll to top