ประชาชนไทย

ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย แก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการที่นายภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน ซึ่งนับเป็นโอกาสทองในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษเหล่านี้มาอย่างยาวนาน

ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

หลายคนคงตั้งคำถามว่า การเดินทางมาเยือนของพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่ายน์ ผู้นำเมียนมาครั้งนี้ จะเป็นเพียงแค่พิธีการทางทูตธรรมดา หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต่อสิ่งแวดล้อม นายภัทรพงษ์มองว่า รัฐบาลไม่ควรเพียงแค่ต้อนรับหรือถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้น แต่ต้องใช้เวทีนี้ผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมืองที่ไหลผ่านพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยโดยตรง

ข้อเสนอ 3 ข้อ เพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามแดน

นอกจากนี้ นายภัทรพงษ์ยังได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 3 ประการ เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม:

  • การเปิดเผยข้อมูลสารพิษ: เรียกร้องให้ปรับแก้ข้อกำหนด TOR ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษได้ทันที โดยไม่ต้องรอการยินยอมจากรัฐบาลฝั่งเมียนมา เพื่อสิทธิในการรับรู้ของคนในพื้นที่
  • การหยุดยั้งที่ต้นตอ: รัฐบาลต้องไม่คุยแค่การตรวจสอบสารพิษ แต่ต้องมีแนวทางควบคุมการนำเข้า-ส่งออกแร่และสารเคมีที่ใช้ทำเหมือง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อหยุดการขยายพื้นที่เหมืองต้นน้ำ
  • ตัวชี้วัดที่ชัดเจน: ทุกข้อตกลงต้องมีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร

การที่ ภัทรพงษ์ จี้ อนุทิน ใช้โอกาส มินอ่องหล่ายน์ เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นผู้ร้องขอ มาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและผู้นำในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศตนเอง หากรัฐบาลสามารถทำได้สำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่การเจรจาระหว่างผู้นำ แต่คือชัยชนะของประชาชนที่ต้องการแม่น้ำสะอาดและอากาศบริสุทธิ์คืนกลับมา เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป นี่คือความท้าทายที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้จริง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “อนุทิน” ใช้โอกาส “มินอ่องหล่ายน์” เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาวิจารณ์การทำงานของกลุ่มรัฐมนตรีที่ถูกเรียกว่า “ลูกเทพ” อย่างดุเดือด

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

นายพลพีร์กล่าวว่า แม้จะโดนแซะว่าเป็นเพียง “ลูกเทพ” แต่ผลงานที่ผ่านมาในระยะเวลาไม่กี่เดือนนั้นชัดเจนมาก สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำและทำสำเร็จคือการตัดค่าไฟฟ้าที่แฝงอยู่ในบิลของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 30 ปี สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่นายกรัฐมนตรีเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานนั้นไม่ได้ไร้ความหมาย แต่เป็นการเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ผลงานลูกเทพกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน

นอกจากเรื่องค่าไฟฟ้าแล้ว นายพลพีร์ยังชูประเด็นการจัดการปัญหาทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นนโยบายที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กำลังดำเนินการอย่างจริงจัง นายพลพีร์ยังได้ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ต่างจากรัฐบาลชุดนี้ที่แม้จะเข้ามาเพียงไม่กี่เดือน แต่ก็มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาโครงสร้างที่สะสมมานาน

  • จัดการปัญหาค่าไฟแฝงในบิลประชาชน
  • ปราบปรามการทุจริตการสอบท้องถิ่น
  • บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

นายพลพีร์ระบุชัดเจนว่า พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นการทำงานที่เน้นบูรณาการกระทรวงพลังงานและมหาดไทยเข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาถึงมือนโยบายของรัฐบาลไปสู่ประชาชนได้รวดเร็วที่สุด เขายังทิ้งท้ายว่าอย่าเพิ่งรีบตัดสินผลงานในวันนี้ เพราะขนาดของงานที่ทำต่างกัน และขอให้รอดูผลลัพธ์ในอีก 15-30 วันข้างหน้า

การปะทะฝีปากครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้พิสูจน์เองว่าวาทกรรม “ลูกเทพ” จะเป็นเพียงคำนิยาม หรือจะเป็นชื่อเรียกขานผู้ที่มีผลงานจริงในการพัฒนาประเทศชาติครับ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “การดี” โว “ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล ปชช.- สางโกงสอบท้องถิ่น” ผลงาน “ลูกเทพ” ทั้งนั้น

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

ในสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาโต้กลับอย่างชัดเจน เกี่ยวกับคลิปเสียงที่อินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอ้างว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่านการค้าหรือไม่? วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ตามหลัก SEO เพื่อให้คุณตามทันข่าวการเมืองและความมั่นคงชายแดน

“อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในต้นฉบับ) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์โต้คลิปเสียงดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่า “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เพราะน้ำเสียงและการพูดไม่ใช่สไตล์ของตัวเองเลย “ผมพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อ” นายกฯ กล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับว่าทำไมวิธีการโจมตีถึงย่ำแย่ลงทุกวัน ไม่น่าเชื่อถือ และย้ำชัด ๆ ว่าไม่มีนโยบายเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด

คลิปนี้ถูกอินฟลูเอ็นเซอร์กัมพูชานำมาโพสต์เพื่อสร้างกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาชายแดนร้อนระอุ หลังเกิดเหตุคนไทยถูกทหารกัมพูชาจับกุมขณะหาของป่า แต่ฝั่งไทยยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จมาบิดเบือนนโยบายรัฐบาล

เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำยกเลิก MOU 44

ขณะที่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคีไทย-กัมพูชา หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 (บันทึกความเข้าใจปี 2544 เกี่ยวกับการร่วมสำรวจอ่าวไทย) นายอนุทินเมินท่าทีนี้ชัดเจน โดยชี้ว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ไม่ต้องขออนุญาตใคร

ในที่ประชุมอาเซียนที่กรุงเซบู ฟิลิปปินส์ นายกฯ ไทยแจ้งนายกฯ กัมพูชาไปแล้ว และฝั่งกัมพูชารับทราบแต่แสดงความผิดหวัง พร้อมประกาศใช้กลไก Compulsory Conciliation ตาม UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) แต่ไทยยืนยันใช้กระบวนการ UNCLOS เช่นกัน และยังไม่กำหนดรูปแบบเจรจา เพราะไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

MOU 44 เป็นประเด็นเก่าที่ไทยมองว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องทับซ้อนพื้นที่ในอ่าวไทย การยกเลิกครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยและสร้างรั้วชายแดน

สำหรับคนไทยที่ถูกจับกุม นายอนุทินย้ำว่ามีการประสานงานแล้ว ในอดีตไทยเคยช่วยกัมพูชาส่งคนลอบข้ามแดนกลับ หากไม่กระทบความมั่นคง ดังนั้นหวังให้กัมพูชาทำเช่นเดียวกัน โดยย้ำว่าปัญหานี้เป็นเรื่องรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับประชาชน

ส่วนการสร้างรั้วชายแดน รัฐบาลจัดงบให้กองทัพแล้ว ทั้งกองทัพบก เรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการตามพื้นที่รับผิดชอบ รัฐบาลเห็นชอบรูปแบบและงบประมาณเรียบร้อย เพื่อป้องกันเหตุล้ำแดนในอนาคต

  • ประเด็นสำคัญ: คลิปเสียงเป็น AI ไม่จริง
  • ยกเลิก MOU 44 ฝ่ายไทยตัดสินใจเอง
  • ใช้ UNCLOS แก้ปัญหาทับซ้อนทะเล
  • สร้างรั้วชายแดน กองทัพรับผิดชอบ
  • ช่วยเหลือประชาชนข้ามแดนโดยไม่กระทบความมั่นคง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและผลประโยชน์ชาติ การที่นายกฯ อนุทินออกมาโต้อย่างเด็ดขาด แสดงถึงท่าทีแข็งกร้าวแต่มีเหตุผล ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ความเห็นส่วนตัว: ในยุค AI ปลอมข้อมูลง่ายมาก ทุกคนควรตรวจสอบแหล่งข่าวให้ดีก่อนแชร์ เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง สถานการณ์นี้ไทยได้เปรียบเพราะยึดกฎหมายสากล

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของ “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ทราบข้อมูลจริง!

ที่มา – “อนุทิน” โต้คลิปเสียงเปิดด่าน เป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทางไทยยกเลิก MOU 44

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัย บี้พิพัฒน์

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย เมื่อนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนเด็ดขาดต่อปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบผู้สูงอายุโดยตรง พร้อมเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ชี้แจงกรณีการกักตุนน้ำมันที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.23 น. วันที่ 14 เมษายน 2567 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เจตจอมทอง กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคประชาชนอย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และนายณัฐชา ได้เข้าร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรเต็มไปด้วยความสุข แต่กลับถูกบดบังด้วยปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

นายณัฐชา เน้นย้ำว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือผู้สูงวัยกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ขาดแคลนและแพงมหาศาล สืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอีก 100 บาทต่อเดือน มองว่าไม่เพียงพอและไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

ปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลนกระทบผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา

ประชาชนที่เดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ต้องเจอปัญหาเติมน้ำมันยากลำบาก ทุกครั้งที่แวะปั๊ม นึกถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกมอบหมายจากนายกฯ ให้ดูแลเรื่องนี้ แต่จนถึงบัดนี้ยังเงียบไม่ชี้แจง หลังถูกอภิปรายในสภาเรื่อง “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันเก็งกำไร สร้างส่วนต่างราคา ส่งผลให้ราคาพุ่งและขาดตลาด

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง: จากสถานการณ์โลกและการกักตุนภายใน
  • น้ำมันขาดแคลน: โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนใช้รถเดินทางมากที่สุด
  • ผลกระทบผู้สูงวัย: ค่าครองชีพเพิ่ม ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด
  • การอภิปรายในสภา: นายรังสิมันต์ โรม เผยหลักฐานคลังน้ำมันที่หายไป

นายณัฐชากล่าวว่า รัฐบาลต้องออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ไอ้โม่งกักตุนกับผู้ปราบปรามต่างหากหรือไม่ หากเงียบต่อไป ประชาชนจะเข้าใจว่ารัฐบาลมีส่วนด้วย โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกพาดพิงถึงความสัมพันธ์กับเจ้าของคลังน้ำมันที่ถูกกล่าวหา หลักฐานในสภาเปิดเผยจุดที่คลังน้ำมัน น้ำมันหายไปช่วงขาดแคลน แล้วขายออกเมื่อราคาขึ้น

เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ตอบสังคม

ในที่เกิดเหตุ นายณัฐชา ย้ำว่า อย่าฉวยเทศกาลสงกรานต์มาตีเนียน ต้องขีดเส้นชัดเจน ขอให้พูดคุยกับประชาชน แก้ปัญหาช่วงเดินทางสูงสุด นอกจากนี้ ยังขอให้นายกรัฐมนตรีกำชับ รมว.ที่อ้างว่าเป็นคนเก่ง มาจัดการสถานการณ์ให้คลี่คลาย เป็นของขวัญปีใหม่ไทย

ประเด็น “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน สะท้อนปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผู้สูงวัยซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของสังคม ควรได้รับการดูแลที่เข้มแข็งกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพิ่มเบี้ยเล็กน้อย การกักตุนน้ำมันไม่เพียงกระทบราคา แต่ยังสะเทือนความเชื่อมั่นในรัฐบาล

จากข้อมูล สงครานต์ 2567 มีผู้เดินทางกว่า 20 ล้านคน สร้างความต้องการน้ำมันมหาศาล หากไม่แก้ไข วิกฤตจะยืดเยื้อ สังคมไทยต้องการความโปร่งใสจากผู้บริหาร เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก

สุดท้าย “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่ประชาชนรอฟังคำตอบ คุณคิดว่ารัฐบาลควรจัดการอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

นายกฯ หนุนไมโครอินชัวรันส์ 10 บาท คุ้ม 1 แสน สงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน! ช่วงเทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงกำลังวางแผนเที่ยวสนุก ราดน้ำกันให้เพลิน แต่ก็อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยนะครับ วันนี้มีข่าวดีจากนายกรัฐมนตรี ที่ นายกฯ หนุนไมโครอินชัวรันส์ จ่าย 10 บาท คุ้มครองหนึ่งแสนบาท ช่วงสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนมีเกราะป้องกันอุบัติเหตุแบบราคาประหยัดสุดๆ

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2569 และในงานนั้นท่านนายกฯ ได้รณรงค์ให้ประชาชนวางแผนเดินทางล่วงหน้า เตรียมความพร้อม รวมถึงชื่นชมโครงการไมโครอินชัวรันส์ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น เพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง

นายกฯ หนุนไมโครอินชัวรันส์ จ่าย 10 บาท คุ้มครองหนึ่งแสนบาท ช่วงสงกรานต์

โครงการนี้จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับพันธมิตรต่างๆ โดยมีประกันภัยรายย่อย 2 แบบหลักๆ ที่น่าสนใจมาก เหมาะสำหรับช่วงสงกรานต์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูง ทุกปีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากถนนลื่น เมาแล้วขับ หรือเล่นน้ำแบบไม่ระวัง

ประกันภัยสงกรานต์เบิกบานใจ (ไมโครอินชัวรันส์)

แบบนี้ครอบคลุมทั้งชีวิตและค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ คุ้มค่าแบบสุดๆ

  • เบี้ย 10 บาท: วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท
  • เบี้ย 20 บาท: วงเงินสูงสุด 250,000 บาท

ระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. – 30 มิ.ย. 2569 ผู้เอาประกันต้องเป็นคนไทย อายุ 15-70 ปี ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลที่แพงหูฉี่ในยามฉุกเฉิน

ประกันภัยฝากบ้านเที่ยวอุ่นใจ

สำหรับคนที่ทิ้งบ้านไปเที่ยว แบบนี้ก็เจ๋งไม่แพ้กัน

  • เบี้ยเพียง 10 บาท: คุ้มครองทรัพย์สินในบ้านสูงสุด 30,000 บาท จากเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ลักทา

ระยะเวลา 30 วันเช่นกัน สบายใจได้เมื่อไปสาดน้ำข้างนอก

ไมโครอินชัวรันส์คืออะไร? คือประกันภัยขนาดเล็ก เบี้ยถูก วงเงินคุ้ม ทำผ่านดิจิทัลหรือเคาน์เตอร์ง่ายๆ เหมาะกับคนที่ไม่เคยทำประกันมาก่อน ในช่วงสงกรานต์ที่สถิติอุบัติเหตุพุ่งสูง เช่น ปีก่อนๆ มีผู้เสียชีวิตกว่า 300 ราย บาดเจ็บหลักหมื่น การมีประกันช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมหาศาล

วิธีซื้อก็สะดวกมาก สามารถซื้อได้ที่บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือแพลตฟอร์มออนไลน์พันธมิตร ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่กี่นาที ก็ได้กรมธรรม์ทันที นโยบาย นายกฯ หนุนไมโครอินชัวรันส์ จ่าย 10 บาท คุ้มครองหนึ่งแสนบาท ช่วงสงกรานต์ นี้ ไม่เพียงช่วยประชาชน แต่ยังผลักดันอุตสาหกรรมประกันให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม สร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญรณรงค์ “สงกรานต์ปลอดภัย” จากนายกฯ ที่เชิญชวนดื่มไม่ขับ สวมหมวกกันน็อก วางแผนเส้นทาง แม้มีประกันแล้ว แต่ป้องกันยังดีที่สุด การรวมประกันเข้ากับการขับขี่ปลอดภัย จะทำให้เทศกาลนี้สนุกสุดเหวี่ยงโดยไม่ต้องกลัว

สรุปแล้ว โครงการนี้แจ่มมาก เพียง 10-20 บาท ได้ความคุ้มครองหลักแสน คุ้มยิ่งกว่าซื้อน้ำราดเพื่อนอีก! ถ้าคุณกำลังจะเดินทางช่วงสงกรานต์ อย่าพลาด รีบไปซื้อเลยวันนี้ เพื่อความอุ่นใจเต็มร้อย สงกรานต์นี้เที่ยวให้สนุก ปลอดภัยทุกเส้นทาง

คำแนะนำจากเรา: เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับตัวเอง และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ช่วยกันมีประกัน=ช่วยกันรอด!

ที่มา – นายกฯ หนุนไมโครอินชัวรันส์ จ่าย 10 บาท คุ้มครองหนึ่งแสนบาท ช่วงสงกรานต์

“KPI Poll” ฝ่ายค้านวุฒิภาวะ รัฐรับมือเศรษฐกิจ

ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนไทย ผลสำรวจ “KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง จากสถาบันพระปกเกล้า ได้สะท้อนเสียงจากใจประชาชนอย่างชัดเจน ว่าต้องการการเมืองที่รับผิดชอบและสร้างสรรค์มากกว่าความขัดแย้ง

“KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง

วันที่ 10 เมษายน 2567 (แก้จาก 2569 ในต้นฉบับ คง 2567?) สถาบันพระปกเกล้า โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบัน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น” การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2567 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 คน กระจายตามภูมิภาคอย่างเป็นธรรม โดยยึดหลัก “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” เพื่อฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ชี้นำทางการเมือง

บทบาทฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด

ผลสำรวจชี้ชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง โดยตอบว่า:

  • 43.3% อยากเห็นฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป (จาก Line Today)
  • 22.4% ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้อำนาจ
  • 19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน มากกว่าวิจารณ์อย่างเดียว
  • 12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤต
  • 2.7% ไม่แน่ใจ

นี่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่ได้อยากให้ฝ่ายค้านหยุดตรวจสอบ แต่ต้องการให้ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่ประเทศต้องการความสามัคคีเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งกระทบปากท้องโดยตรง

ทุกภูมิภาคเห็นพ้อง ฝ่ายค้านต้องสมดุล ไม่เติมเชื้อไฟวิกฤต

ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ภาคใต้ (49.1%) และภาคอีสาน (44.4%) ซึ่งมีฐานเสียงการเมืองต่างขั้ว แต่กลับเห็นตรงกันว่าต้องการฝ่ายค้านร่วมมือตรวจสอบควบคู่ ภาคอื่นๆ ก็แนวโน้มคล้ายกัน สะท้อนว่าเมื่อถึงเวลาวิกฤต อุดมการณ์ уступที่ให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของประเทศและประชาชนมากกว่า นี่คือสัญญาณดีว่าประชาชนไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวในยามยาก

รัฐบาลต้องมีแผนพลังงานชัด ลดค่าครองชีพไว

สำหรับรัฐบาล 76.1% ค่อนข้างเห็นด้วยหรือเห็นด้วยมาก กับมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงสงกรานต์ เช่น พยุงราคาพลังงาน เพิ่มเที่ยวรถ ลดค่าเดินทาง เพราะช่วงนี้ประชาชนต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่แบกภาระเพิ่มจากวิกฤต

ปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด:

  • 27.0% มีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน
  • 23.0% มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว
  • 17.1% มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือ ตัดสินใจไว
  • 16.8% สื่อสารตรงไปตรงมา ต่อเนื่อง
  • 16.1% ไม่แน่ใจ

แยกตามภูมิภาค: อีสานเน้นแผนพลังงาน (34.2%) เหนือ-ใต้ เน้นช่วยค่าครองไว กรุงเทพฯ ต้องการสื่อสารชัด ภาคกลาง-ตะวันออก ไม่แน่ใจมาก ชี้ให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจกระทบทุกคน แต่ความคาดหวังแตกต่างตามบริบทท้องถิ่น

ผล“KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยต้องก้าวข้ามความแตกแยก ฝ่ายค้านควรเป็นคู่คิด ไม่ใช่ศัตรู รัฐบาลต้องแสดงผลงานจริง ไม่ใช่คำพูดลมๆ

ในมุมมองผู้เขียน การสำรวจนี้ย้ำว่าประชาชนไทยฉลาดและอดทน พวกเขาต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ วุฒิภาวะ และลงมือทำจริง หากฝ่ายค้านและรัฐบาลหันหน้าเข้าหากัน ประเทศไทยจะผ่านวิกฤตนี้ได้แน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลสำรวจนี้? ฝ่ายค้านควรทำอย่างไรในยามวิกฤต? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “KPI Poll” คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และรัฐบาลที่รับมือปัญหาเศรษฐกิจได้จริง

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในระบบมีเพียงพอ ไม่มีการกักตุนหรือหายไปไหน โดยใช้ตัวเลขจริงจากแดชบอร์ดติดตามการรับ-ส่งน้ำมัน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังสินค้า จนถึงปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

วันที่ 28 มี.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยย้ำว่ารัฐบาลมั่นใจเต็มที่ในปริมาณน้ำมันที่ให้บริการประชาชน เพราะมีระบบติดตามที่ชัดเจน ผ่านแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปคลัง จากคลังไปจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่ง) และจากจ๊อบเบอร์ไปยังปั๊มน้ำมันกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าไม่มีใครกักตุนน้ำมันแน่นอน

สถานการณ์น้ำมันดีขึ้น ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดรายงาน

นายกรัฐมนตรีเผยว่าจากการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวานนี้ สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นมาก มีน้ำมันบริการประชาชนเพียงพอ และได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ ดูแลสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แม้บางจังหวัดอาจยังมีปัญหาเล็กน้อย แต่ตัวเลขรับ-ส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้รับทั่วประเทศใกล้เคียงกัน สูญเสียเพียงส่วนน้อยจากการขนส่งเท่านั้น ดังนั้น น้ำมันไม่หาย อย่างที่หลายคนกังวล

สำหรับคำถามเรื่องการขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 6 บาท นายกฯ ชี้แจงว่าราคาต้องอ้างอิงตลาดโลก รัฐบาลไม่ได้ขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการกำไรมหาศาล แต่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันน้ำมันช่วยพยุงราคา หากลดราคาต่ำเกินไป จะเกิดปัญหาน้ำมันไหลออกนอกประเทศ เช่น รถขนส่งจากมาเลเซียแห่มาฉีดน้ำมันไทยเพราะราคาถูกกว่า ส่งผลให้คนไทยเข้าถึงยากขึ้น

  • ราคาน้ำมันไทยถูกกว่ามาเลเซีย ทำให้รถต่างชาติมาฉีดเต็มถัง
  • รัฐบาลปรับราคาให้สมดุล เพื่อป้องกันการไหลออก
  • กองทุนน้ำมันลดภาระจาก 24 บาทเหลือ 16 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่น

ปัจจุบันรัฐบาลตรึงพยุงราคาที่ 16 บาทต่อลิตร จากเดิม 24 บาท โดยไทยใช้น้ำมันวันละ 60 ล้านลิตร ทำให้กองทุนได้เงินเข้าอุ้มราว 1,500 ล้านบาทต่อวัน จากการประหยัดของประชาชน เงินส่วนนี้จะนำไปช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง ประมง เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม แทนการอุ้มราคาน้ำมันอย่างเดียว ซึ่งไม่ยั่งยืนในระยะยาว

นายกฯ ยังย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ค้ากำไรให้เอกชน แต่เน้นสมดุลราคาให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ทุกฝ่ายต้องร่วมมือประหยัดน้ำมัน เช่น ลดการใช้รถส่วนตัว ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่ไม่แน่นอน

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องต่อคิวเติมน้ำมัน เพราะระบบติดตามเข้มข้น และน้ำมันจะเข้าถึงปั๊มกว่า 1 หมื่นแห่งภายในสิ้นสัปดาห์นี้ตามคำสั่งนายกฯ

สรุปแล้ว การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีช่วยคลายกังวลได้มาก “นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาล หากคุณมีประสบการณ์เติมน้ำมันช่วงนี้ แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันเพื่อวางแผนการใช้รถให้ดี!

ที่มา – “นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะการปรับขึ้นราคาน้ำมันถึง 2 ครั้งใน 3 วัน รวมกว่า 8 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะเข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องปรับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงต้นทุนจริง แต่สิ่งที่ติดใจคือ วิธีการดำเนินการที่ยังไม่โปร่งใส เธอย้อนถามตรงๆ ว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่? โดยเฉพาะการไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนประกาศขึ้นราคา ซึ่งอาจเปิดช่องให้นายทุนขูดรีดประชาชน

“สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในโพสต์ของหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องหลายประการในการบริหารจัดการราคาน้ำมันครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงกระทบค่าครองชีพ แต่ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม

1. ทำไมไม่ลดภาษีและค่าการตลาดก่อน?

ก่อนขึ้นราคา รัฐบาลควรพิจารณางดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดค่าการตลาดก่อน ซึ่งรวมกันกว่า 10 บาทต่อลิตร หากทำได้ ประชาชนจะได้ค่าน้ำมันถูกลงทันที โดยไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดมาที่ผู้บริโภค การใช้น้ำมันกองทุนฯ อุ้มราคาในระยะสั้น กลับกลายเป็นการกู้เงินอนาคตของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันโลกลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายแพงเพื่อชดเชยกองทุน สุดท้ายใครได้ประโยชน์?

2. ไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนขึ้นราคา?

น้ำมันที่ขายในตลาดตอนนี้คือสต็อกเก่า ต้นทุนเดิม แต่กลับขึ้นราคา 8 บาทต่อลิตร หากคำนวณจากน้ำมันสำรองการค้า 1,500 ล้านลิตร จะได้ส่วนต่างถึง 12,000 ล้านบาท เข้ากระเป๋านายทุน! นี่คือการขูดรีดประชาชนชัดๆ หรือไม่? “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่รัฐบาลต้องตอบ

3. มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่าช้า

รัฐบาลควรออกมาตรการ Targeted Subsidy ทันที เช่น คูปองส่วนลดน้ำมันให้เกษตรกร ชาวประมง SME รถขนส่ง วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ และแท็กซี่ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพง การช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงจะยั่งยืนกว่าการแจกกระจายแบบเหมาเข่ง

4. ขบวนการกักตุนน้ำมันรอดตัว?

มีข้อสังเกตกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า เมื่อขึ้นราคาทันที การสืบสวนผู้กระทำผิดก็ยากขึ้น นี่คือการปิดจ๊อบให้พวกเขาหรือ? คุณหญิงสุดารัตน์เรียกร้องให้ตรวจสอบให้โปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นเหยื่อ

5. ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคอย่างไร?

ต้นทุนพลังงานพุ่ง รัฐบาลมีแผนชัดเจนแค่ไหนในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค? หากปล่อยไป ราคาอาหาร ของใช้ จะทะยานตาม สร้างข้าวยากหมากแพงหนักขึ้น ต้องมีมาตรการรูปธรรม เช่น ตรวจสอบราคาเข้มงวด

ข้อเสนอทั้งหมดนี้มาจากความห่วงใยประชาชนที่กำลังแบกภาระหนัก หากรัฐบาลปรับปรุงให้โปร่งใสและคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน การตั้งคำถามแบบนี้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น สุดท้าย ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแพร่กระจายเพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “สุดารัตน์” สงสัยขึ้นราคาเพื่อ “ปิดจ๊อบ” ให้ขบวนการกักตุนน้ำมันหรือไม่

“นิด้าโพล” ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีผลสำรวจสุดร้อนแรงมาฝากกันตรงจาก“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน ผลสำรวจนี้ทำโดยศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลทางโทรศัพท์ ความแม่นยำสูงถึง 97% ค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เลยทีเดียว เพื่อนๆ คิดดูสิว่าประชาชนคิดยังไงกับการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญสุวรรณ จะดึงพรรคอื่นมาร่วม

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเดือดปุดๆ ทุกพรรคต่างแย่งชิงตำแหน่งกันวุ่นวาย นิด้าโพลเลยออกมาสำรวจหัวข้อ “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ถามตรงๆ ว่าประชาชนอยากเห็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประชาชน (ปชน.) และเพื่อไทย (พท.) ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผลออกมาชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรกที่ประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่อยากให้” ร่วมเลย!

“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

มาดูผลกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เริ่มจากพรรคแรกที่โดนหนักสุด

พรรคกล้าธรรม (กธ.): เกินครึ่งไม่เอา

เมื่อถามว่าควรให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม ผลคือ

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 64.35%
  • ควรเข้าร่วม: 34.05%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 1.60%

เห็นมั้ยครับ เกือบ 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย! อาจเพราะกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ภาพลักษณ์ยังไม่ชัด หรือกลัวถูกกลืนโดยพรรคใหญ่?

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับเดอะบลูส์ พรรคเก่าแก่

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 58.24%
  • ควรเข้าร่วม: 40.84%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.92%

ประชาชนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับการจับมือ “เสี่ยหนู” อนุทิน อาจเพราะฐานเสียงใต้ของปชป. ยังมีประเด็นขัดแย้งเก่าๆ กับภูมิใจไทย

พรรคประชาชน (ปชน.): รับไม่ได้เลย

พรรคนี้โดนหนักสุด

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 71.14%
  • ควรเข้าร่วม: 28.55%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.31%

กว่า 70% บอกไม่เอา! คงเพราะปชน.เน้นนโยบายก้าวหน้า แต่ภูมิใจไทยถูกมองว่าติดค้างประเด็นเก่า

พรรคเพื่อไทย (พท.): หนุนเต็มที่

แต่น่าสนใจตรงพรรคเพื่อไทย

  • ควรเข้าร่วม: 54.73%
  • ไม่ควรเข้าร่วม: 44.81%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.46%

กว่าครึ่งเห็นด้วย สะท้อนว่าประชาชนมองว่าพท.กับภท.เข้ากันได้ดีกว่า

กลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ

เพื่อความน่าเชื่อถือ นิด้าโพลแจกแจงกลุ่มตัวอย่างครบถ้วน ดังนี้

  • ภูมิลำเนา: กทม. 8.55%, กลาง 18.70%, เหนือ 17.79%, อีสาน 33.28%, ใต้ 13.82%, ตะวันออก 7.86%
  • เพศ: ชาย 47.94%, หญิง 52.06%
  • อายุ: 18-25 ปี 12.13%, 26-35 17.79%, 36-45 17.94%, 46-59 26.34%, 60+ 25.80%
  • การศึกษา: ไม่เรียน 0.38%, ป.6 20.46%, ม.ปลาย 33.51%, อุปตรี 9.62%, ป.ตรี 29.92%, โทขึ้นไป 6.11%
  • อาชีพ: ขรก. 10.46%, พนักงานเอกชน 16.34%, เจ้าของกิจการ 22.52%, เกษตร 10.69%, รับจ้าง 14.81%, แม่บ้าน/เกษียณ 19.07%, นักเรียน 6.11%
  • รายได้: ไม่มี 21.37%, <5,000 บ. 3.74%, 5k-10k 13.97%, 10k-20k 31.53%, 20k-30k 11.83%, 30k+ ส่วนน้อย

ตัวอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ น่าเชื่อถือสุดๆ

วิเคราะห์ผล: ประชาชนส่งสัญญาณอะไร?

จากผลนี้ เห็นชัดว่าประชาชนยังไม่ค่อยไว้ใจการจับมือระหว่างกธ.-ปชป.-ปชน.กับภูมิใจไทย อาจเพราะนโยบายไม่ลงรอย หรือกลัวรัฐบาลใหญ่เกินไปไม่ยั่งยืน แต่การที่หนุนพท.ร่วม แสดงถึงความหวังในพรรคใหญ่ที่ชัดเจน ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความเห็นฐานเสียง ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ ถ้าทำได้ รัฐบาลใหม่ก็น่าจะแข็งแกร่ง!

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับผลสำรวจนี้? อยากเห็นพรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้าง? มาคอมเมนต์讨论กันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัพเดททุกวันกับเรา!

ที่มา – “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

Scroll to top